บรรยากาศรอบโต๊ะเต็มไปด้วยพลังบวก รอยยิ้ม และแววตาคาดหวังอะไรบางอย่างเกินกว่าคำว่า "งาน"
บ๊วยหวานที่เดินผ่านมาหลังจากแวะไปหาวีวี่กระซิบกับตัวเองเบา ๆ
“สำเร็จ—ทีมนี้จะต้องมีเื่หวาน ๆ ให้ลุ้นแน่นอน!”
พักเบรกตอนเย็น ใบหม่อนเห็นวีวี่นั่งคอตกจ้องจอคอม เหนื่อยล้า
เธอเดินเอาน้ำเย็นวางตรงหน้าแล้วพูดเบา ๆ
“พักสายตาหน่อยนะคะ โลกยังไม่พังถ้าคุณวีวี่หลับตาสักห้านาที”
วีวี่เงยหน้าขึ้นมาเจอรอยยิ้มละมุนละไมของใบหม่อน หัวใจอุ่นอย่างประหลาดอย่างที่บ๊วยหวาน
เคยบอกไว้เลยเธอมีดีมากกว่าแค่เื่งาน
“ขอบคุณนะใบหม่อน”
ใบหม่อนพยักหน้า “หม่อนก็ดีใจที่ได้ช่วยกัน”
หลังเลิกงาน ทั้งสองแวะร้านเบเกอรี่หน้าตึก
ใบหม่อนเลือกเค้กช็อกโกแลตชิ้นโต วีวี่หยิบชีสพาย
ตอนจะจ่ายเงิน วีวี่หยิบบัตรเครดิตมายื่น ใบหม่อนรีบควักกระเป๋าเงินแย่งจ่าย
“ให้หม่อนเลี้ยงบ้างค่ะ! ไม่งั้นคุณวีวี่จะกลายเป็บอสที่จ่ายตลอดเลย บางเื่ไม่ต้องเลี้ยงก็ได้ค่ะ”
วีวี่ขำ “บอสจ่ายแปลว่าสวัสดิการบริษัทดีนะรู้ไหม”
ระหว่างกินขนม ใบหม่อนเล่าเื่สัมภาษณ์งานสุดฮา
“หนูเคยเจอหัวหน้าถามว่า ‘ถ้าส้ม 3 ลูก กับกล้วย 5 ลูก จะแลกไอศกรีมได้กี่แท่ง?’
หนูตอบว่า ‘ได้ไอศกรีม 1 แท่ง ถ้าหัวหน้าใจดี!’”
วีวี่หัวเราะจนเกือบสำลัก
“เอาดีทางเล่นมุกหรือรับสมัครงานดี?”
ใบหม่อนยิ้ม “จริง ๆ หม่อนถนัดทั้งสองอย่าง แต่ถ้าเลือก ขอเป็ฝ่ายซื้อขนมแจกทีมทุกเช้าแทน”
วีวี่ยิ้มกว้าง “ตกลงค่ะ! ถ้าคุณใบหม่อนซื้อขนมมาแจก ฉันจะไม่ให้หัวหน้าไหนถามโจทย์คณิตศาสตร์อีกเลย!”
ทั้งสองนั่งหัวเราะกันอยู่ริมหน้าต่าง ร้านเบเกอรี่เต็มไปด้วยกลิ่นขนมกับความรู้สึกดี ๆ
งานหนักก็หวานขึ้นได้ ถ้ามีใครบางคนช่วยเติมรอยยิ้มเสียงหัวเราะ และวันแรก ๆ ของการทำงานที่บริษัทใหม่
บรรยากาศในห้องประชุมหลังการเสนอไอเดีย
ยังคงแน่นขนัดด้วยแรงกดดันที่ไม่ถูกปลดปล่อย
ฝ่ายวิศวกรยกมือท้วง
“ขอโทษที่พูดตรง ๆ นะครับ แต่ด้วยงบประมาณตอนนี้ ผมคิดว่าการไปดีลกับโรงไฟฟ้าหรือโครงการระดับกลางเลยแบบที่ทำอยู่ก็อาจไม่ได้ขยายตลาดมากนัก เพราะอัตราการทำงานของเราก็เต็มพื้นที่แล้วในขณะนี้ แต่ถ้าเรารับรายย่อยเพิ่มก็จะอุดรอยรั่วของเวลาที่หายไปให้การคุ้มค่า แม้ว่ารายรับที่เข้ามาจะไม่ได้เยอะเหมือน
การดีลกับโครงการใหญ่ ๆ แต่ว่าก็ช่วยเพิ่มฐานรายย่อยได้เยอะเหมือนกัน”
อีกคนหนึ่ง (สายเทคนิค) เสริม
“ใช่ครับ อยากเสนอให้เราลองรับงานติดตั้งโซลาร์หลังคาในนิคมหรือบ้านลูกค้ารายย่อย
เพราะถ้าเรามีฐานของลูกค้าที่อยากพัฒนาระดับอุตสาหกรรมแล้ว ควรขยายมาแบบระดับ
ครัวเรือนด้วยก็จะยิ่งครอบคลุม”
บรรยากาศเงียบไปพักหนึ่ง
วีวี่ฟังแล้วก้มหน้าคิดจริงจัง
“คุณพูดถูก แบบนี้ก็วิน-วิน ดี ถ้าขยายฐาน ทั้งสองอย่างไปได้เราก็จะมีฐานลูกค้าที่ครอบคลุมที่สุด
งั้นเป้าหมายของเรารอบแรกคือ—สร้างฐานลูกค้า ทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด”
ใบหม่อนรีบเสริมทันที
“หม่อนเห็นด้วยค่ะคุณวีวี่ เราควรเริ่มจากสร้างฐานลูกค้า ตอนนี้ลูกค้าอุตสาหกรรมเรามีดีลอยู่พอสมควร
ส่วนลูกค้ารายย่อยคงต้องให้แผนกฝ่ายขายไปดำเนินแผนการมานำเสนออีกครั้ง”
หนึ่งในทีมใหม่ยังลังเล
“แต่ถ้าเจอลูกค้าเื่มาก ลูกค้ารายย่อยจะจุกจิกกว่าหรือเปล่า”
วีวี่ตอบชัดถ้อย
“เราจึงต้องทำการฝึกพนักงานของเราที่จะเข้าไปบริการ ลูกค้ารายย่อยมีปัญหามากกว่าก็จริงแต่
ก็มีโอกาสมากขึ้นตามจำนวน ส่วนเื่ปัญหาเราเลี่ยงได้
ยังไงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็สำคัญ แค่เราต้องเตรียมคนของเราให้พร้อมแก้ปัญหาดี ๆ
แค่นี้คงช่วยได้ หรือถ้าเกิดมีปัญหาอะไรเพิ่ม
ก็มีประชุมกันปรับเปลี่ยนกันต่อไปในการรับมือ”
ใบหม่อนหันไปสบตาวีวี่ ยิ้มให้กำลังใจ
“หม่อนจะช่วยตามงานของฝ่ายต่าง ๆ สรุปให้คุณวีวี่อีกทีค่ะ”
เสียงประชุมจริงจังแต่เริ่มมีความเป็ทีมเวิร์คบรรยากาศเครียดแต่ก็เต็มไปด้วยพลัง
การประชุมนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนจนพลิกผ่ามือ
แต่เปลี่ยนหัวใจทุกคนให้พร้อม “ลุยจริง ทำจริง”
ทีละก้าว แบบที่องค์กรเกิดใหม่ควรเป็
หลังประชุม
ใบหม่อนเดินเอาแฟ้มมาให้วีวี่
“หม่อนสรุปหัวข้อประชุมไว้แล้วนะคะ ถ้าคุณวีวี่เครียดมาก เดี๋ยวหม่อนซื้อขนมมาให้กินเพิ่มค่ะ”
วีวี่หัวเราะ รู้สึกโล่งขึ้นมาก
“ขอบใจนะคุณหม่อน ถ้าไม่มีเธอฉันคงหมดแรงั้แ่สัปดาห์แรกแล้ว ดีใจที่ได้คุณมาช่วย”
ใบหม่อนยิ้มตาหยี
“หม่อนสัญญา จะไม่ปล่อยให้คุณวีวี่แบกทุกอย่างคนเดียวแน่ ๆ
ค่ะมีอะไรให้หม่อนจัดการให้แจ้งมาได้เลยนะคะ”
หลังประชุม วีวี่หันไปหาเลขาคู่ใจ
“คุณหม่อน สรุปประชุมวันนี้เก่งมากค่ะ ถ้าไม่มีคุณช่วยเก็บรายละเอียด ฉันคงตกหล่นหลายอย่าง”
ใบหม่อนยิ้มตาหยี
“ขอบคุณค่ะคุณวีวี่ หม่อนจะดูแลเอกสารให้ครบถ้วนเลยค่ะ”
ระหว่างคัดเลือกใบสมัครพนักงานใหม่
วีวี่ขยับแฟ้มไปให้ใบหม่อน
“คุณหม่อน ลองดูเรซูเม่นี้หน่อยสิคะ คิดว่าคนนี้เหมาะกับทีมเราไหม?
จะให้เขามาเป็ผู้ช่วยคุณนะ”
ใบหม่อนอ่านแล้วเงยหน้าขึ้น
“ถ้าให้หม่อนเลือก หม่อนขอคนที่มีใจรักงาน อยากทำเพื่อองค์กรให้เติบโตและเข้ากับทีมได้”
วีวี่หัวเราะ
“เป็คุณสมบัติในฝันเลยหล่ะ”
ขณะกินขนมที่ร้านข้างบริษัทหลังเลิกงาน
วีวี่ยื่นช้อนเค้กไป
“ลองชิมดูสิคะคุณหม่อน ร้านนี้ชีสพายอร่อยที่สุดในย่านนี้เลย”
ใบหม่อนรับมา หัวเราะเบา ๆ
“ขอบคุณค่ะคุณวีวี่ แต่ถ้าเรากินขนมหวานกันหลังเลิกงานทุกวันเราจะอ้วนได้นะคะ
วันหลังเราไปทานเป็มื้อเย็นกันดีกว่า”
คำพูดนั้นของใบหม่อน ทำให้วีวี่รู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก
วีวี่กับใบหม่อนนั่งตรงข้ามกันที่โต๊ะมุมร้านเบเกอรี่
รอบตัวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของลูกค้า กลิ่นขนมอบหอมฟุ้งทั้งคู่แบ่งขนมกันกิน พลางคุยเื่แผนธุรกิจต่อ
“คุณหม่อนคิดว่าสิ่งที่เราประชุมกันวันนี้ควรจะเริ่มจากตรงไหน”
วีวี่เอ่ยพลางวางส้อมขนมลง หันมองด้วยแววตาจริงจังแต่แฝงความเป็กันเอง
ใบหม่อนคิดอยู่ครู่ ก่อนตอบ
“หม่อนว่าถ้าเราเริ่มจากกลุ่มลูกค้าบุคคลกับ SME จะสะสมผลงานได้เร็วค่ะ
เราจะขยายทีมงานของเราได้เร็วแต่ทุนเราก็ต้องเพิ่มด้วย ทั้งหมดต้องวางระบบบริการหลังการขาย
ให้แน่น ให้ครอบคลุม กรุงเทพและปริมณฑลก่อน แล้วค่อยขยายออกภาคตะวันออก”
วีวี่ฟังแล้วพยักหน้าตาม
“คุณหม่อนคิดเหมือนฉันเลยค่ะ ฉันชอบวิธีมองปัญหาแบบละเอียดของคุณหม่อนนะ”
ใบหม่อนยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณค่ะคุณวีวี่ หม่อนตั้งใจอยากให้บริษัทนี้เติบโตไปนาน ๆ ที่สำคัญ”
บรรยากาศชั่วขณะดูเหมือนจะเงียบลง
วีวี่เงยหน้าขึ้นสบตาใบหม่อน ความอบอุ่นบางอย่างแผ่กระจาย—
ทั้งคู่หัวเราะกลบความเขินแบบมืออาชีพ
หลังจากนั้น ใบหม่อนหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาจด
“โอเคค่ะ หม่อนจะเขียนไทม์ไลน์โครงการ ส่งอีเมลแจ้งทีมเลยคุณวีวี่
ขอแรงบันดาลใจหนึ่งบรรทัดฝากในประกาศรับสมัครทีมงานหน่อยค่ะ”
วีวี่ยิ้ม “ขอแค่ทุกคนกล้าลองและพร้อมสู้ไปด้วยกันค่ะ”
ใบหม่อนมองบอสสาว พลางจดถ้อยคำนั้นลงสมุด
หัวใจรู้สึกอบอุ่นแปลก ๆ
ค่ำวันนั้นหลังออกจากร้าน
ใบหม่อนเดินออกจากร้านขนมพร้อมสมุดโน้ตในมือแต่
ในหัวกลับวุ่นวายกว่าทุกครั้ง เธอหันไปมองเงาหลังของคุณวีวี่ที่เดินอยู่ข้าง ๆ
ใบหน้าของหญิงสาวเ้าของบริษัทเต็มไปด้วยความอบอุ่น
แม้สีผิวขาวของใบหน้าเมื่อยิ้มและหัวเราะ กลับมีเืฝาดสีแดงอ่อนระเรื่อบริเวณแก้ม
ทำให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมามาก แต่แค่ได้ฟังเสียงหัวเราะ หรือเห็นรอยยิ้มจริงใจ—
โลกทั้งใบของใบหม่อนก็ดูจะสดใสขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
‘ใจเย็นสิ เพิ่งเจอกันไม่กี่วันเองจะอินอะไรขนาดนั้น’
ใบหม่อนเตือนตัวเองในใจ
‘หน้าที่เราคือเลขา เป็ทีมเวิร์ก เป็ที่พึ่งพาของบอส
ต้องแยกให้ชัด—งานก็คืองาน ความรู้สึกก็คือความรู้สึก’
แต่หัวใจมันไม่เชื่อฟัง
ทุกครั้งที่ “คุณวีวี่” เรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ทุกครั้งที่อีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาที่ไว้ใจและฝากฝัง
มันก็เหมือนรั้วบาง ๆ ระหว่าง “นายจ้าง” กับ “เพื่อนร่วมทีม” ค่อย ๆ เลือนรางลง
ใบหม่อนนึกย้อนถึง่เวลาสั้น ๆ ที่ทำงานด้วยกัน
บทสนทนาที่ดูเหมือนเล่น ๆ กลับสั่นคลอนโลกในใจ
ความเกร็งที่เคยมีกลับหายไปแทนที่ด้วยความรู้สึกเป็ตัวเองอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน
‘คุณวีวี่ คุณมีอะไรบางอย่างที่ทำให้หม่อนรู้สึกไว้ใจ
เหมือนได้เจอใครสักคนที่พูดคุยกันได้โดยไม่ต้องฝืน
มันไม่ควรเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้แต่ก็ห้ามหัวใจไม่ได้’
ใบหม่อนหันไปมองอีกฝ่าย
ในจังหวะที่ “คุณวีวี่” หันมายิ้มให้
แววตาทั้งคู่สอดประสานกันเงียบ ๆ
‘อย่าเพิ่งรีบใจเตลิดไปนะหม่อน ขอแค่ได้ยืนข้าง ๆ ในฐานะทีมที่ดี
ถ้าโชคดีบางทีวันหนึ่งอาจได้เป็ มากกว่านั้น’ เธอสูดหายใจลึก ยิ้มให้กับตัวเอง
ทั้งที่ข้างในหัวใจกำลังวุ่นวายระหว่าง หน้าที่กับความรู้สึกดี ๆ ที่เริ่มเติบโต
บรรยากาศยามหัวค่ำ แม้มีผู้คนเดินผ่านไปมา
แต่ทั้งคู่กลับรู้สึกเหมือนโลกมีแค่สองคน
สนิทกันเกินกว่าเวลาที่รู้จัก หัวใจสองดวงแอบเต้นแรงอย่างเงียบ ๆ
ต่างคนต่างบอกตัวเอง—
‘ค่อยเป็ค่อยไปจะมากหรือน้อยก็ไม่สำคัญ
ขอแค่มีอีกฝ่ายอยู่ข้าง ๆ เท่านั้นก็พอแล้ว’