ซูอิ้งเส่ว์คือคุณหนูสี่แห่งจวนเหวินชางปั๋ว แม้เป็บุตรสาวของอนุแต่กลับสูงศักดิ์กว่าฉู่เมิ่งอิ๋งที่เป็บุตรสาวจากตระกูลขุนนางขั้นห้าอยู่หลายขั้นน้ำเสียงของนางจึงเต็มไปด้วยอำนาจชี้นำกว่ามาก
ฉู่เมิ่งอิ๋งยิ้มพลางพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น“นี่ฉู่อวิ๋นเจียวน้องสาวห้าของข้า ส่วนคนนี้คือน้องสาวเจ็ดฉู่เพ่ยซาน”
ซูอิ้งเส่ว์จึงหันกลับมาแนะนำคนฝั่งของตนให้รู้จักบ้างเช่นกัน“ท่านนี้คือคุณหนูเจ็ดแห่งจวนรองเ้ากรมพิธีการหลี่ นามเมี่ยวชุนเรียกว่าพี่หญิงหลี่ก็ได้ อีกท่านคือคุณหนูห้าแห่งจวนรองเ้ากรมคลังตู้นามตู้ชิง…”
บรรดาสาวๆต่างทำความเคารพกัน เอ่ยเรียกพี่เรียกน้องอย่างสนิทสนมยกเว้นฉู่จวินหลันที่ถูกเมินอยู่ด้านข้าง
แต่ฉู่จวินหลันกำลังคิดถึงดวงตาของฉู่หวาถิงกับคดีของหยวนคังหู่จึงไม่ได้ใส่ใจกับเื่เล็กน้อยเหล่านี้ ขณะกำลังจะหันกายเดินจากไปฉู่เมิ่งอิ๋งก็รีบเอ่ยขึ้นอย่างสนิทสนม
“น้องสาวสามอย่าเพิ่งไปสิต้องแนะนำอย่างเป็ทางการสักหน่อย นี่ฉู่จวินหลันน้องสาวสามของข้าโชคดีที่ฟ้าดินคุ้มครอง นางจึงฟื้นจากอาการหลับใหลในห้วงภวังค์ครอบครัวพวกเราล้วนดีใจนัก บัดนี้ยังหมั้นหมายนางกับซื่อจื่อกงติ้งอ๋องอีกไม่นานก็จะเป็ชายาของซื่อจื่อกงติ้งอ๋องแล้ว”
สิ้นคำไม่ใช่เพียงซูอิ้งเส่ว์หากแม้แต่บรรดาคุณหนูและสตรีสูงศักดิ์ที่อยู่ใกล้เคียงก็หันมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ในวงสังคมตระกูลสูงศักดิ์หาได้กว้างใหญ่อะไรที่ใดมีเื่ใหญ่เล็กย่อมแพร่กระจายรวดเร็ว
บุตรสาวตระกูลฉู่ป่วยในอาหารหลับใหลไปปีกว่าก็ทุกข์ร้ายแรงพอแล้วยังถูกหมั้นหมายกับซื่อจื่อกงติ้งอ๋องที่ขึ้นชื่อว่าโง่เขลาใครก็มองออกว่านี่คือการขายบุตรสาวภรรยาเอกเพื่อแลกเงิน เพียงแต่ไม่คิดว่าสตรีผู้เคราะห์ร้ายกลับฟื้นขึ้นมามิหนำซ้ำหลังฟื้นมาไม่เพียงไม่พิการ กลับยังเชี่ยวชาญวิชาแพทย์!
หลานชายขององค์หญิงใหญ่เกิดโรคประหลาดเหล่าแพทย์หลวงไม่อาจรักษา ทว่านางลงเพียงไม่กี่เข็มกลับช่วยชีวิตได้
หลายวันมานี้เื่ราวของฉู่จวินหลันถูกเล่าปากต่อปากอย่างน่าอัศจรรย์
บางคนกล่าวว่าฉู่จวินหลันได้รับการโปรดปรานจากพระโพธิสัตว์จึงมีโชควาสนาหาไม่แล้วเซียนเฒ่าแห่งวัดต้าฉือคงไม่ให้พระอาจารย์ฮุ่ยฉือมาเชิญนางด้วยตนเอง
บ้างก็ว่าแท้จริงแล้วฉู่จวินหลันได้เรียนวิชาแพทย์จากชีสวินั้แ่วัยเยาว์แต่ก่อนเพียงเก็บฝีมือซ่อนเร้น หากไม่ใช่เพราะได้การช่วยเหลือจากท่านหมอชี คงไม่อาจรักษาโรคร้ายแรงเช่นนั้นได้
เื่เล่าแสนลี้ลับเหล่านี้ทำให้ฉู่จวินหลันกลายเป็หัวข้อสนทนาของเหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์ทันทีและคำพูดของฉู่เมิ่งอิ๋งก็ยิ่งทำให้ผู้คนหันมาจับจ้องนาง
ฉู่จวินหลันยังคงสงบนิ่งมั่นคงก่อนจะทำความเคารพซูอิ้งเส่ว์ หลี่เมี่ยวชุน และตู้ชิง
ซูอิ้งเส่ว์ทำท่าทางเสแสร้งก้มหน้าเล็กน้อยเสียงลากยาวกล่าว “อ้อ…ที่แท้เ้าก็คือน้องสาวที่เกิดจากภรรยาเอกของเมิ่งอิ๋งนี่เองปกติเมิ่งอิ๋งอยู่ในจวน เ้าคงดูแลนางไม่น้อยสินะ” นางกล่าวคำว่า ‘ดูแล’เน้นหนักเป็พิเศษ
หลี่เมี่ยวชุนกับตู้ชิงก็พยักหน้ารับราวกับเห็นพ้องต้องกัน
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้วหันไปมองฉู่เมิ่งอิ๋งราวกับถามนางว่าแต่งเื่ป้ายสีไว้มากมายเพียงใด
เมื่อฉู่เมิ่งอิ๋งถูกสายตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของนางกวาดผ่านก็รีบทำหน้าซ่อนเร้นความน้อยใจ น้ำตาคลอเบ้าราวกับดอกไม้บอบบางที่ถูกลมแรงโถมกระหน่ำ
ซูอิ้งเส่ว์ดึงฉู่เมิ่งอิ๋งไปยืนด้านหลังแล้วก้าวมายืนตรงหน้าฉู่จวินหลัน ยิ้มเยาะอย่างร้ายกาจพลางกล่าวว่า “เ้าคิดว่าพอได้เป็ชายาของซื่อจื่อกงติ้งอ๋องแล้วจะได้เป็ชายาของกงติ้งอ๋องด้วยหรือ ฝันไปเถิด! ซื่อจื่อผู้นั้นเป็เพียงคนโง่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์หรือไม่!”
“นั่นสิ”ตู้ชิงก็หัวเราะเยาะ เมื่อเห็นคนรอบข้างหันมามองก็กล่าวเสียงดังขึ้น “ข้าได้ยินว่าพอซื่อจื่อกงติ้งอ๋องรู้ว่าจะต้องแต่งกับเ้า ก็ใจนหนีงานแต่งในคืนนั้นเลย”
“แท้จริงแล้วสาเหตุที่จวนกงติ้งอ๋องเลื่อนวันแต่งงานออกไปก็เพราะเ้าทำให้คนโง่ผู้นั้นใกลัวจนหนีไป…”
กล่าวจบ หลี่เมี่ยวชุนก็หัวเราะพรืดออกมาตู้ชิงก็หัวเราะตามเช่นกัน
ซูอิ้งเส่ว์กล่าวเสริม“เ้าหลงคิดว่าตนเป็บุตรสาวภรรยาเอกก็เลยไม่เห็นพวกเราที่เป็บุตรของอนุอยู่ในสายตาหรือคิดว่าเป็บุตรสาวภรรยาเอกแล้วเก่งกาจนักหรือไร เ้ารู้วิชาแพทย์นี่ถึงขั้นกล่าวกันว่าเ้าเป็ศิษย์ของเซียนวิชาแพทย์ผู้นั้น หากเ้ามีฝีมือจริงก็ลองใช้วิชาแพทย์รักษาคนโง่นั่นให้หายสิ”
“รู้วิชาแพทย์?ใครจะเชื่อกัน เป็เื่จริงหรือไม่ยังไม่รู้เลย ฮ่าๆๆ!”
ซูอิ้งเส่ว์ ตู้ชิงฉู่เมิ่งอิ๋ง และฉู่เพ่ยซานต่างพากันหัวเราะลั่น
เสียงหัวเราะสดใสของเหล่าสาวน้อยดังกังวานยิ่งพวกนางจงใจพูดเสียงดังเท่าไร คนรอบข้างก็ยิ่งหันมามองและเริ่มซุบซิบกันมากขึ้นบางกลุ่มยังแอบหัวเราะคิกคัก
ฉู่จวินหลันหันไปมองสีหน้าของซูอิ้งเส่ว์พลางโน้มตัวเข้าไปใกล้ สูดกลิ่นเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้น“เ้าทาชาดของร้านเฟิ่นเตี๋ยใช่หรือไม่”
ซูอิ้งเส่ว์ชะงักไปเล็กน้อยไม่เข้าใจเหตุผลของคำพูดนั้นไปชั่วขณะจึงกวาดตามองฉู่จวินหลันที่ไม่แต่งหน้าอย่างภาคภูมิใจ พลางยิ้มเยาะ “ทำไมเ้าอิจฉาข้าหรือ”
ฉู่จวินหลันพยักหน้าเบาๆ“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว”
ซูอิ้งเส่ว์ทำหน้าประหลาดใจ
ครานี้ฉู่จวินหลันหันไปมองตู้ชิงกวาดตามองอีกฝ่ายั้แ่ศีรษะจรดเท้าก่อนคว้ามือนางกับหลี่เมี่ยวชุนไว้แล้วปล่อยทันทีจากนั้นเลื่อนสายตาไปหยุดที่กระโปรงสีเขียวอ่อนของตู้ชิง“วันนี้เ้าพกกระโปรงสำรองมาหรือไม่”
ตู้ชิงทำหน้าไม่ไว้ใจก่อนกล่าว “เ้าหมายถึงอะไร”
ทว่าฉู่จวินหลันไม่ตอบกลับหันไปมองหลี่เมี่ยวชุนแล้วกล่าว“เ้าชอบกินแตงโมกับน้ำแข็งหรือของเย็นใช่หรือไม่”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร!พูดให้ชัดเจนสักที!” หลี่เมี่ยวชุนกล่าวพลางขมวดคิ้วแน่น
“ไม่มีอะไร”ฉู่จวินหลันหัวเราะเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไป
ตู้ชิงโกรธจนแทบะเิโทสะตามไปสองก้าวเตรียมจะด่าทอ ทว่ากลับถูกฉู่เมิ่งอิ๋งรั้งไว้เสียก่อน
“พี่หญิงตู้พี่หญิงหลี่ นับั้แ่น้องสาวสามของข้าฟื้นขึ้นมาก็สติไม่ค่อยสมบูรณ์นักขอพี่หญิงทั้งสองอย่าได้ถือสาเลย”
ซูอิ้งเส่ว์จับมือฉู่เมิ่งอิ๋งพลางเอ่ยอย่างเจ็บใจ“เมิ่งอิ๋ง เ้าใจดีเกินไปแล้ว! คนดีมักถูกรังแก หากเ้ายิ่งถอยนางก็จะยิ่งกล้าล้ำเส้นมากเท่านั้น!”
“ที่แท้ว่าที่พี่สะใภ้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง”
เสียงแหลมหวานดังขึ้นจากพุ่มไม้ไม่ไกลก่อนหญิงสาวอาภรณ์สีม่วงจะก้าวออกมาดวงตาคู่สวยกวาดมองฉู่จวินหลันั้แ่ศีรษะจรดเท้าแล้วหัวเราะหยัน“คนอ่อนแอแต่งกับคนโง่ ก็ดูเข้ากันดีนะ”
ฉู่จวินหลันหันกลับมาตามเสียงสายตาเลื่อนผ่านหญิงสาวอาภรณ์สีม่วงไปยังบุรุษสองคนที่ยืนอยู่เื้ั
คนแรกร่างสูงใหญ่ผมดำคิ้วเข้ม ดวงตาคมสีดำราวจุดหมึก ใบหน้าสง่างามหากแต่ดวงตาที่จ้องนางอย่างคลั่งไคล้นั้นชวนให้ไม่สบอารมณ์ยิ่งนักส่วนอีกคนสวมอาภรณ์สีครามรูปร่างสูงบาง หน้าตาหล่อเหลา ท่าทางองอาจเพียงยิ้มออกมาอย่างเก้อเขิน
หนึ่งในคุณชายสองคนนี้คือคนที่นางพบที่หอน้ำชาเมื่อวาน
ฉู่จวินหลันถอนหายใจ“วันนี้ไม่ใช่งานชุมนุมผู้สูงศักดิ์แล้วหรือ”
หญิงสาวอาภรณ์สีม่วงกล่าวหยอก“ใช่ แล้วอย่างไรเล่า”
“ข้านึกว่าผู้เข้าร่วมงานชุมนุมผู้สูงศักดิ์จะเป็ผู้มีรสนิยมสูงส่งคิดไม่ถึงว่าคุณหนูแห่งจวนกงติ้งอ๋องจะทำตัวหยาบคาย เอะอะเสียงดังดูแคลนพี่สะใภ้ต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ ช่างเปิดหูเปิดตายิ่งนัก”
“เ้า!”
“พอแล้ว จื่อหลัน”
บุรุษตาคมก้าวออกมาข้างหน้าคารวะพลางแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “คุณหนูสามแห่งตระกูลฉู่ข้าเซียวอวิ้นเผิงบุตรคนรองของกงติ้งอ๋อง ผู้นี้คือน้องสาวสี่เซียวจื่อหลันส่วนผู้นี้คือเสิ่นอวี๋ บุตรชายคนโตของอันลู่โหว”
เสิ่นอวี๋เพียงค้อมศีรษะอย่างเก้อเขินส่วนเซียวจื่อหลันก็สะบัดหน้าไปอีกทางพร้อมเสียงฮึดฮัด
“น้องสาวยังเด็กนักหากล่วงเกินไป ขอคุณหนูสามอย่าได้ถือโทษ”เซียวอวิ้นเผิงยิ้มบางพลางก้าวเข้ามาโค้งคำนับ
ตอนที่ฉู่จวินหลันไปจวนกงติ้งอ๋องครั้งก่อนนางเห็นว่าเซียวอวิ้นเผิงอยู่ในเรือนหรูหราอย่าง ‘เรือนซิวอี๋’โคมไฟสว่างไสวและเต็มไปด้วยบ่าวรับใช้มากมายทว่าเซียวซวี่ซึ่งเป็ซื่อจื่อกลับต้องไปอยู่เรือนเล็กกันดาร มีเพียงบ่าวโง่ๆคอยรับใช้ แม้แต่ข้าวเย็นสะอาดสักมื้อก็ยังไม่มีทั้งยังต้องนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะเก่าผุพัง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ฉู่จวินหลันก็เดือดดาลในใจแต่ใบหน้ายังคงยิ้มละไม ประคองแขนเขาพลางกล่าว “ช่างเถิดอย่างไรวันหน้าก็เป็ครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็ต้องถือสานักหรอก”
กลิ่นหอมสดชื่นจากตัวนางพลันพัดโชยมากับสายลมจนเซียวอวิ้นเผิงที่ได้กลิ่นรู้สึกราวกับกระดูกอ่อนระทวย ทั้งร่างชาวาบก่อนจะรู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มที่ข้อศอก แต่เขาหาได้สนใจไม่ทั้งยังจ้องนางไม่ละสายตา