เสียงท้าทายกังวานไม่ขาดสาย
ผู้คนต่างตั้งสติก็หันมองไปยังประตูจวนตระกูลเยี่ยน
พลันปรากฏร่างโปร่งบางของชายหนุ่มหน้าตาหมดจดก้าวออกมาดวงตาคมกริบน่าสะพรึง
"ไม่จริง นั่นมันต้วนจื่อนี่ท่าทางของเขาดูเหมือนจะกลับมาเป็นปกติแล้วจริงๆ"
"เป็นไปได้อย่างไรกัน? ใครๆ ก็รู้ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าบ้านี่ยังเสียสติวิ่งเตลิดไปที่ส้วมบอกว่าจะไปจับปลา เกือบขาดใจตายเพราะกองอุจจาระนั่นเสียด้วยซ้ำ!"
"ข้าไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองเลยหากเขาเพียงหายดีก็แล้วไป แต่ไฉนจึงได้เหยียบย่างสู่หนทางแห่งการฝึกตนมิหนำซ้ำยังบรรลุถึงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าอีก? นี่มันข้ามขั้นมากเกินไปแล้ว!"
"ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังหาเรื่องต้วนจื่อการที่เขาเลือกที่จะวิ่งออกมาในสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการกระโจนเข้ากองไฟ เป็นการนำพาตัวเองไปสู่ความตาย"
..................
การปรากฏตัวของต้วนจื่อเปรียบดั่งก้อนหินใหญ่ที่ตกลงสู่ทะเลก่อให้เกิดคลื่นโกลาหล ผู้คนมากมายต่างชี้หน้านินทากันอย่างออกรส
"สหายต้วน?" เยี่ยนเต๋อจื้อเองก็ตกใจเช่นกันไม่คาดคิดว่าต้วนจื่อจะปรากฏตัวออกมาเสียเอง
จากสถานการณ์ในตอนนี้การมาของต้วนจื่อไม่นับว่าเป็นเรื่องดีเลย
"ต้วนจื่อข้าสั่งให้โม่โม่บอกให้เจ้าหลบซ่อนตัวไปแล้วมิใช่หรือ? เจ้าออกมาทำไม?"เยี่ยนชุยเสวี่ยสีหน้าเคร่งเครียดลง นางรีบกระซิบเตือน"รีบไปซะ ที่นี่ให้พวกข้าจัดการเอง"
หากมีเพียงตระกูลต้วนและตระกูลลวี่ที่ข่มขู่ตระกูลเยี่ยนของพวกนางคงไม่เกรงกลัว ทว่าการที่มีกองกำลังขนาดกลางอื่นๆมาเสริมทัพด้วยนั้นมันต่างออกไป
ฟืนหลายกำย่อมก่อไฟได้แรงภายใต้แรงกดดันจากทุกสารทิศ ตระกูลเยี่ยนอาจไม่สามารถคุ้มครองต้วนจื่อได้
ด้วยฐานะผู้มีบุญคุณล้นเหลือต่อตระกูลเยี่ยนของต้วนจื่อความปลอดภัยของเขาจึงสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นนางคงต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกผิดและโทษตัวเองไปตลอดชีวิต
หารู้ไม่ต้วนจื่อกลับโบกมือไม่คิดที่จะถอยร่น
ต้วนเฉวียนเซินหรี่ตาลงกล่าวอย่างเย็นชาว่า"เจ้าหมอนี่ รู้ว่าพวกเรากำลังตามหาตัวอยู่ยังกล้าที่จะวิ่งออกมา สมควรเรียกว่าโง่ หรือเรียกว่ากล้าหาญดี?"
"ในเมื่อสุนัขมาพบเจ้านายแล้วเจ้านายอย่างข้าจะไม่ให้ความสำคัญต่อพวกเจ้าได้อย่างไร จริงไหม?" ต้วนจื่อกล่าวด้วยสีหน้าสงบ พร้อมโต้ตอบอย่างเจ็บแสบ
"หึๆ ผ่านไปไม่ถึงวันน้ำคำก็คมคายขึ้นมาก สมควรที่จะถูกถอนฟันทิ้งให้หมดปาก" ต้วนเฉวียนเซินสีหน้ายิ่งดำคล้ำเขียว ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน
ขณะที่เอื้อนเอ่ยพลังปราณพลันระเบิดออกจากร่างของเขาอย่างรุนแรงแรงกดดันจากขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับหกถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ชั่วพริบตาลมพายุโหมกระหน่ำ ฝุ่นดินตลบคลุ้ง
ผู้คนที่มามุงดูต่างพากันถอยร่นหลายคนถึงกับถูกพลังอำนาจนี้ซัดจนกระเด็นออกไป
เยี่ยนชุยเสวี่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนไปรีบเร่งเร้าพลังเพื่อต้านทาน
ในขณะที่พลังกดดันกำลังจะตกลงบนร่างของต้วนจื่อนั้นเยี่ยนเต๋อจื้อที่อยู่ข้างๆ ก็ขมวดคิ้ว พลันระเบิดพลังอันแข็งแกร่งออกมาเช่นกัน
ในชั่วพริบตาพลังกดดันของต้วนเฉวียนเซินก็ถูกปะทะจนกระจัดกระจาย ราวกับกระดาษขาวที่เปราะบางถูกฉีกทึ้งจนไม่เหลือชิ้นดี
"ต้วนเฉวียนเซินข้าอนุญาตให้เจ้าลงมือแล้วหรือ?"
ผู้คนทั้งบริเวณต่างตะลึงลาน
ตอนแรกที่เยี่ยนเต๋อจื้อปรากฏตัวทุกคนต่างคาดการณ์ว่าเขามาในสภาพบาดเจ็บ อาการป่วยเพียงถูกกดไว้ ยังมิได้หายดี
แต่ในตอนนี้ที่เขาสามารถระเบิดพลังที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าหรืออาจจะแข็งแกร่งกว่าต้วนเฉวียนเซินออกมานั้น ทำให้ทุกคนเข้าใจได้ว่าโรคไข้ป่าดำของเยี่ยนเต๋อจื้อนั้นหายดีแล้วจริงๆ
สีหน้าของลวี่เอ้อร์ชานดูแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
โรคไข้ป่าดำต้องใช้หญ้าวิญญาณทมิฬเป็นตัวยาหลักในการรักษาให้หายขาดแม้แต่จักรวรรดิเสรีก็ยังมีหญ้าวิญญาณทมิฬอยู่ไม่กี่ต้นไม่คาดคิดว่าเยี่ยนเต๋อจื้อจะมีชีวิตที่ดีเช่นนี้ กลับสามารถหามาได้นับว่าสวรรค์เข้าข้างเขาจริงๆ
ต้วนเฉวียนเซินเองก็เผยความหวาดหวั่นออกมาเช่นกันเขาไม่กล้าลงมือโดยพลการอีกต่อไป
เมื่อครู่ที่เผชิญหน้ากันนั้นเขารู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของเยี่ยนเต๋อจื้ออย่างชัดเจนการต่อสู้ของคนแข็งแกร่งย่อมต้องมีผู้บาดเจ็บ
ตระกูลต้วนยังคงต้องพึ่งพาเขาเพื่อควบคุมสกานการณ์หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับตนเอง ศัตรูที่ซ่อนเร้นก็คงฉวยโอกาสซ้ำเติมคงไม่เป็นผลดี
"ท่านผู้นำตระกูลเยี่ยนท่านก็เป็นพ่อคนเหมือนกันน่าจะเข้าใจถึงความเจ็บปวดของผู้ที่สูญเสียลูกของท่านผู้นำตระกูลลวี่ได้เป็นอย่างดีตอนนี้ตัวต้นเหตุอยู่ตรงหน้า แต่ท่านกลับไม่สนใจเหตุผลใดๆปกป้องฆาตกรอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่รู้สึกละอายต่อชื่อเสียงของตระกูลเยี่ยนบ้างหรือ?"
"ข้ารู้เพียงว่าการเกิดขึ้นของเรื่องราวทุกเรื่องย่อมมีเหตุผลสหายต้วนจะไม่ฆ่าลูกชายของท่านผู้นำตระกูลลวี่โดยไม่มีเหตุผลในเรื่องนี้ต้องมีสาเหตุซ่อนอยู่" เยี่ยนเต๋อจื้อสีหน้าเรียบเฉยถามต้วนจื่อกลับ "สหายต้วน เจ้าว่าอย่างไร?"
"ถูกต้อง" ต้วนจื่อรับช่วงต่อจากเยี่ยนเต๋อจื้อ อธิบายต่อ "เมื่อวานหลังจากที่ข้าออกจากตระกูลต้วน ก็ตอบรับคำเชิญของเยี่ยนชุยเสวี่ยเตรียมจะพาพี่สาวของข้ามาร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่ตระกูลเยี่ยนแต่ใครจะรู้ว่าพี่สาวของข้ากลับถูกลวี่จื่อฮั่นจับตัวไปกักขังไว้ในกรงเหล็กชั้นใต้ดินของหอคณิกาเหมันต์จันทราเพื่อประมูลต่อหน้าผู้คน และทำการค้าประเวณี"
คำพูดเหล่านั้นส่งผลให้คนแถวนั้นส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาในทันที
ผู้คนที่มามุงดูต่างมองหน้ากันด้วยความตะลึงไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นด้วย
"ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมต้วนจื่อถึงได้ฆ่าลวี่จื่อฮั่นพี่สาวแท้ๆ ถูกจับไปขาย ใครจะทนได้?"
"ข้ารู้มาว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรแปลกๆลวี่จื่อฮั่นขึ้นชื่อในเรื่องของความอันธพาล ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอาศัยอำนาจของตระกูลลวี่ในการกระทำเรื่องชั่วช้าที่ผิดศีลธรรมไปมากมายมันสมควรตายแล้ว!"
"ข้าเคยไปที่ชั้นใต้ดินของหอคณิกาเหมันต์จันทราที่นั่นเต็มไปด้วยหญิงสาวที่ถูกกดขี่ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ถูกล่อลวงมาขายเคยมีญาติหลายคนไปร้องทุกข์ที่ศาลากลาง ทว่าสุดท้ายก็ต้องกลับบ้านมือเปล่า"
..................
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องทฤษฎีต่างๆ ปะปนกันไป จนแทบแยกไม่ออกว่าใครถูกใครผิดกันแน่
การเข่นฆ่าของต้วนจื่อเป็นการกระทำที่ผิดแต่การที่เขาลงมือเพื่อปกป้องพี่สาวกลับถูกต้องแล้ว เพราะสายใยรักระหว่างพี่น้องจึงสำคัญยิ่งกว่าภรรยา
การลงทัณฑ์ลวี่จื่อฮั่นนั้นชอบธรรมแต่การลงโทษนี้สมควรเป็นอำนาจของเหล่าผู้พิทักษ์กฎแห่งเมืองจื่อหราน ที่สำคัญความผิดของเขามิได้ร้ายแรงถึงขั้นต้องจบชีวิตการที่ต้วนจื่อลงมือสังหารด้วยตนเองจึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
"เรื่องนี้ก็ปล่อยให้เจ้ากล่าวอ้างแต่เพียงผู้เดียวใครเล่าจะยืนยันได้ว่าพี่สาวเจ้าถูกบุตรชายของผู้นำตระกูลลวี่จับตัวไ?"ผู้นำตระกูลขนาดกลางคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย
"ไม่มีพยานหรือ?" ต้วนจื่อชี้ไปยังฟู่ลั่วปา แซะกล่าวอย่างเฉยเมย "เขาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ยังเข้าร่วมการประมูลพี่สาวของข้าอยู่เลย"
สายตาทั้งหมดก็พลันพุ่งไปยังฟู่ลั่วปา
"เหลวไหล ในฐานะคุณชายรองตระกูลฟู่ถ้าข้าต้องการหาหญิงใดมาเชยชม ก็สามารถทำได้สบายๆ จะไปประมูลหญิงโสเภณีทำไม?"
ต้วนจื่อถามกลับ"แล้วทำไมถึงต้องไปที่ซ่อง?"
"ข้า... ข้าไปเพื่อหาคน..."
ต้วนจื่อกล่าวต่อ"ผู้ใดกัน? หรือว่า...คนที่เจ้าตามหาคือไอ้ตาเดียวจากกองทัพรับจ้างนั่น?"
“ชิ! ไอ้เศษสวะอย่างมันน่ะหรือจะมีค่าพอให้ข้าไปตามหา”
ต้วนจื่อหัวเราะในลำคอ"ขยะก็ขยะเถอะ แต่ตอนที่มันแย่งชิงพี่สาวข้ากับท่านในการประมูลมันก็ยังหลอกเอาเงินจากท่านไปตั้งพันกว่าเหรียญทองมิใช่หรือ? พูดเช่นนี้แล้วท่านก็คงต่ำต้อยยิ่งกว่าขยะเป็นแน่แท้"
"ข้าจงใจทำ มีเงินเสียอย่างใครจะทำไม?" พอถูกยั่ว ฟู่ลั่วปาหน้าแดงก่ำตวาดเสียงดัง "รอข้าเชือดไอ้ตาเดียวแล้วจะให้พวกเจ้าเห็นเองว่าใครเหนือใคร!"
คำพูดเหล่านั้นส่งผลให้ต้วนเฉวียนเซินและคนอื่นๆ สีหน้าเปลี่ยนไปในทันที
รวมถึงผู้ที่มามุงดูก็เผยสีหน้าที่แปลกประหลาดออกมาเช่นกัน
"ยังกล้าปฏิเสธว่าไม่ได้ไปประมูลหญิงคณิกาอีกรึ?นี่มันหลักฐานชัดเจนแล้ว!" ต้วนจื่อยิ้มอย่างมีเลศนัย
ฟู่ลั่วปาเบิกตากว้างก็พลันได้สติสีหน้าของเขาก็มืดครึ้มลงในบัดดล
"เจ้าจงใจล่อให้ข้าพูด?"
ต้วนจื่อส่ายหน้าพลางถอนหายใจ"เจ้าไม่ได้โง่ แต่แค่ซื่อบื้อไปหน่อยไม่แปลกใจเลยที่ถูกเจ้าตาเดียวนั่นหลอกล่อได้ง่ายๆ"
"ไอ้สารเลว เจ้าอยากตายนักใช่ไหม!"ฟู่ลั่วปาได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด พุ่งตัวเข้าไปชกต้วนจื่อเต็มแรงราวกับต้องการที่จะฆ่าเขาให้ตายคามือ
น่าเสียดายด้วยพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดของเขา จะเอาชนะต้วนจื่อได้อย่างไร
ไม่ถึงสามวินาที เขาก็ถูกเตะกระเด็นออกไปกระแทกลงพื้นอย่างหมดท่า
จนถึงตอนนี้เรื่องที่ต้วนจื่อมีพลังลมปราณขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าก็ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
ในชั่วพริบตาเสียงฮือฮาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้คนประหลาดใจจนแทบเสียสติ
จากคนไร้ประโยชน์และปัญญาอ่อนกลับกลายมาเป็นยอดฝีมือและอัจฉริยะ นี่เป็นสิ่งที่ปีศาจเท่านั้นถึงจะทำได้!
"ลวี่เอ้อร์ชานเจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกไหม?" เยี่ยนเต๋อจื้อกอดอกถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ
"ข้ายอมรับว่าลูกชายของข้าทำผิดไปบ้างแต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องลงโทษเขาจนถึงตาย" ลวี่เอ้อร์ชานกัดฟันกำหมัดแน่น "ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิตเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดวันนี้ยังไงก็ต้องเอาหัวของต้วนจื่อมาเซ่นวิญญาณของลูกข้า"
"ก็ได้" ยังไม่ทันที่เยี่ยนเต๋อจื้อจะได้พูดต้วนจื่อกลับกล่าวอย่างสงบ
"ภายในสามกระบวนท่าหากเจ้าสามารถเอาชีวิตข้าไปได้ ข้าก็จะมอบชีวิตนี้ให้กับเจ้า"
"แต่หากภายในสามกระบวนท่าเจ้ายังไม่สามารถจัดการข้าได้นั่นก็คงต้องบอกว่าข้ายังไม่ถึงฆาต เจ้าคิดเห็นเช่นไร?"
เมื่อพูดจบ ก็ไม่มีผู้ใดที่ไม่ส่งเสียงออกมา
ต้วนจื่อช่างทะนงตนเกินไปแล้ว!
ลวี่เอ้อร์ชานในฐานะผู้ฝึกตนขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ระดับสามไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตขั้นเนื้อหนังจะสามารถต่อกรด้วยได้
อย่าว่าแต่สามกระบวนท่าเลยเพราะแม้แต่กระบวนท่าเดียว หากเขาใส่เต็มแรงละก็ ต้วนจื่อคงต้องตายอย่างแน่นอน
ใบหน้างามของเยี่ยนชุยเสวี่ยเปลี่ยนสีไปนางต้องการที่จะห้ามปราม แต่กลับถูกเยี่ยนเต๋อจื้อดึงไว้ส่งสายตาบ่งบอกให้เฝ้าดูสถานการณ์
ในเมื่อต้วนจื่อกล้าพูดถึงเช่นนี้นั่นก็แสดงว่าเขามีวิธีการรับมือ ไม่ต้องกังวล
"ฮ่า ฮ่า ข้ามีชีวิตมาจนถึงป่านนี้ยังไม่เคยเจอเด็กเมื่อวานซืนคนไหนที่กล้าหาญเช่นเจ้ามาก่อน เอาล่ะในเมื่อเจ้าคิดกระโจนลงสู่กองไฟเอง ข้าก็จะสนองความต้องการของเจ้าให้"ลวี่เอ้อร์ชานหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งเขายกมือขึ้นโบกให้ทุกคนหลีกทาง
จากนั้นก็เปลี่ยนจากการกำหมัดเป็นการแบมือรวบรวมพลังงานที่น่าหวาดหวั่นเอาไว้ เขาแตะปลายเท้ากับพื้นดินพลิกตัวขึ้นไปกลางอากาศ ส่งฝ่ามือออกไป
"วูบ!"
ฝ่ามืออสนีบาตที่สร้างจากพลังภายในตันเถียนส่งคลื่นที่แข็งแกร่งออกมาราวกับสามารถทะลวงอากาศ พุ่งออกไปด้วยพลังที่ฉุดไม่อยู่คล้ายสายฟ้าแลบพุ่งไปยังต้วนจื่อ
"สหายต้วนโปรดระวังนั่นคือฝ่ามืออสนีบาตเป็นเคล็ดวิชาประจำตระกูลที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของตระกูลลวี่เคล็ดวิชานี้ถ่ายทอดให้แต่บุรุษ ไม่ถ่ายทอดให้สตรี สามารถเพิ่มพลังรบได้อย่างมากด้วยฝ่ามือนั้น ลวี่เอ้อร์ชานเคยใช้ในการฆ่าคู่ต่อสู้ในขอบเขตเดียวกันมาแล้วพลังทำลายล้างสูงเข้าขั้นร้ายกาจ ห้ามปะทะโดยตรง" เยี่ยนเต๋อจื้อรีบเตือน
แต่ต้วนจื่อกลับไม่สนใจขณะที่ฝ่ามืออสนีบาตของลวี่เอ้อร์ชานกำลังพุ่งเข้ามาด้วยพลังที่แข็งแกร่งนั้นเขากลับยื่นไหล่ออกไปรับฝ่ามือนั้น
เมื่อเห็นภาพนั้น ผู้คนที่อยู่รอบๆต่างส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ
"ไม่จริงน่าเขาเลือกที่จะรับฝ่ามือที่ร้ายกาจนั้นด้วยตัวเองงั้นหรือ?"
"นี่มันคือการโจมตีของขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ไม่ใช่สิ่งที่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังจะต้านทานได้ ต้วนจื่อประมาทเกินไปหรือเปล่า?"
"ร่ำลือกันว่าฝ่ามือฝ่ามืออสนีบาตของตระกูลต้วนเมื่อประทับลงบนร่างจะทวีความรุนแรงขึ้นได้ถึงห้าเท่า หากรู้จักพลิกแพลงก็สามารถทำลายล้างอวัยวะภายในของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเดียวกันได้อย่างน่าสะพรึงกลัวทว่าการที่ต้วนจื่อรับการโจมตีนี้ด้วยไหล่ ร่างกายเขาคงมิอาจทานทนคงต้องแตกสลายเป็นแน่"
..................
การกระทำของต้วนจื่อทำให้หลายคนต่างถอนหายใจรู้สึกว่าเขาช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียจริง
เยี่ยนเต๋อจื้อเบิกตากว้างไม่คาดคิดว่าต้วนจื่อจะทำเช่นนี้
ในตอนนี้เขาก็พร้อมแล้วหากต้วนจื่อตกอยู่ในอันตราย เขาจะเข้าไปช่วยต้วนจื่ออย่างไม่ลังเล
ราวกับอ่านความคิดของเยี่ยนเต๋อจื้อออกต้วนเฉวียนเซินจึงรีบขวางทางเขาไว้ ไม่ให้ทำการช่วยเหลืออย่างโจ่งแจ้ง
ฟู่ลั่วปามองไปยังต้วนจื่อที่เลือกใช้ไหล่ในการรับฝ่ามืออสนีบาตก็เผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา
ฝ่ามืออสนีบาตเป็นเคล็ดวิชาที่บรรพบุรุษของตระกูลลวี่ใช้ความพยายามตลอดชีวิตในการสร้างสรรค์ขึ้นมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานไม่เสื่อมคลาย
เคยมีหลายคนที่อยากจะเรียนรู้เคล็ดวิชานี้ถึงขั้นยอมเปลี่ยนชื่อแซ่ ยอมแต่งเข้าตระกูลลวี่เพื่อถูกใช้งานโดยตระกูลลวี่ไปตลอดกาล
คนที่โง่เง่าเช่นต้วนจื่อมีแต่จะต้องตายเท่านั้น
ลวี่เอ้อร์ชานเองก็หัวเราะเยาะไม่หยุด
ช่างน่าเวทนาไม่ทันได้รู้ฤทธิ์เดชแห่งฝ่ามืออสนีบาตของตนเองเลยแม้แต่น้อยต้วนจื่อต้องชะตาขาดเสียแล้ว
ทว่าใครจะคาดคิดขณะที่รอยยิ้มสะใจบนใบหน้าของลวี่เอ้อร์ชานทวีความเย้ยหยันเตรียมสังหารต้วนจื่อด้วยกระบวนท่าเดียวภาพที่ปรากฏต่อมากลับทำให้ดวงตาของเขาหดเล็กลง ความหวาดกลัวกัดกินจนแทบขาดใจ
ในชั่วขณะที่ฝ่ามืออสนีบาตสัมผัสกับไหล่ของต้วนจื่อนั้นพลังลึกลับสายหนึ่งก็พลันก่อตัวขึ้นมา ราวกับฟองน้ำซับน้ำพลังทำลายล้างจากฝ่ามืออสนีบาตจึงถูกดูดซับไปจนสิ้น
เมื่อฝ่ามือนั้นฟาดลงบนบ่าของต้วนจื่อพลังที่ส่งออกมากลับไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่ควรจะเป็น กระทั่งเบาบางยิ่งกว่า
นี่มัน...... เรื่องอะไรกันนี่?!