ไป่ฉีนั้นทำการใช้จิตของเขาทำบางอย่าง ก่อนจะนำจิตที่แยกออกไปกลับมา เพียงไม่นานสมาร์ทโฟนของไป่ฉีก็มีการแจ้งเตือนว่ามีอีเมล์ใหม่เข้ามา เขาเปิดดูมันพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ปรากฏขึ้น
“ยิ้มอะไรของนายน่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม เธอรู้สึกว่าไป่ฉีคิดอะไรบางอย่างที่ดูชั่วร้ายอยู่
“แค่ตื่นเต้นกับงานเลี้ยงที่ทางผู้บริหารจัดให้น่ะ” ไป่ฉีกล่าว
“เอาเถอะ อย่าให้เดือดร้อนตัวเองล่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว เธอรู้ว่าไป่ฉีจะทำอะไรบางอย่างแน่ ๆ แต่คนอย่างไป่ฉีเป็นพวกที่ถ้าจะทำอะไรแล้วจะนิ่งเงียบไว้ จนกว่าแผนของตนจะสำเร็จ เขาถึงเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมา
ไป่ฉีแยกตัวไปเรียนคลาสดนตรี ส่วนเมิ่งชิงชิงก็นั่งหาว่ามีที่ไหนเปิดรับดารา นายแบบ ถ่ายงานโฆษณา ละคร หรือภาพยนตร์บ้าง เพราะมันเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องหางานและรับงานให้ไป่ฉี
ไป่ฉีเดินมายังห้องที่เป็นห้องเรียนคลาสดนตรี เขาพบว่าด้านหน้าห้องมีโถงสำหรับให้นั่งรอ มีชายหนุ่มและหญิงสาวมากมายกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ บางคนก็นั่งเล่นสมาร์ทโฟนแบบไม่สนใจใคร ไป่ฉีจึงเดินไปยังกำแพงด้านหนึ่งที่ยังว่างอยู่ ก่อนจะไปยืนพิงกำแพง ระหว่างที่ไป่ฉีเดินผ่านไป พวกชายหนุ่มและหญิงสาวต่างก็มองไปยังผู้มาใหม่ พร้อมกับพูดคุยกันเบา ๆ
“นั่นมันไป่ฉีนี่นา” หญิงสาวมีท่าทางตื่นเต้น
“ใครน่ะ” ชายหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ หญิงสาวถาม
“นายไม่รู้จักเหรอ นายแบบหน้าใหม่ที่กำลังมาแรงตอนนี้ เขาเป็นพรีเซนเตอร์น้ำหอมกับครีมบำรุงผิวของมู่เทียน แถมตอนนี้ยังมีงานละครของคุณเฉินเฟิงด้วย” หญิงสาวกล่าว
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ ฉันเห็นเขาเป็นผู้ชนะรางวัลใหญ่ของรายการแอดเวนเจอร์ด้วย ได้ไปตั้ง 1,500,000 หยวนแน่ะ” ชายหนุ่มที่นั่งใกล้ ๆ พูดขึ้น
“รายการนั้นต้องร่างกายแข็งแรงมากนะ ถึงจะไปแข่งได้น่ะ นี่เขาผ่านทั้ง 5 ด่านเลยเหรอ” ชายหนุ่มข้าง ๆ ที่ได้ยินก็เดินเข้ามาร่วมวง
“อ๊ะ จำได้แล้ว ฉันได้ดูย้อนหลังอยู่ หุ่นแซบมาก ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเพิ่งอายุ 16 เอง” หญิงสาวอีกคนกล่าว
“ยัยบ้าเช็ดน้ำลายด้วย มันจะโดนเสื้อฉันแล้ว” ชายหนุ่มกล่าว
ไป่ฉีนั้นได้ยินทั้งหมด แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน จนกระทั่งมีคนคนหนึ่งพูดเสียงดังฟังชัดขึ้นมา ทำให้เขาหันไปมองหน้าคนคนนั้นทันที
“นี่มันคลาสดนตรี นายแบบอย่างนายมาทำอะไรที่นี่กัน” ชายหนุ่มคนที่พูดขึ้นเดินมาหาไป่ฉี
ไป่ฉีจำได้ว่าชายหนุ่มเป็นหน้าใหม่ในวงการเพลงเช่นกัน ดูเหมือนจะเข้ามาก่อนเขาได้ไม่นาน แต่ชื่อเสียงนะเหรอ หึ มันคนละชั้นกันอย่างเห็นได้ชัด เห็น ๆ อยู่ว่าเจ้าเด็กน้อยนี้จงใจหาเรื่องเขา ในฐานะที่เขามีชื่อเสียงมากกว่า หากปะทะด้วย คนที่เสียหายจะเป็นตัวเขาเองมากกว่าที่จะถูกหาว่ารังแกคนที่อ่อนแอกว่า
“ฉันเรียนจบคลาสการแสดงขั้นสูงของอาจารย์หลิวแล้ว เลยมาเรียนคลาสดนตรีเพื่อเพิ่มความสามารถให้กับตัวเอง จะได้สามารถรับงานได้หลากหลายน่ะ” ไป่ฉีบอกเหตุผลพร้อมกับหยิบบัตรที่ทางศูนย์ฝึกอบรมออกให้ เพื่อเป็นการรับรองว่าเขาผ่านคลาสเรียนไหนมาแล้วบ้าง
[[[ว้าว]]] หลายคนส่งเสียงออกมาด้วยความตื่นเต้น เสียงส่วนใหญ่มาจากคนที่เคยผ่านคลาสการแสดงมาก่อน พวกเขารู้ถึงความยากลำบากของการเรียนคลาสการแสดงดี แต่ไป่ฉีที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา สามารถผ่านคลาสการแสดงขั้นสูงที่นักแสดงหลายคนไม่เคยผ่านไปถึง บางคนผ่านแค่คลาสการแสดงขั้นกลางก็มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับแล้ว แต่คนตรงหน้าพวกเขาผ่านคลาสการแสดงขั้นสูงไม่ยิ่งเป็นคนที่มีอนาคตไกลหรอกเหรอ
ชายหนุ่มคนที่ถามไป่ฉีเมื่อครู่เหมือนถูกไป่ฉีตบหน้าฉาดใหญ่ ใครจะไปคิดล่ะว่าหน้าใหม่ที่เข้าวงการมาไล่เลี่ยกับเขากลับมีความสามารถถึงขั้นผ่านคลาสการแสดงขั้นสูงของบริษัทแล้ว
“แล้วยังไงล่ะ นายจะมาแย่งงานพวกเรารึไง” ชายหนุ่มคนนั้นยังคงหาเรื่องต่อ ที่เขาพูดว่าพวกเราเพื่อจะหาแนวร่วม ขณะที่เพื่อนข้าง ๆ ของเขาพยายามจะดึงแขนเสื้อเพื่อเตือนไม่ให้อีกฝ่ายก่อเรื่องและหยุดก่อนที่จะบานปลายไปมากกว่านี้ ส่วนไป่ฉีเพียงแค่จ้องมาที่ชายคนที่มาหาเรื่องเขา ก่อนจะแค่นหัวเราะเล็กน้อย
“วงการนี้น่ะ นอกจากเส้นสายและอำนาจของบริษัทแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่คนในวงการนี้ให้ความนับถือ นั่นคือความสามารถ ใครมีความสามารถดีกว่าก็จะได้งาน การได้งานไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอาวุโสหรอกนะ นี่เป็นสามัญสำนึกที่นายควรจะจำเอาไว้” ไป่ฉีกล่าว
“หนอย ปากดีนักนะ” ชายหนุ่มคนนั้นพยายามจะพุ่งเข้ามา แต่คนรอบ ๆ ต่างก็ดึงตัวเขาเอาไว้ ตอนนี้เห็นได้ชัดว่า ชายหนุ่มที่ตอนแรกหมายจะยั่วให้ไป่ฉีโมโหแล้วเข้ามาหาเรื่องตน แต่กลับถูกไป่ฉียั่วจนตัวเองโมโหและก่อเรื่องซะเอง
“ทำอะไรกันน่ะ” ชายวัยกลางคนเดินมา ภาพที่เขาเห็นคือชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังจะพุ่งเข้าไปทำร้ายชายหนุ่มอีกคน ฝ่ายหนึ่งมีท่าทีเอาเรื่อง ส่วนอีกฝ่ายมีท่าทีนิ่งเฉย ถ้าตัดสินจากภาพที่เห็น คนที่คิดจะพุ่งเข้าไปทำร้ายคนอื่นก่อนนั่นแหละที่กำลังจะก่อเรื่อง
ทุกคนรีบยืนขึ้นพร้อมทำความเคารพ รวมทั้งไป่ฉีด้วย ชายวัยกลางคนคนนี้คือผู้บริหารชื่อตงไห่ ไป่ฉีนั้นส่งอีเมล์นัดคนผู้นี้มาที่นี่ โดยบอกว่าเขามีหลักฐานการทุจริตของผู้บริหารชูเฟิงก๋วง ซึ่งเป็นคนที่ตงไห่เกลียดขี้หน้ามาก
“เธอคือไป่ฉีสินะ” ตงไห่หันมาหาไป่ฉี
“ครับ” ไป่ฉีตอบรับ
“ไหนล่ะ ขอฉันตรวจสอบสิ่งที่เธอบอกฉันทางอีเมล์ได้ไหม” ตงไห่แบมือออกมา ซึ่งไป่ฉีได้หยิบไดร์ฟที่เขาเซฟหลักฐานทั้งหมดเอาไว้ส่งให้กับตงไห่
ตงไห่เดินไปที่เก้าอี้ซึ่งด้านหน้ามีโต๊ะอยู่ เขาหยิบเอาโน้ตบุ๊กที่ถือมาด้วยวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะเปิดมันและนำไดร์ฟที่รับมาจากไป่ฉีมาเสียบเชื่อมต่อ
“ทุกคนไปยืนอีกฝั่งให้หมด ส่วนไป่ฉี เธอมานั่งข้าง ๆ ฉัน” ตงไห่ออกคำสั่งทันที ชายคนที่หาเรื่องไป่ฉีเมื่อครู่ใบหน้าซีดเผือดทันทีที่เห็นว่าไป่ฉีดูจะสนิทกับผู้บริหารตงไห่
‘บัดซบ ไอ้บ้านี่รู้จักกับผู้บริหารด้วย ซวยแล้วกู ไม่ใช่สิ ดูแล้วท่าทางของคุณตงไห่ไม่ได้สนิทกับมัน เขาน่าจะมาคุยธุระมากกว่า ดีนะที่ฉันฉลาด ถึงไม่ถูกการจัดฉากของมันหลอกเอา’ ชายคนนั้นคิด ขณะที่คนอื่น ๆ ก็มองมาที่ชายคนนั้นด้วยสายตาที่หลากหลาย เพื่อนของชายคนนั้นมีสีหน้าลำบากใจ ส่วนบางคนมีสีหน้าสะใจ บางคนแสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม ส่วนหญิงสาวส่วนใหญ่สมน้ำหน้าชายคนนี้ ขณะเดียวกันพวกเธอก็มองไปที่ไป่ฉีด้วยตาเป็นประกาย ชายหนุ่มหลายคนก็เช่นกัน พวกเขาคิดจะประจบไป่ฉีเผื่อว่าไป่ฉีจะช่วยพูดกับตงไห่ให้สนับสนุนพวกตนบ้าง
‘คนพวกนี้คบไม่ได้สักคน ส่วนตงไห่แม้ตอนนี้จะเป็นมิตรเพราะเรามีผลประโยชน์ให้เขาก็เถอะ แต่ก็วางใจไม่ได้อยู่ดี’ ไป่ฉีคิด
ตงไห่ตรวจสอบหลักฐานการกระทำความผิดที่ไป่ฉีนำมาให้ หลักฐานพวกนี้ชัดเจนอย่างมาก รับรองว่าชูเฟิงก๋วงดิ้นไม่หลุดแน่นอน นอกจากนี้ยังมีคลิปการร่วมรักของดาราหนุ่มหลายคนกับเสี้ยนหรัวเพื่อแลกกับการให้เสี้ยนหรัวป้อนงานให้กับพวกเขาอีกด้วย ไฟล์มีจำนวนหลายไฟล์เลยทีเดียว ตงไห่มองหน้าของไป่ฉี
“เธอไปได้ของพวกนี้มาได้ยังไง” ตงไห่ถาม
“เสี้ยนหรัวเคยให้เนี่ยฟงมาติดต่อผม ให้ผมไปร่วมรักกับเธอที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แต่ผมปฏิเสธไป จากนั้นผมจึงคิดที่จะหาหลักฐานเอาผิดเธอ การกระทำของเธอมันน่ารังเกียจ ผมคอยสังเกตจนรู้สถานที่และเวลาที่เธอมักนัดดาราหนุ่มมาร่วมรัก มันคือห้องคลาสเรียนการแสดง ในวันพฤหัสฯ ที่ทุกคนจะมาเรียนกันช่วง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป ก่อนหน้านั้นจะไม่มีใครขึ้นมาแม้แต่คนเดียว ผมจึงได้เข้าไปตั้งกล้องไว้ก่อนที่เสี้ยนหรัวจะมาครับ ถึงได้ภาพคาหนังคาเขาแบบนี้” ไป่ฉีอธิบาย โดยกระซิบข้างหูของตงไห่ ตงไห่พยักหน้าอย่างเข้าใจ ถ้าจะให้พูดก็คือไป่ฉีนั้นรังเกียจเสี้ยนหรัวอยู่แล้ว ประจวบเหมาะกับชูเฟิงก๋วงกับเสี้ยนหรัวสนิทกัน จึงทำให้ไป่ฉีค้นเจอหลักฐานการยักยอกเงินบริษัทของชูเฟิงก๋วงด้วย คาดว่าไป่ฉีอาจจะจ้างนักสืบให้สืบเรื่องนี้แน่ ๆ
“เธอจ้างนักสืบงั้นเหรอ” ตงไห่ถาม
“ผมไม่ได้ว่างพอจะตามเรื่องเองนี่ครับ” ไป่ฉียักไหล่ของเขาเล็กน้อย ก่อนพูดขึ้นด้วยใบหน้าเหนื่อยใจ และถอนหายใจออกมา
“นี่คือสัญญา เธออ่านดูก่อนได้เลย หากเป็นไปตามที่เธอกับฉันตกลงกันก่อนหน้านี้ก็เซ็นได้เลย” ตงไห่หยิบเอาเอกสารออกมาจากกระเป๋าของเขา
ไป่ฉีอ่านรายละเอียดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมองหน้าตงไห่ โดยเขาลองตรวจสอบความทรงจำของตงไห่ดูว่ามีแผนจะตลบหลังเขารึเปล่า เมื่อไม่พบว่ามีแผนอะไรแอบแฝงอยู่ ไป่ฉีจึงเซ็นมันอย่างรวดเร็ว
“เธออ่านสัญญานั่นเข้าใจดีแล้วใช่ไหม” ตงไห่ถาม
“ครับ” ไป่ฉีตอบ
“เสร็จเรื่องเมื่อไหร่ เงินจะต้องถูกโอนเข้าบริษัทภายใน 3 วัน เธอเข้าใจใช่ไหม” ตงไห่ถาม
“ครับ” ไป่ฉียังคงตอบรับอย่างรวดเร็ว ตงไห่เก็บโน้ตบุ๊ก และนำเอกสารสัญญาที่มี 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งให้ไป่ฉี ส่วนอีกฉบับเขาจะเก็บไว้
“ฉันขอตัวก่อน มีเรื่องต้องทำเยอะแยะไปหมด ขอให้สนุกกับงานเลี้ยงเย็นนี้นะ เธอนี่ทำให้ฉันได้ดูอะไรสนุก ๆ แบบนี้ หากละครฉากนี้ถูกใจฉัน ฉันจะมอบของขวัญพิเศษให้เธอเลยล่ะ” ตงไห่ยกยิ้มขึ้น ก่อนจะเดินจากไป
เมื่อตงไห่จากไปแล้ว ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างกรูกันเข้าไปหาไป่ฉี เพื่อหวังจะตีสนิทกับเขา แต่ไป่ฉีทำเพียงแค่ตอบตามมารยาทเท่านั้น คนพวกนี้ไม่มีความจริงใจกับเขาเลยแม้แต่น้อย สำหรับเขาแล้วเจ้าพวกนี้มันเป็นคนน่ารังเกียจที่ไม่คิดจะใช้ความสามารถของตัวเองไขว่คว้าโอกาส แต่กลับคิดใช้ทางลัดไปสู่การเป็นคนดังและมีชื่อเสียง พวกเขาไม่ได้ต่างอะไรกับเนี่ยฟงเลยแม้แต่น้อย ซึ่งคนประเภทนี้ไป่ฉีรังเกียจมาก
ไม่นานคลาสดนตรีรอบก่อนหน้านี้ได้สิ้นสุดลง ประตูห้องเรียนถูกเปิดออก ชายหนุ่มและหญิงสาวในห้องต่างเดินออกมา สิ่งที่พวกเขาสะดุดตามากที่สุดคือไป่ฉี เพราะภาพที่เห็นคือทุกคนต่างล้อมรอบไป่ฉี โดยมีการเว้นระยะห่างจากเขาพอสมควร ทำให้ไป่ฉีที่อยู่กลางวงนั้นเด่นขึ้นมา
“นั่นมันไป่ฉีนี่” หญิงสาวคนหนึ่งชี้บอกเพื่อนของเธอ
“ทำไงดีล่ะ ฉันไม่ได้เอาหนังสือนิยายของเขาติดมาด้วย” หญิงสาวอีกคนกล่าว
“แต่ฉันมีกระดาษแข็งนี่ แถมมีตั้ง 10 แผ่น” หญิงสาวหยิบเอากระดาษแข็งที่เธอเตรียมไว้สำหรับขอลายเซ็นออกมา เพราะตึกสำนักงานใหญ่ของ LSA มักมีดารารุ่นพี่เดินไปมาและพบเห็นพวกเขาได้บ่อยเลยทีเดียว เธอจึงมักพกกระดาษแข็งพวกนี้ไว้ในกระเป๋าเสมอ
ทั้ง 2 คนเดินเข้าไปหาไป่ฉี ก่อนจะยื่นกระดาษแข็งให้ไป่ฉี พร้อมกับบอกวัตถุประสงค์ของพวกเธอ ไป่ฉียิ้มและรับกระดาษแข็งของทั้ง 2 คนมาวางไว้ตรงหน้า ก่อนจะหยิบชุดพู่กันและหมึกที่เขาฝนกรอกใส่ขวดเอาไว้ ทุกคนต่างมองไป่ฉีด้วยความแปลกใจ เขาเคยเห็นแต่ดาราพกปากกาแพง ๆ เพื่อเซ็นลายเซ็นให้แฟนคลับ แต่ไม่เคยเจอใครพกพู่กันกับหมึกเพื่อเซ็นลายเซ็นให้แฟนคลับมาก่อน
ไป่ฉีจุ่มพู่กันลงในขวดน้ำหมึก ท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะตวัดพู่กันราวกับกำลังสร้างงานศิลปะชั้นยอด ฝีพู่กันหนักแน่น แต่กลับดูแล้วรู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่แผ่ออกมา หลายคนถึงกับดวงตาเป็นประกาย พวกเขาเคยเห็นคนเขียนอักษรโดยใช้พู่กันมามากมาย แต่กลับไม่เคยเห็นตัวอักษรที่สร้างแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นได้เพียงแค่จ้องมองมันเท่านั้น
“เอ่อ คุณไป่ฉีรู้จักชื่อของพวกเราด้วยเหรอคะ” หญิงสาวถามขึ้น เมื่อสังเกตเห็นว่าไป่ฉีมีการเขียนชื่อของพวกเธอลงไปด้วย
“ผมแค่เดาเอาน่ะ ชื่อตรงรึเปล่าครับ” ไป่ฉีถาม พร้อมกับยื่นกระดาษแข็งที่เขาเซ็นไปเมื่อครู่ให้กับหญิงสาวทั้ง 2 คน
“ตะ...ตรงค่ะ คุณไป่ฉีเดาเก่งจนน่ากลัวเลยนะคะ ขอบคุณสำหรับลายเซ็นนะคะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณ ก่อนจะขอตัวลา
“เอาล่ะ ได้เวลาเข้าห้องเรียนคลาสดนตรีสักที” ไป่ฉีเก็บพู่กันกับหมึก ก่อนจะลุกขึ้นยืดเส้นสาย ท่าทางของเขาดูเป็นคนสบาย ๆ ไม่ถือตัวในความคิดของทุกคน
ไป่ฉีเดินเข้าห้องเรียนไป ส่วนคนอื่น ๆ ก็เริ่มเดินเข้าห้องเรียนเช่นกัน มีเพียงชายคนที่มีปัญหากับไป่ฉีเท่านั้น ที่จ้องไป่ฉีด้วยสายตาที่ครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนที่เขาจะยกยิ้มขึ้น
‘มีผู้บริหารหนุนหลังแล้วยังไง ฉันจะสอนให้แกได้รู้ว่าความสามารถด้านดนตรีของแกกับฉันมันห่างชั้นกันแค่ไหน’ ชายคนนั้นคิด พร้อมกับเดินเข้าห้องเรียนไป
___________________________
อัพครบแล้วสำหรับล็อตนี้ รออีก 20 ตอนในครั้งหน้านะคร้าบ ^^