“ยายเฟิร์น...ยายเฟิร์น ตื่นได้แล้ว...ถึงแล้ว”
เสียงร้องเรียกของนางพยาบาลก้อย ปลุกหลานสาวที่นอนหลับบนแท็กซี่ให้ตื่นขึ้นเมื่อเข้าเขตรั้วของโรงเรียนใหม่ เฟิร์นตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกของหัวใจที่กลับมาเต้นเร็วอีกครั้งเมื่อนึกถึงภาพที่ตัวเองเพิ่งได้เห็นมา เหงื่อแตกพลั่กเต็มใบหน้าจนผู้เป็น้าต้องเอ่ยถาม
“เป็อะไรหรือเปล่ายายเฟิร์น โถ...แม่คุณ คงใที่เห็นภาพเมื่อเช้าสินะ น้าเองก็ใเหมือนกัน น่าแปลกจริงๆ อยู่ๆ ทำไมคนสี่คนถึงมาตายประหลาดๆพร้อมกันในลิฟต์ตัวเดียวเวลาเดียวกันได้ หมู่นี้โรงพยาบาลน้ามีแต่คนตายแบบแปลกๆ ผีเผอก็โผล่มาให้เห็นจนแทบจะเดินชนกัน สงสัยต้องยุให้ผู้อำนวยการทำบุญใหญ่สักที”
หญิงสาวบ่นกระปอดกระแปดในขณะที่เฟิร์นยังนั่งนิ่ง นึกถึงภาพคนตายสี่คนนั้นยังหลอนจนติดตา
“จอดข้างหน้านี้แหละแท็กซี่” นางพยาบาลก้อยเอ่ยปากสั่งคนขับรถ เขานำรถแล่นเข้าไปจอดที่หน้าตึกอำนวยการเพื่อส่งผู้โดยสาร เฟิร์นกับนางพยาบาลก้อยเดินลงมาจากรถแล้วเงยหน้ามองตึกอำนวยการที่อยู่ในสภาพเก่าแก่แต่ดูมีมนต์ขลัง ป้ายสีดำตัวหนังสือสีทองกระดำกระด่างเขียนไว้ตรงเหนือประตูของอาคารว่า ‘ตึกเมอร์เซอร์มารี’ ...หนึ่งในอาคารของโรงเรียนประจำอันเลื่องชื่อถึงกฎระเบียบอันเคร่งครัดที่มีชื่อว่า‘รูธเธอร์ฟอร์ด เมมเมอเรียลสกูล (Rethorford Memorial School)’
ลมเย็นๆ พัดเข้ามาทักทายหญิงสาวจนต้องกระชับเสื้อกันหนาวสีสดให้ประชิดตัว พยาบาลก้อยชะเง้อมองซ้ายขวาไม่รู้จะไปเริ่มต้นที่ตรงไหน การพาหลานที่พ่อแม่ตกเป็ข่าวหน้าหนึ่งถูกฟ้องล้มละลายมาใช้เส้นเข้าที่โรงเรียนใหม่กลางเทอมนั้นไม่ใช่เื่น่ายินดีนัก ถ้าไม่จำเป็เธอไม่มีวันพามาด้วยตัวเองหรอก...
“ใช่คุณกิติกานต์ไหมคะ”
เสียงของผู้หญิงท่าทางเอาเื่คนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นจากทางด้านหลังของคนทั้งคู่ นางพยาบาลก้อยสะดุ้งโหยง หันไปมองแล้วยกมือไหว้ เฟิร์นยืนนิ่งจนผู้เป็น้าต้องสะกิด เธอจึงยกมือไหว้ตาม หญิงสาวอายุน่าจะร่วมสี่สิบปีมองสมาชิกใหม่ของโรงเรียนผ่านแว่นกรอบทอง เธอแต่งตัวเหมือนแม่ชีในหนังฝรั่งที่เคยดู
เข้ากันจริงๆ ...โรงเรียนสั่นประสาทกับอาจารย์ผีสิง!
“ใช่ค่ะ ดิฉันพาหลาน...เอ่อ...เด็กหญิง...ไม่ใช่สิ นางสาวกีรติมาส่งน่ะค่ะ” นางพยาบาลก้อยบอก เธอชอบคิดว่ายายเฟิร์นยังเป็เด็กหญิงอยู่ ทั้งๆ หลานสาวทำบัตรประชาชนมาแล้วตั้งสองปี!
“ดิฉันทราบแล้วค่ะ ดิฉันชื่อซิสเตอร์มากาเร็ต เป็อาจารย์ที่ดูแลทุกอย่างในโรงเรียนรูธเธอร์ฟอร์ด เมมเมอเรียลสกูล หิ้วกระเป๋าแล้วตามมา เดี๋ยวดิฉันจะพาไปดูโรงเรียนและหอนอน” ซิสเตอร์มากาเร็ตพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแล้วเดินนำหน้าน้าหลานไปอีกทางของตึกเมอร์เซอร์มารี
ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างหวาดหวั่นไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิดที่มาเรียนที่นี่ แต่ไม่มีทางเลือก...โรงเรียนแห่งนี้เป็ที่ที่เดียวที่ยอมรับเข้ากลางเทอมด้วยการแลกกับเงินบริจาคสร้างอาคารเรียนร่วมแสน
“หิ้วกระเป๋าขึ้นมาสิยายเฟิร์น ช้าอยู่ได้ เดี๋ยวซิสเตอร์ก็ดุเอาหรอก” ผู้เป็น้าทำลายความเงียบด้วยการเอ่ยปากสั่งก่อนจะเดินนำหน้าเฟิร์นไป หลานสาวถอนหายใจยาวๆ แล้วปฏิบัติตามคำสั่ง
ชีวิตใหม่ที่โรงเรียนแห่งนี้จะเป็ยังไงนะ...
หวังว่าทุกอย่างคงราบรื่น...
ทางด้านหลังของตึกเมอร์เซอร์มารีนั้นสามารถทะลุออกไปที่หอนอนได้ ตามทางเดินนั้นมีหลังคาคลุมตลอดทางเพื่อความสะดวกในการเดินทางเวลาฝนตก รอบข้างสามารถมองเห็นอาคารเรียนต่างๆ ที่ตั้งอยู่อย่างเป็ระเบียบได้อย่างชัดเจน ซิสเตอร์มากาเร็ตแนะนำสถานที่และประวัติของโรงเรียนอย่างคร่าวๆขณะที่เดินนำหน้าสองน้าหลานไป แต่แล้วอยู่ๆเธอก็หยุดกึกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พลอยทำให้นางพยาบาลก้อยต้องหยุดเดินตามอย่างกะทันหันด้วยความงุนงง
“ดิฉันว่าทางที่ดีผู้ปกครองส่งแค่ตรงนี้ก็พอค่ะ ปกติทางเราไม่ให้บุคคลภายนอกขึ้นบนหอนอนเด็ดขาด” ซิสเตอร์มากาเร็ตบอกด้วยสีหน้านิ่งเฉย นางพยาบาลก้อยลังเล เธอเป็ห่วงหลานสาวที่ต้องมาเผชิญชีวิตอยู่ในที่แปลกใหม่ อะไรๆ อาจดูไม่คุ้นเคย ยิ่งเพิ่งผ่านเื่ร้ายๆ มาแบบนี้ เธอจึงอยากจะมั่นใจว่าโรงเรียนใหม่จะดีพอสำหรับเฟิร์นหลานที่พี่สาวฝากฝังให้ช่วยดูแล
“ดิฉันขอขึ้นไปดูที่หลับที่นอนของหลานหน่อยได้ไหมคะ คือเป็ห่วงแกน่ะค่ะ เด็กไม่เคยอยู่โรงเรียนประจำมาก่อน” พยาบาลก้อยอ้างเหตุผล หวังว่าซิสเตอร์มากาเร็ตจะยอม...แต่ก็ไม่
“ไม่มีใครเคยั้แ่เกิดหรอกนะคะ ถ้าเลี้ยงกันแบบประคบประหงมไม่ยอมให้เด็กโต ดิฉันแนะนำว่าควรพาเด็กของคุณกลับไปเถอะค่ะ ที่นี่เราอบรมให้เด็กโตและดูแลตัวเองได้ ที่สำคัญ...ถ้าคุณไว้ใจโรงเรียนเรา คุณต้องไว้ใจั้แ่ครั้งแรกที่คุณตัดสินใจส่งลูกหลานคุณให้เราช่วยดูแล ดิฉันเคร่งเครัดเื่นี้มาก การให้เกียรติสถาบันคือสิ่งที่ผู้ปกครองพึงมี” คำพูดที่เหมือนสั่งสอนพยาบาลก้อยนั้นทำเอาเธอถึงกับหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ก็ได้ค่ะซิสเตอร์” พยาบาลก้อยยอมรับในสิ่งที่ถูกซิสเตอร์มากาเร็ตดุ ก่อนจะหันไปหาหลานสาวที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ ดูท่าคงกลัวอยู่ไม่ใช่น้อย “งั้นน้ากลับไปที่โรงพยาบาลก่อน มีอะไรก็โทรหาน้าได้นะ เสาร์อาทิตย์น้าจะมารับ”
“เกรงว่าจะไม่เหมาะมั้งคะ ดิฉันว่าผู้ปกครองไม่ควรมาให้เด็กเห็นหน้าใน่สองอาทิตย์แรกในระหว่างที่เด็กกำลังปรับตัว ขืนมารับกันทุกอาทิตย์เด็กก็จะไม่ยอมปรับตัว ตั้งตารอแต่เสาร์อาทิตย์ที่จะได้กลับบ้าน เพราะฉะนั้นใน่สองอาทิตย์แรกดิฉันไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองมาเยี่ยมและรับกลับบ้านนะคะ อ้อ...แล้วก็ทางโรงเรียนของเราห้ามนักเรียนมีเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดนอกจากปาก!” ซิสเตอร์มากาเร็ตพูดแทรกขึ้นมาโดยไม่ต้องมีใครเอ่ยถาม
นางพยาบาลก้อยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“ขอมือถือให้ซิสเตอร์ด้วย” เ้าบ้านยื่นมือออกไปตรงหน้าเฟิร์น หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วล้วงมือถือจากกระเป๋ากระโปรงส่งให้ซิสเตอร์มากาเร็ต
“อีกเครื่อง”
เหมือนมีตาวิเศษ...เธอรู้ได้อย่างไรว่าเฟิร์นมีมือถือสองเครื่องอยู่ในตัว เด็กสาวแอบเหลือบมองพยาบาลก้อย ผู้เป็น้าพยักหน้าเบาๆ เป็เชิงให้ปฏิบัติตามคำสั่ง สมาชิกใหม่ของโรงเรียนจึงต้องหันไปรูดซิปเป้สีชมพู แล้วหยิบมือถืออีกเครื่องส่งให้ซิสเตอร์มากาเร็ตอย่างไม่มีทางเลือก
“นี่ค่ะ...ทางเราไม่รับฝากของมีค่า กรุณานำกลับไปด้วย” ซิสเตอร์มากาเร็ตยื่นมือถือทั้งสองเครื่องให้กับนางพยาบาลก้อย เธอเอื้อมมือมารับไว้แล้วยัดมือถือใส่ในเสื้อคลุม
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนซิสเตอร์ด้วยนะคะ”
“ไม่ต้องเป็ห่วงค่ะ ใครที่เข้ามาสู่อ้อมกอดของพระองค์ พระเ้าจะอวยพรและต้อนรับด้วยความรักเสมอ” ซิสเตอร์มากาเร็ตยิ้มน้อยๆ แล้วหันไปสั่งเฟิร์นที่ยังยืนหน้าซีดอยู่ไม่ห่างกันนัก “หิ้วกระเป๋าแล้วตามซิสเตอร์มา”
“ค่ะ” เด็กสาวรับคำ ก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้าขึ้นมาสะพายที่ไหล่ข้างหนึ่ง อีกมือถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบเขื่อง นางพยาบาลก้อยโอบกอดหลานสาวไว้ด้วยความสงสาร เธอไม่เคยกอดหลานมานานสองสามปีแล้วั้แ่หลานสาวเริ่มโต นี่เป็ครั้งแรกที่เธอกอดเฟิร์น...ซึ่งไม่ใช่กอดของความเสน่หา ทว่าเป็อ้อมกอดที่มีแผนการ
“ดูแลตัวเองดีๆ นะยายเฟิร์น แล้วอีกสองอาทิตย์น้าจะมาหา” ในขณะที่กล่าวลานั้น...หางตาของนางพยาบาลสาวก็จับจ้องจังหวะที่ซิสเตอร์มากาเร็ตเผลอ แอบยัดโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งใส่ลงในกระเป๋าเป้ของหลานสาวอย่างแเี “งั้นน้าไปก่อนนะ ซิสเตอร์คะ...ดิฉันไปก่อนนะคะ” พยาบาลก้อยยกมือไหว้ซิสเตอร์มากาเร็ต ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังทิศที่มา ทิ้งให้หลานสาวอยู่กับซิสเตอร์มากาเร็ตเพียงสองคน
ซิสเตอร์มากาเร็ตไม่พูดอะไรต่อ เธอเดินนำเฟิร์นไปตามทางเดินที่ทอดยาวตรงสู่หอนอน...ที่ที่ซึ่งเธอต้องใช้ชีวิตอยู่อีกร่วมสามปี
หอนอนนั้นเป็ตึกปูนสูงสี่ชั้น ดูสภาพแล้วคงผ่านร้อนผ่านฝนมาหลายสิบปี หลังคากระเบื้องสีแดงเืหมูกระดำกระด่างเพราะผ่านกาลเวลา หน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิทดูไม่ต่างจากคุกสักเท่าไหร่
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในตัวตึก อากาศภายนอกที่ร้อนอบอ้าวก็แปรเปลี่ยนเป็เย็นะเืทันที ตามทางเดินในตัวอาคารนั้นค่อนข้างสลัวจนแทบเรียกได้ว่ามืดเลยจะเหมาะกว่า มีเพียงแสงไฟจากหลอดตะเกียบสีส้มส่องแสงเป็ระยะๆ บนฝาผนังมีกระดาษเขียนรายชื่ออาจารย์เวรคุมหอพักอยู่ทางด้านหนึ่ง อีกด้านเป็รูปแม่ชีท่าทางน่าเกรงขามในกรอบสีทองแขวนอยู่เป็ระยะๆคาดว่าน่าจะเป็เหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ที่ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมาเมื่อหลายสิบปีก่อน
“ชั้นล่างจะเป็ห้องเอนกประสงค์ หลังเลิกเรียนทุกคนจะมาทำกิจกรรมกันที่นี่ ไม่ว่าจะทำการบ้าน อ่านหนังสือ เล่นอินเทอร์เน็ตหรือดูโทรทัศน์ ห้องเอนกประสงค์จะเปิดเวลาหกโมงเช้าถึงเจ็ดโมงเช้า กับหกโมงเย็นถึงสองทุ่ม หลังจากนั้นที่นี่จะเป็เขตหวงห้ามห้ามเข้ามาวุ่นวาย จะมีเวรทำความสะอาดซึ่งเดี๋ยวซิสเตอร์จะจัดการให้”
“ค่ะ”
“ต่อไปให้พูดว่า ค่ะ...ซิสเตอร์ ทุกครั้ง”
“ค่ะ...ซิสเตอร์”
เฟิร์นรับคำพลางกวาดตามองไปที่ห้องเอนกประสงค์ มันเป็ห้องโล่งๆกว้างๆ ที่ถูกแบ่งสัดส่วนอย่างเป็ระเบียบ ทางด้านหนึ่งเป็โต๊ะตัวยาวร่วมสิบโต๊ะตั้งเรียงกันโดยมีชั้นวางหนังสือเป็ฉากหลัง เก้าอี้ทุกตัวถูกดันเข้าที่อย่างเป็ระเบียบเมื่อถูกใช้งานเรียบร้อย อีกด้านเป็มุมคอมพิวเตอร์ที่ดูแล้วมีจำนวนน้อยเสียจนเด็กสาวอดที่จะนึกภาพตอนที่จะเล่นแชตนานๆไม่ได้ว่าจะมีคนต่อคิวยาวขนาดไหน แต่ก็อย่างว่า...โรงเรียนประจำแบบนี้คงบล็อคเอ็มเอสเอ็นและเว็บไซต์ไม่เหมาะสมเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นการมีอินเทอร์เน็ตใช้คงทำได้แค่ค้นคว้าหาข้อมูลวิชาการอันน่าเบื่อและพิมพ์รายงานงกๆเพียงแค่นั้น
ทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่บันไดขึ้นชั้นสองที่มีประตูเหล็กกั้นอย่างแ่า ประตูถูกพันธนาการด้วยแม่กุญแจดอกโต ซิสเตอร์มากาเร็ตล้วงพวงกุญแจจากชุดที่ดูรุงรังของเธอขึ้นมาไขประตูออกแ ล้วเดินนำสมาชิกใหม่ของโรงเรียนขึ้นไปพลางอธิบายถึงกฎระเบียบ
“ทางขึ้นชั้นสองจะถูกเปิดเมื่อเวลาหกโมงเช้าถึงเจ็ดโมงครึ่ง และปิดเมื่อเวลาสองทุ่มตรง นั่นหมายความว่าพอสองทุ่ม ทุกคนต้องขึ้นห้องนอนหมดแล้วไม่ว่าจะนอนหรือไม่ก็ตาม เสาร์อาทิต์ถึงจะเปิดตลอด ในเวลากลางวันให้อิสระเด็กได้ออกไปเที่ยวเล่นภายในโรงเรียนและทำกิจกรรมต่างๆได้ มีสระว่ายน้ำอยู่ในโรงยิม แต่ไม่อนุญาตให้ออกนอกโรงเรียนนอกจากผู้ปกครองมารับหรือได้รับใบเซ็นอนุญาตจากซิสเตอร์เวร” ซิสเตอร์มากาเร็ตหยุดอีกครั้งตรงห้องห้องหนึ่งที่ปิดสนิท เหนือประตูห้องมีป้ายไม้เขียนไว้ว่า ‘ห้องล็อคเกอร์’ “ห้องนี้เป็ห้องเก็บของใช้ส่วนตัวของนักเรียนที่นี่ ทุกคนจะมีล็อคเกอร์ประจำตัวพร้อมกุญแจไว้สำหรับเก็บตำราเรียนและของใช้ต่างๆ ส่วนทางด้านโน้น....”
ซิสเตอร์ชี้ไปที่อีกฝั่งของชั้นสอง ที่เป็ห้องกว้างๆ มีป้ายเขียนว่า ‘ห้องแต่งตัว’
“ห้องนั้นเป็ห้องแต่งตัว แต่ละคนก็จะมีตู้เสื้อผ้าของตัวเอง เสื้อผ้านักเรียนนั้นทางโรงเรียนมีแม่บ้านซักรีดให้โดยรวมกับค่าใช้จ่ายประจำเทอมแล้ว ส่วนชุดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็ชุดนอน ชุดชั้นใน ชุดใส่เล่น นักเรียนจะต้องซักเอง ซึ่งจะมีเวลาั้แ่เลิกเรียนถึงสองทุ่ม เพื่อจัดการให้เรียบร้อยแล้วนำไปตากทางด้านหลังหอนอนที่จะมีลานซักล้างและราวตากผ้า แล้วกรุณาเขียนชื่อไว้ที่ทรัพย์สินขอตัวเองด้วย เพราะคนเรามันก็ร้อยพ่อพันแม่ ไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้นแม้ว่าจะไม่มีประวัติการขโมยของในโรงเรียนรูธเธอร์ฟอร์ดเมมเมอเรียลสกูล แห่งนี้ก็ตาม”
“แล้วจะอาบน้ำเข้าห้องน้ำได้ที่ไหนคะ” เฟิร์นเอ่ยถาม ซิสเตอร์มากาเร็ตมองลอดแว่นอย่างตำหนิ เด็กสาวรู้ตัวจึงรีบแก้ประโยคที่พูดทันที “แล้วจะอาบน้ำเข้าห้องน้ำได้ที่ไหนคะ...ซิสเตอร์”
“ห้องน้ำอยู่ทางด้านหลังหอนอนตรงลานซักล้าง บนชั้นสามจะมีห้องสุขาไว้ให้ใช้ได้เวลากลางคืนเท่านั้น เอาล่ะ...นี่เป็กุญแจล็อคเกอร์กับกุญแจตู้เสื้อผ้าของเธอ เอาของไปเก็บให้เรียบร้อย เดี๋ยวซิสเตอร์จะขึ้นไปดูบนห้องนอนหาเตียงว่างให้เธอ อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม ?”
“ได้ค่ะซิสเตอร์”
“ถ้าเก็บทุกอย่างเรียบร้อย นำเครื่องนอนขึ้นไปหาซิสเตอร์บนชั้นสามนะ” พูดจบซิสเตอร์มากาเร็ตก็เดินขึ้นไปบนชั้นสาม
เสียงลงน้ำหนักฝีเท้านั้นค่อยๆเบาจนหายไป เฟิร์นยังยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องล็อคเกอร์ รู้สึกสมเพชตัวเองที่ต้องมาอยู่โรงเรียนประจำแห่งนี้ นี่ถ้าไม่เกิดเื่ราววุ่นวายกับครอบครัวของเธอ เธอคงไม่ต้องระหกระเหินย้ายมากลางคันแบบนี้หรอก
เมื่อนึกได้ว่าหากชักช้าเธออาจถูกซิสเตอร์มากาเร็ตดุเอาได้ หญิงสาวจึงผลักประตูไม้ออกเพื่อเข้าไปในห้องล็อคเกอร์ โดยวางกระเป๋าเสื้อผ้าไว้ข้างนอก หิ้วเข้าไปแต่กระเป๋าเป้ที่เก็บของใช้ส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ และทันทีที่เหยียบย่างเข้าไปในห้อง ความรู้สึกแปลกๆ ก็เกิดขึ้นแทบจะทันที จู่ๆ ขนแขนของหญิงสาวก็ลุกขึ้นจนต้องใช้มือลูบมันให้นอนลงเช่นเดิม
จะไม่ให้รู้สึกเช่นนั้นได้อย่างไร...ในเมื่อห้องล็อคเกอร์นั้นค่อนข้างอับและมืด จะมีก็แต่เพียงแสงจากภายนอกที่โผล่เข้ามาทางช่องลมเหนือฝาผนังเท่านั้น หน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิท น่าแปลก...แทนที่จะเปิดให้อากาศถ่ายเทหรือแสงแดดเข้ามาทำให้บรรยากาศไม่อับทึบ แต่ก็นั่นแหละ...ทุกอย่างล้วนมีเหตุผล บางทีทีนี่อาจกลัวขโมยขึ้นมาขโมยของ หรือมีพวกถ้ำมองมาแอบส่องดูนักเรียนสาวๆ เปลี่ยนชุด ซึ่งนั่นย่อมน่ากลัวกว่าบรรยากาศหลอนๆ แบบนี้เสียอีก
เฟิร์นเดินตรงไปยังตู้ล็อคเกอร์ที่เรียงรายอยู่สองข้างทางของผนัง โดยมีเก้าอี้ไม้ตัวยาวตั้งอยู่กลางห้องเป็เหมือนเกาะกั้นกลางระหว่างล็อคเกอร์ทั้งสองด้าน แต่ละตู้ล็อคเกอร์นั้นมีหมายเลขกำกับให้หาได้ง่าย ซึ่งเหล่าบรรดาเ้าของตู้ต่างก็แปะสติกเกอร์สีสันต่างๆนานาเพื่อแสดงความเป็เ้าของ นึกภาพไม่ออกเลยว่าเมื่อถึงเวลาที่เ้าของตู้ล็อคเกอร์นั้นๆ ออกจากโรงเรียนนี้ไปแล้ว...ใครจะมาเป็คนแกะสิ่งเลอะเทอะเหล่านี้ออก
หญิงสาวยกพวงกุญแจที่ซิสเตอร์มากาเร็ตส่งให้ขึ้นมาดูหมายเลข แผ่นพลาสติกสีเขียวถูกเจาะด้วยความร้อนจนเห็นเป็หมายเลข312 นั่นหมายความว่าต่อไปนี้ตู้ล็อคเกอร์ตู้ที่312 กำลังจะมีเธอเป็เ้าของ เฟิร์นเดินกวาดตามองไปตามตู้อย่างช้าๆ จนในที่สุดเธอก็มาเจอตู้หมายเลขที่ว่า...ตู้หมายเลข312
สภาพตู้นั้นมีร่องรอยของการขูดเอาสติกเกอร์ออกจนเป็รอยกระดำกระด่างเนื่องจากการขูดเอาเนื้อกาวออกไปไม่หมด หน้าตู้มีช่องเล็กๆ ไว้สำหรับเสียบชื่อเ้าของตู้ซึ่งมันว่างเปล่า หญิงสาวเดินไปหยุดที่หน้าตู้ล็อคเกอร์ก่อนจะใช้กุญแจไขบานตู้ออกอย่างรวดเร็ว ยามที่บานประตูตู้ล็อคเกอร์เปิดออกนั้น กลิ่นอับแปลกๆภายในก็กระโจนออกมาทักทายเ้าของใหม่ ภายในนั้นว่างเปล่า ค่อนข้างสะอาด มีเพียงรอยกระดาษกาวสองหน้าแปะไว้ทางด้านใน คาดว่าเ้าของเก่าคนแปะรูปภาพหรือตารางเรียนไว้
เฟิร์นจัดการนำข้าวของที่จำเป็ยัดใส่ไปในตู้อย่างไม่เป็ระเบียบนัก ตั้งใจว่าค่อยหาเวลาว่างมาบรรจงจัดอีกครั้งในตอนเย็น โดยไม่ลืมที่จะนำโทรศัพท์มือถือที่นางพยาบาลก้อยใส่ลงในเป้ไว้เก็บลงในล็อคเกอร์ด้วยเพื่อความปลอดภัย ยังไม่ทันจะได้ปิดประตูตู้ เสียงกระแทกดังปังของตู้ล็อคเกอร์ตู้หนึ่งก็ดังขึ้นจนเฟิร์นสะดุ้งเฮือกด้วยความใ ใครกัน...เข้ามาในนี้ไม่ให้สุ้มให้เสียง ?
“สวัสดีค่ะ...” เฟิร์นแง้มประตูตู้ให้ปิดลงแล้วกวาดตามองภายในห้อง น่าแปลก...ภายในเงียบสนิท ไม่มีแม้แต่สิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากตัวของคนที่ะโถามเท่านั้น
แล้วเสียงเมื่อสักครู่มันมาจากไหน ?
แล้วจังหวะที่หญิงสาวหันกลับมาเปิดประตูตู้อีกครั้ง เธอก็ต้องใถึงกับร้องกรี๊ดขึ้นมา เมื่อเห็นใบหน้าของใครคนหนึ่งอยู่ในตู้ล็อคเกอร์...ใบหน้าที่โผล่ออกมาจากทางด้านในของตู้ ดวงตากลมโตของใครคนนั้นจ้องเขม็งตรงมายังสมาชิกใหม่ด้วยความน่ากลัว
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด…”
เฟิร์นเข่าอ่อน ทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น มืออันบอบบางทั้งสองข้างปิดหน้าพลางส่งเสียงร้องดังลั่นอย่างสุดชีวิต ซิสเตอร์มากาเร็ตวิ่งตึงตังลงมาจากชั้นสามด้วยความใ เมื่อเห็นว่านักเรียนใหม่กำลังกรีดร้องจึงตรงเข้ามาหาแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“เธอเป็อะไร ร้องทำไม...หยุดร้องเดี๋ยวนี้...ซิสเตอร์บอกให้หยุด...หยุดสิ!” น้ำเสียงที่ซิสเตอร์มากาเร็ตพูดนั้นฟังดูออกไปทางบังคับให้เฟิร์นหยุดร้องเสียมากกว่าจะเป็การปลอบใจ มือทั้งสองข้างของเธอจับไหล่ของนักเรียนใหม่แล้วเขย่าอย่างแรงเพื่อให้ได้สติกลับคืน ซึ่งมันก็ได้ผล “เกิดอะไรขึ้น ?”
“ซิสเตอร์มากาเร็ตคะ เมื่อกี้หนูเห็น...เห็น...”
“เห็นอะไร ?”
“เห็นหน้าใครไม่รู้โผล่มาจากในล็อคเกอร์ค่ะ จริงๆ นะคะซิสเตอร์ ไม่เชื่อซิสเตอร์ลองดูได้”
คนอย่างซิสเตอร์มากาเร็ตไม่เคยกลัวเื่ผีสาง เธอเชื่อว่าพระเ้าอยู่คุ้มครองเธอเสมอดังนั้นเธอจึงลุกขึ้นเดินตรงไปที่ล็อคเกอร์ที่กำลังเปิดอ้าอยู่ หัวใจเต้นตึกตักขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ทั้งๆ ที่บอกกับตัวเองแล้วว่าไม่จริงหรอก หัวใครจะไปโผล่ในตู้ล็อคเกอร์ได้ นอกเสียจาก...
“โธ่เอ๊ย...เธอมานี่...มายืนข้างๆ ซิสเตอร์นี่” ซิสเตอร์มากาเร็ตเรียกนักเรียนใหม่ให้มายืนข้างๆเธอ แต่เฟิร์นส่ายหน้าปฏิเสธ ซิสเตอร์มากาเร็ตจึงต้องใช้เสียงเข้มขึ้น หญิงสาวจึงยอมเดินมาตามคำสั่งได้ “ซิสเตอร์สั่ง...ห้ามปฏิเสธ!”
“เอ่อ...ก็ได้ค่ะซิสเตอร์” หญิงสาวลุกขึ้นเดินก้มหน้ามายืนข้างๆ ซิสเตอร์มากาเร็ตอย่างไม่มีทางเลือก
“ซิสเตอร์เห็นแล้วว่าหน้าคนในล็อคเกอร์ที่เธอเห็นน่ะใคร เธอลองเงยหน้าขึ้นดูสิ เอ๊ะ...ไม่ได้ยินคำสั่งเหรอ อยากโดนทำโทษหรือยังไง!” ซิสเตอร์มากาเร็ตขัดใจ แม้เฟิร์นจะไม่อยากทำตามนัก แต่ก็จำใจต้องเงยหน้าขึ้นมอง
แล้วสิ่งที่เธอเห็นนั่นก็คือ...ใบหน้าของตัวเองและใบหน้าของซิสเตอร์มากาเร็ต
“เงาของใครที่ไหน มันก็เงาของเธอเองนั่นแหละ ด้านในล็อคเกอร์มันเป็อะลูมิเนียม เมื่อเจอแสงสะท้อนมาจากภายนอกก็ไม่ต่างจากกระจกดีๆนี่เอง ก่อนจะแหกปากโวยวายน่ะ กรุณาดูให้ดีเสียก่อน”
“แต่เงาที่หนูเห็น...มันไม่ใช่เงาของหนูนะคะ” เด็กสาวยังยืนยันในสิ่งที่ตัวเองเห็น
“อย่ามาเถียง อย่าคิดว่าการเป็เด็กใหม่เส้นสายใหญ่โตจะทำให้เธอมาเถียงซิสเตอร์ได้ ไปเก็บข้าวของให้เรียบร้อย จะได้ขึ้นไปหอนอน เอ๊ะ...มาจ้องหน้าซิสเตอร์แบบนี้จะหาเื่กันใช่ไหม อยากลองดีกับซิสเตอร์ใช่ไหม!” ซิสเตอร์มากาเร็ตตวาดใส่เฟิร์น หญิงสาวจึงต้องหลบสายตาไม่ให้ตัวเองจ้องมองอาจารย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
เธอไม่ได้หาเื่ แต่แววตาของเธอเป็อย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากใครไม่รู้จักมักจะคิดว่าเธอจ้องหน้าหาเื่เสมอ
“ค่ะซิสเตอร์” ป่วยการที่จะอธิบายให้คนไม่เชื่อฟัง หญิงสาวจึงรีบเดินออกไปคว้ากระเป๋าสัมภาระเดินออกไปที่ห้องอีกฝั่งเพื่อไปเก็บเสื้อผ้า ก่อนจะหอบเครื่องนอนเดินตามซิสเตอร์มากาเร็ตไปที่หอนอนบนชั้นสามอย่างเงียบๆ
บนชั้นสามนั้นถูกแบ่งเป็ห้องขนาดใหญ่สามห้อง แบ่งตามชั้นปีของนักเรียน ห้องด้านขวาสุดนั้นของเด็กมัธยมปีที่สี่ ห้องด้านในสุดเป็ของเด็กมัธยมปีที่ห้า ส่วนทางด้านซ้ายนั้นเป็ห้องของเธอมัธยมปีที่หก...นรกที่เธอต้องอยู่จนกว่าจะเรียนจบ!
ซิสเตอร์มากาเร็ตเปิดประตูห้องนอนเข้าไปโดยมีเฟิร์นเดินตาม เธอเดินมาหยุดที่เตียงเตียงหนึ่งแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เตียงนี้เป็ของเธอ ที่นี่เราจะปิดไฟตอนสามทุ่ม เท่ากับให้เวลาคุยกันกันได้หนึ่งชั่วโมงหลังจากขึ้นหอนอน พอสามทุ่มทุกคนต้องนอน ไม่ว่าจะหลับหรือไม่ ห้ามคุยห้ามเดินเพ่นพ่านโดยไม่จำเป็ ตีห้าครึ่งทุกคนต้องตื่น ใครเป็เวรที่โรงอาหารก็ไปทำ ใครมีธุระจัดการเื่ส่วนตัวก็มีเวลาให้ถึงเจ็ดโมงเช้าก่อนที่จะเข้ารับประประทานอาหาร โรงเรียนเข้าแปดโมงเช้า อ้อ ทุกวันอาทิตย์เราจะไปเข้าโบสถ์ตอนเจ็ดโมงครึ่ง” ซิสเตอร์มากาเร็ตอธิบายถึงกฎระเบียบให้นักเรียนใหม่ฟังอย่าเบื่อหน่าย
“แล้วถ้าไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ล่ะคะซิสเตอร์มากาเร็ต”
“ถ้านับถือศาสนาอื่น จะเข้าไปรับฟังพระคัมภีร์ไบเบิ้ล1 เพื่อศึกษาและเรียนรู้ก็ได้ แต่ถ้าไม่อยากไป เราก็ไม่บังคับ อนุญาตให้นักเรียนนั่งสมาธิหรืออ่านหนังสือในห้องเอนกประสงค์ นอกนั้นไม่ว่านักเรียนจะนับถือศาสนาอะไรหรือเป็ใครมาจากไหน ต้องทำตามกฎอย่างเท่าเทียมกัน”
“ค่ะซิสเตอร์มากาเร็ต” เฟิร์นพยักหน้ารับรู้ในสิ่งที่ซิสเตอร์มากาเร็ตบอก
“เอาล่ะ วางเครื่องนอนให้เรียบร้อย เดี๋ยวซิสเตอร์จะพาเธอไปรู้จักกับห้องเรียนและเพื่อนๆ ของเธอ เข้ามากลางเทอมม.6 แบบนี้ อาจจะเข้ากับคนอื่นยากสักนิด แต่ก็นั่นแหละ อีกไม่กี่เดือนเธอก็จะจบแล้ว คงไม่แคร์เท่าไหร่หรอกใช่ไหม”
คำพูดของซิสเตอร์มากาเร็ตนั้นฟังดูไม่เชิงเห็นใจนัก แต่ออกแนวประชดประชันเสียมากกว่า เฟิร์นไม่รู้ว่าซิสเตอร์มากาเร็ตจงเกลียดจงชังอะไรเธอหนักหนา กะอีแค่ขอเข้ามากลางเทอมเพราะมีเหตุจำเป็ นึกเหรอว่าเธออยากจะมาอยู่ที่นี่ถ้ามีที่อื่นยอมรับ!
“เอ้า...มัวยืนบื้ออยู่ได้ รีบตามมาสิ”
“ค่ะซิสเตอร์มากาเร็ต”
ซิสเตอร์มากาเร็ตเดินยืดอกอย่างสง่างามนำเฟิร์นออกไปจากห้องนอน หญิงสาวรีบวางเครื่องนอนลงแล้วเดินตามซิสเตอร์มากาเร็ตไปอย่างเร่งรีบ ดวงตากลมโตของเด็กสาวจ้องเขม็งตรงไปยังผู้หญิงตรงหน้า ในใจอยากจะกรีดร้องให้สุดเสียง...แต่ต้องอดทนไว้
ยายซิสเตอร์มากาเร็ตโรคจิต!
เชิงอรรถ
(1) ไบเบิ้ล Bible มาจากคำว่า Biblia ซึ่งเป็ภาษาละตินและภาษากรีก หมายถึง หนังสือหลายเล่ม เป็คัมภีร์ที่ชาวคริสต์ถือว่าเป็หนังสือศักดิ์สิทธิ์ โดยมีความเชื่อว่า เป็พระวจนะของพระเ้าที่ตรัสผ่านมนุษย์ด้วยวิธีการดลใจให้บุคคลต่างๆบันทึกขึ้นเพื่อเปิดเผยรหัสธรรมเกี่ยวกับพระเ้า ความเป็มาของโลกและมนุษย์ รวมถึงจุดมุ่งหมายของชีวิต เพื่อให้มนุษย์ได้อยู่ร่วมกับพระเ้าอีกครั้ง