ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 20:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 13/09/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 3
ความเงียบกดทับลงมาหนักอึ้งราวกับภูผา สรรพเสียงในป่าพลันเงียบสงัดไปสิ้น เหลือเพียงเสียงลมหายใจของฝูงม้าและเสียงเกราะเหล็กที่เสียดสีกันเบาๆ เว่ยหลินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยจากความอ่อนล้าที่กัดกินลึกลงไปถึงกระดูก แต่ดวงตายังคงจับจ้องไปยังบุรุษบนหลังอาชาสีนิลไม่วางตา เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนเส้นด้ายบางเฉียบที่ขึงอยู่เหนือหุบเหวแห่งความตาย ทุกวินาทีที่ผ่านไปเชื่องช้าราวกับนิรันดร์
สมองของเขาประมวลผลอย่างบ้าคลั่งราวกับเซิร์ฟเวอร์ [1] ที่ทำงานหนักเกินพิกัด 'เขาจะทำอะไรต่อ? จะฆ่าข้าเพื่อปิดปากหรือไม่? การที่ข้ารู้เื่กับดักทำให้ข้ามีประโยชน์ หรือเป็อันตรายเกินกว่าจะเก็บไว้?' ตัวแปรมากมายวิ่งวนอยู่ในหัว แต่ใบหน้าของโม่เหยียนกลับเรียบเฉยไร้ซึ่งข้อมูลใดๆ ให้อ่าน ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นยังคงเ็าและลึกล้ำเกินหยั่งถึง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก เสียงฝีเท้าม้าก็ดังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทหารม้าสองนายที่ถูกส่งไปตรวจสอบควบม้ากลับมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย พวกเขาะโลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้าโม่เหยียนอย่างพร้อมเพรียง
“กราบทูลท่านอ๋อง! เบื้องหน้าไปครึ่งลี้ [2] พบร่องรอยกับดักซุ่มโจมตีจริงพ่ะย่ะค่ะ!” นายทหารคนหนึ่งรายงานเสียงดังฟังชัด “เป็หลุมพรางและกับดักเชือกพ่ะย่ะค่ะ แม้จะไม่ร้ายแรงนัก แต่หากขบวนทัพเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว อาจทำให้เกิดความสูญเสียได้พ่ะย่ะค่ะ!”
คำยืนยันนั้นทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้วยิ่งหนักอึ้งขึ้นไปอีก เหล่าทหารองครักษ์ที่เคยจ้องมองเว่ยหลินด้วยสายตาอาฆาต บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ความประหลาดใจระคนไม่เชื่อสายตา พวกเขาเหลือบมองบัณฑิตหนุ่มในอาภรณ์ซอมซ่อสลับกับมองหน้ากันไปมา เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นแ่เบา แต่ก็ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังเกินไปนัก
เว่ยหลินลอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างแ่เบาที่สุด หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมตามไรผม เขาเดิมพันถูกแล้ว...หมากตัวแรกถูกวางลงบนกระดานแล้ว
ทว่า...ชะตากรรมของเขายังคงแขวนอยู่บนคำตัดสินของบุรุษเพียงผู้เดียว
โม่เหยียนยังคงนิ่งเงียบ ดวงตาคมกริบคู่นั้นละจากนายทหารที่รายงาน กลับมาจับจ้องที่ร่างของเว่ยหลินอีกครั้ง การประเมินค่าในแววตานั้นชัดเจนจนเว่ยหลินรู้สึกเหมือนตัวเองเป็สินค้าชิ้นหนึ่งที่กำลังถูกพิจารณาว่าจะซื้อเก็บไว้หรือโยนทิ้งไป
'น่าสนใจ...' นั่นคือความคิดเดียวในหัวของอ๋องปีศาจในยามนี้ บัณฑิตตกอับที่รู้เื่กับดักล่วงหน้า...มันไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือท่าทีที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ คู่นั้น ดวงตาที่แม้จะฉายแววอ่อนล้า แต่ก็ยังคงทอประกายแห่งสติปัญญาและความท้าทายอย่างไม่ปิดบัง
“เ้าชื่ออะไร” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบลงอีกครั้ง
“แซ่เว่ย นามหลินพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยหลินตอบกลับไป พยายามอย่างยิ่งที่จะคุมเสียงไม่ให้สั่น
โม่เหยียนพยักหน้าช้าๆ ราวกับจะจดจำชื่อนั้นไว้ในใจ ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะเอ่ยคำสั่งที่ตัดสินชะตาของเว่ยหลินออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิม
“จับตัวมันกลับจวน”
สิ้นเสียงคำสั่งนั้น องครักษ์สองนายก็ปรี่เข้ามาจับแขนของเว่ยหลินไว้ทั้งสองข้างทันที เว่ยหลินไม่ได้ขัดขืน เขารู้ดีว่านี่คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้แล้ว เขารอดพ้นจากความตายตามพล็อตดั้งเดิมได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอิสรภาพที่เพิ่งได้ััเพียงไม่กี่วัน
ทันทีที่อะดรีนาลีนที่หล่อเลี้ยงร่างกายให้ยืนหยัดอยู่ได้หมดสิ้นลง ความอ่อนเพลียสะสมอย่างรุนแรงก็ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นั์ ขาของเขาทรุดลงอย่างหมดแรงจนพวกทหารต้องออกแรงลากกึ่งพยุงร่างของเขาให้เดินตามขบวนไป สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลาง ภาพป่าเขารอบตัวหมุนคว้าง เขาถูกโยนขึ้นไปบนหลังม้าตัวหนึ่งอย่างไม่นุ่มนวลนัก ก่อนที่ทุกอย่างจะพร่าเลือน...หนีเสือปะจระเข้โดยแท้จริง
เว่ยหลินไม่รู้ว่าตัวเองหมดสติไปนานเท่าใด แต่เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้ง สิ่งแรกที่ััได้คือความนุ่มของเตียงที่มากกว่ากองฟางในกระท่อมหลายเท่านัก เขาลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพที่เห็นคือเพดานไม้สีเข้มที่แกะสลักอย่างเรียบง่ายแต่ก็ดูมีราคา ห้องที่เขาอยู่กว้างขวางกว่ากระท่อมทั้งหลังของเขาเสียอีก ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นเยียบและว่างเปล่า
เขายันกายลุกขึ้นนั่ง ความเ็ประบมไปทั่วร่างยังคงอยู่ แต่ความหิวโหยอย่างรุนแรงดูเหมือนจะทุเลาลงเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นถาดอาหารเล็กๆ ที่มีข้าวต้มและเครื่องเคียงวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ซึ่งถูกกินไปแล้วเกือบหมด คงมีใครบางคนป้อนเขาตอนที่ยังไม่ได้สติ
เว่ยหลินกวาดสายตามองไปรอบห้อง มันคือเรือนพักขนาดเล็กที่ดูเหมือนจะตั้งอยู่ห่างจากอาคารหลักพอสมควร ไม่มีเครื่องเรือนหรูหรา มีเพียงของใช้ที่จำเป็เท่านั้น นี่ไม่ใช่ห้องของแขก แต่เป็ห้องของนักโทษ...หรือเชลยที่มีชีวิตมากกว่า
ขณะที่เขากำลังสำรวจและประเมินสถานะใหม่ของตัวเองอยู่นั้น สัญชาตญาณก็ร้องเตือนถึงบางสิ่งบางอย่าง ขนทั่วแขนของเขาลุกชันขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ เขารู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง...
เขาหันขวับไปยังมุมห้องที่มืดที่สุด และหัวใจของเขาก็กระตุกวูบ
บุรุษในอาภรณ์สีเทาเข้มยืนนิ่งอยู่ในเงามืดนั้นราวกับรูปสลัก เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมายืนอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อใด การเคลื่อนไหวของบุรุษผู้นี้เงียบเชียบราวกัับสายลม รูปร่างหน้าตาธรรมดาจนแทบไม่มีอะไรน่าจดจำ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับคมกริบและช่างสังเกตราวกับเหยี่ยวที่กำลังจ้องจับเหยื่อ
“ตื่นแล้วรึ” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
เว่ยหลินตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขารวบรวมข้อมูลทั้งหมดในหัวเกี่ยวกับตัวละครในนิยาย ‘เงียบขรึม จงรักภักดี ทำงานไร้ร่องรอย...องครักษ์เงา เฟิง’
“ท่านคือ...” เว่ยหลินแสร้งทำเป็ไม่รู้จัก
“ข้าชื่อเฟิง เป็คนของท่านอ๋อง” บุรุษผู้นั้นตอบสั้นๆ ก่อนจะก้าวออกจากเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าที่เรียบเฉยสมกับน้ำเสียง “ท่านอ๋องมีคำสั่งให้ข้ามาซักถามประวัติของเ้า”
เว่ยหลินพยักหน้ารับช้าๆ การต่อสู้ในสมรภูมิใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และนี่คือด่านแรกของเขา เกมแห่งการชิงไหวชิงพริบได้เริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ
การซักฟอกของเฟิงนั้นตรงไปตรงมาและเฉียบคม เขายิงคำถามใส่เว่ยหลินไม่หยุดหย่อนราวกับลูกธนูที่พุ่งเข้าหาเป้าหมาย
“เ้าเป็ใคร มาจากไหน”
เว่ยหลินใช้ความทรงจำของร่างเดิมตอบกลับไปอย่างเยือกเย็นที่สุด “ข้าเป็เพียงบัณฑิตไร้สังกัด บิดามารดาเสียชีวิตไปนานแล้ว ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน” เขาจงใจสร้างภาพลักษณ์ของคนที่สิ้นไร้ไม้ตอกและไม่มีที่ไป เพื่อลดระดับการป้องกันของอีกฝ่าย
‘ข้อมูลถูกต้องตามที่สืบมาเบื้องต้น’ เฟิงคิดในใจ แต่ก็ยังไม่ลดความระแวงลง
“เหตุใดเ้าถึงรู้เื่กับดัก” นี่คือคำถามสำคัญ
เว่ยหลินเตรียมคำตอบสำหรับคำถามนี้ไว้แล้ว “ข้าบังเอิญได้ยินกลุ่มคนท่าทางน่าสงสัยพูดคุยกันในโรงเตี๊ยมเมื่อสองวันก่อน พวกเขาพูดถึงเส้นทางลัดและขบวนทัพ ด้วยสัญชาตญาณข้าจึงคาดเดาว่าอาจมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้น” เขาปั้นเื่ที่สมเหตุสมผลที่สุดขึ้นมา เป็คำตอบที่อาจจะดูเหมือนโชคช่วย แต่ก็ไม่ถึงกับเหลือเชื่อจนเกินไปสำหรับบัณฑิตที่ช่างสังเกต
เฟิงจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเว่ยหลินราวกับจะค้นหาคำโกหก “แค่การคาดเดา แต่เ้ากลับกล้าเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อเตือนท่านอ๋องอย่างนั้นรึ”
“สำหรับคนที่ไม่มีอะไรจะเสียอย่างข้าแล้ว การได้ทดลองเดิมพันกับโชคชะตาสักครั้งก็ไม่ถือว่าเสียหายอันใด” เว่ยหลินตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน “หากข้าเดาผิด ข้าก็แค่ตาย...แต่หากข้าเดาถูก อย่างน้อยข้าก็อาจจะมีโอกาสรอด”
คำตอบที่ตรงไปตรงมาและไม่ปิดบังความ้าเอาชีวิตรอดของตัวเองนั้นทำให้เฟิงนิ่งไปชั่วครู่ เขาเก็บข้อมูลทุกอย่างลงในสมองอย่างเงียบงัน บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ดังอยู่
เว่ยหลินรู้ดีว่าทุกคำพูดของเขากำลังถูกวิเคราะห์และจะถูกนำไปรายงานให้โม่เหยียนทราบ เขากำลังเล่นหมากรุกกับเงา โดยมีชีวิตของตัวเองเป็เดิมพัน
หลังจากเงียบไปนาน เฟิงก็เอ่ยถามคำถามสุดท้ายขึ้นมา น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเฉย แต่แววตากลับจริงจังกว่าครั้งไหนๆ
“เ้า้าอะไรจากท่านอ๋อง”
คำถามนี้คือบททดสอบสุดท้าย เว่ยหลินสูดลมหายใจเข้าลึก เขามองตรงไปยังดวงตาของเฟิง แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและชัดเจนที่สุด
“ที่พักพิง...และโอกาสที่จะมีชีวิตรอด”
ไม่มีการร้องขอเงินทองหรือตำแหน่ง ไม่มีท่าทีทะเยอทะยานใดๆ มีเพียงความปรารถนาพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ที่กำลังจนตรอก คำตอบที่เรียบง่ายและดูเหมือนจะสิ้นหวังนั้นกลับทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ มันทำให้เฟิงที่เตรียมพร้อมรับมือกับคำตอบที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมต้องชะงักไปอีกครั้ง
องครักษ์เงาจ้องมองบัณฑิตหนุ่มตรงหน้านิ่งนานหลายอึดใจ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ โดยไม่พูดอะไรอีก เขาก้มศีรษะให้เล็กน้อยตามมารยาท แล้วหันหลังเดินจากไป หายลับไปในความมืดเช่นเดียวกับตอนที่เขาปรากฏตัว ทิ้งให้เว่ยหลินอยู่กับความเงียบและความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามาอีกระลอก
เขาเอนกายพิงหัวเตียง พลางยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบๆ การเผชิญหน้ากับเฟิงนั้นใช้พลังใจมากกว่าที่เขาคิดหลายเท่านัก
‘ผ่านไปได้อีกด่าน...’ เขาคิดในใจ ‘แต่เกมที่แท้จริง...กำลังจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้ต่างหาก’
ในห้องทำงานที่อยู่ส่วนลึกที่สุดของจวนอ๋อง แสงเทียนส่องให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของโม่เหยียนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน บนโต๊ะเต็มไปด้วยม้วนตำราและรายงานทางการทหาร แต่เขากลับไม่ได้สนใจมันเลยแม้แต่น้อย
เฟิงปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดอย่างเงียบเชียบ เขารายงานทุกคำพูดและทุกการกระทำของเว่ยหลินให้เ้านายฟังอย่างละเอียดโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
เมื่อรายงานมาถึงคำตอบสุดท้ายของเว่ยหลิน โม่เหยียนที่นั่งนิ่งมาตลอดก็มีปฏิกิริยาเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเคาะลงบนโต๊ะไม้เนื้อดีเป็จังหวะช้าๆ ดวงตาสีรัตติกาลทอประกายลึกล้ำ
‘ที่พักพิงและโอกาสที่จะมีชีวิตรอดงั้นรึ...’ โม่เหยียนทวนคำในใจ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ‘ช่างเป็คำตอบที่น่าสนใจ...น่าสนใจจริงๆ’
บัณฑิตหนุ่มผู้นี้...ดูเหมือนจะฉลาดกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก การแสดงออกว่าตัวเองเป็เพียงหมากที่สิ้นไร้หนทาง...อาจจะเป็เพียงฉากบังหน้าที่แยบยลที่สุดก็ได้
ความรำคาญใจในตอนแรกได้แปรเปลี่ยนเป็ความสนใจอย่างเต็มรูปแบบแล้ว อ๋องปีศาจตัดสินใจว่า เขาคงต้องลงไปเล่นกับหมากตัวใหม่ที่น่าสนใจตัวนี้ด้วยตัวเองเสียแล้ว
[1] เซิร์ฟเวอร์ (Server) : คอมพิวเตอร์หลักในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่ให้บริการข้อมูลแก่เครื่องอื่น ในเื่หมายถึงศูนย์กลางของระบบที่นายเอกทำงานอยู่
[2] ลี้ : หน่วยวัดระยะทางของจีนในสมัยโบราณ 1 ลี้ มีค่าประมาณ 500 เมตร