แม้ดวงตาดาราของหลิงเทียนจะมองทะลุผ้าคลุมหน้าผืนนั้นได้ แต่เขาก็หาได้สนใจไม่ ในใจของเขา มีเพียงอันฉือเยว่ผู้นั้นคนเดียวเท่านั้น
ไม่นานหญิงสาวก็เดินตรงมาหยุดหลังโต๊ะลงทะเบียนทดสอบของระดับหลอมปราณ เพื่อทำหน้าที่คุมการทดสอบต่อไป
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาผู้คนบนลานกว้างอ้าปากค้าง ตะลึงลานไปตาม ๆ กัน
ยอดอัจฉริยะแห่งวิถีอาวุธระดับแนวหน้าแห่งแดนใต้ ศิษย์สืบทอดสายตรงแห่งหุบเขาเฟินเซียง ถึงกับลงมารับหน้าที่คุมการทดสอบหลอมอาวุธของระดับหลอมปราณด้วยตนเองเนี่ยนะ!?
นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่!?
ผู้คนยากจะเข้าใจได้ โดยเฉพาะซูเลี่ยที่กำหมัดแน่น การมาของเขาในครั้งนี้ก็เพื่อซ่งเสินอัน ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่แม้แต่จะเหลือบมองเขาเลยสักนิด ทำให้เขาผิดหวังอย่างยิ่ง ทว่าเปลวไฟในใจกลับมิได้ดับลง เขาจะรอทดสอบและประลองฝีมือต่อไป เพื่อใช้ความสามารถของตนเองสยบและดึงดูดสายตาของซ่งเสินอันให้จงได้
ขณะเดียวกัน หลิงเทียนก็ก้าวเข้ามาถึงหน้าโต๊ะลงทะเบียนอีกครั้ง
"ชื่อ ระดับบำเพ็ญเพียร สำนักที่สังกัด"
หญิงสาวเอ่ยถามเรียบ ๆ ทว่าดวงตางามคู่หนึ่งกลับจับจ้องอยู่ที่ดวงตาของหลิงเทียนไม่วางตา คล้ายกำลังตรวจสอบสิ่งใดอยู่
"อู๋ิ ระดับบำเพ็ญเพียรขั้นหลอมปราณระดับหก ผู้ฝึกตนอิสระ" หลิงเทียนเอ่ยตอบ ไม่กล่าววาจาเกินจำเป็
"อู๋ิใช่หรือไม่?"
ซ่งเสินอันมิได้ซักไซ้ต่อ นางจดบันทึกเรียบร้อยแล้วจึงส่งสัญญาณให้หลิงเทียนไปยืนรอข้าง ๆ
การทดสอบของสมาคมหลอมอาวุธแบ่งออกเป็สองขั้นตอน ขั้นแรกคือการทดสอบดวงไฟ ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานต่อให้ไม่มีเพลิงวิเศษ ก็ยังมีเพลิงปราณโอสถให้ใช้ แต่ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณนั้นแตกต่างออกไป พวกเขาไม่มีเพลิงปราณโอสถ และคนที่มีเพลิงวิเศษก็นับว่าหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ดังนั้นการทดสอบรอบแรกของฝ่ายระดับหลอมปราณจึงแทบจะไร้ความหมาย
ตูม!
ครืน!
ทว่าในตอนนั้นเอง ทางฝั่งการทดสอบระดับสร้างรากฐานที่อยู่ไกลออกไป พลันมีเสียงอุทานดังขึ้นเป็ระลอก เสาหินทดสอบต้นหนึ่งส่องแสงสว่างสีเขียวพุ่งสูงขึ้นถึงสองจั้ง!
"นั่นมันเพลิงวิเศษระดับสอง!?"
"โอ้! เป็ซูเลี่ยแห่งสำนักเฉียนหยวน มิน่าเล่าเขาถึงถูกสำนักเฉียนหยวนเก็บซ่อนไว้มาโดยตลอด คิดไม่ถึงเลยว่าจะเพลิงวิเศษระดับสอง!"
"ดูจากสีและระดับความสูงของแสงบนเสาเพลิงวิเศษแล้ว ระดับของเพลิงวิเศษนี้น่าจะบรรลุถึงระดับสองขั้นกลาง แม้จะยังห่างชั้นจากสองยอดอัจฉริยะแห่งหุบเขาเฟินเซียงอีกมาก แต่นี่คือหนึ่งในเพลิงวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดของรุ่นเยาว์ในสำนักเฉียนหยวนอย่างไม่ต้องสงสัย"
"ถูกต้อง ต่อให้เป็ในแดนใต้ ผู้ที่เพลิงวิเศษระดับสองก็นับว่ามีน้อยนิดราวกับขนหงส์เขากิเลน!"
หลังจากหายตกตะลึง ฝูงชนก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ ช่างหลอมอาวุธระดับหลอมปราณรอบกายหลิงเทียนต่างดวงตาทอประกายอิจฉา หากพวกเขามีเพลิงวิเศษบ้าง มีหรือจะต้องมายืนต่อแถวอยู่ที่นี่!?
"เพลิงเขียวแผดเผา ระดับสองขั้นกลาง คุณชายซูเลี่ย ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!" กวนซื่อผู้รับผิดชอบการทดสอบ เอ่ยยินดีอยู่ใต้เสาเพลิงวิเศษ
ซูเลี่ยชักมือกลับ ใบหน้าฉายแววทระนงตนอย่างปิดไม่มิด เขาเหลือบมองไปทางมุมลานกว้างอย่างไม่ใส่ใจ แต่กลับพบว่าซ่งเสินอันยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะ ไม่คิดจะหันมองมาทางนี้เลยสักนิด
นี่ตนเองเพลิงวิเศษระดับสองแล้ว ยังไม่พอจะดึงดูดสายตาของซ่งเสินอันอีกหรือ?
เื่นี้ทำให้ซูเลี่ยรู้สึกอับอายและโทสะพุ่งขึ้นมาในใจ
"เ้าจะทดสอบหรือไม่?"
ทว่าในตอนนั้นเอง ซ่งเสินอันพลันเอ่ยปากขึ้น โดยที่สายตายังคงจ้องมองหลิงเทียนท่ามกลางฝูงชน
หือ!?
ฉากนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คน สายตาเรียงรายพากันมารวมอยู่ที่ร่างของหลิงเทียน
ผู้ฝึกตนธรรมดาระดับหลอมปราณคนหนึ่ง รอบแรกจะทดสอบอะไรได้?
อย่าบอกนะว่าเขาก็มีเพลิงวิเศษด้วย?
หลิงเทียนเองก็ประหลาดใจ ซ่งเสินอันผู้นี้ทำราวกับรู้จักตนเองอย่างไรอย่างนั้น
ทว่าเขาก็ตั้งใจจะทดสอบอยู่แล้ว อย่างไรเสียอีกเดี๋ยวเขาก็ต้องลงมือหลอมอาวุธต่อหน้าผู้คน การมีเพลิงวิเศษย่อมปกปิดไม่ได้ มิสู้ทดสอบเสียตอนนี้ เพื่อตบหน้าพวกศิษย์ตำหนักศัสตราแห่งสำนักเฉียนหยวนให้สะใจไปเลย
"อืม" หลิงเทียนพยักหน้า ก้าวเดินมาหยุดหน้าเสาเพลิงวิเศษด้านหลังซ่งเสินอัน
ยามนี้การกระทำของหลิงเทียนได้ดึงดูดสายตาจากฝั่งทดสอบระดับสร้างรากฐานให้หันมองเช่นกัน เมื่อเห็นเ้าซ่อมซ่อที่มีระดับบำเพ็ญเพียรแค่ขั้นหลอมปราณคิดจะทดสอบเพลิงวิเศษ ในใจของทุกคนต่างก็นึกสงสัยและแฝงความดูแคลน โดยเฉพาะซูเลี่ย
ซ่งเสินอันยอมเอ่ยปากพูดกับผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณ แต่กลับไม่ยอมเหลือบมองเขาแม้แต่สายตาเดียว เ้าหมอนี่มีดีอะไรกัน!?
เขาจึงยกแขนกอดอก จ้องมองหลิงเทียนและเสาเพลิงวิเศษด้วยสายตาเ็า อยากจะรู้นักว่าเ้าหมอนี่จะมีเพลิงวิเศษอะไรดี ถึงทำให้ซ่งเสินอันให้ความสำคัญได้ถึงเพียงนี้
ภายใต้สายตาจดจ่อของผู้คน หลิงเทียนค่อย ๆ ยกมือขึ้น เปลวเพลิงสายหนึ่งพลันลุกโชนขึ้นบนฝ่ามือ!
วูบ!
เปลวเพลิงสีคราม มาพร้อมกับไอความร้อนอันน่าพรั่นพรึง รังสีความร้อนนี้ประหลาดอย่างยิ่ง สลับสับเปลี่ยนไปมาระหว่างความเย็นเสียดกระดูกและความร้อนระอุแผดเผา
ทันทีที่มันปรากฏขึ้น ซ่งเสินอันที่นั่งอยู่หลังโต๊ะก็สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ตูม!
เวลานี้หลิงเทียนได้ทาบฝ่ามือที่อาบย้อมด้วยเปลวเพลิงลงบนเสาเพลิงวิเศษแล้ว แสงสว่างบนเสาพลันหมุนเกลียวพุ่งทะยานขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด ชั่วครู่เดียวก็ทะลุสองจั้ง และไปหยุดลงตรงจุดใกล้เคียงสามจั้ง!
"เพลิงวิเศษระดับสองขั้นสูงสุด เพลิงเหมันต์!"
ซ่งเสินอันลุกผุดขึ้นจากโต๊ะ ดวงตางามสว่างวูบด้วยความตื่นเต้น ส่วนพวกซูเลี่ยกลับเบิ่งตาค้าง ลำแขนที่กอดอกค่อย ๆ ตกลง คิ้วขมวดแน่น ไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
ขยะที่มีระดับบำเพ็ญเพียรแค่ขั้นหลอมปราณระดับหก จะมีเพลิงวิเศษเช่นนี้ได้อย่างไร!?
แล้วจะให้เขาที่เป็ถึงยอดอัจฉริยะแห่งตำหนักอาวุธสำนักเฉียนหยวนเอาหน้าไปไว้ที่ใด?
ทว่าหลิงเทียนเพียงเม้มริมฝีปาก แล้วเก็บเพลิงเหมันต์กลับไป
ยามนี้เพลิงเหมันต์ของเขายังไม่อาจเทียบเท่าเพลิงวิเศษในร่างของซ่งเสินอันได้ แต่เพลิงวิเศษของเขาสามารถยกระดับขึ้นได้เรื่อย ๆ ต่อให้เป็เพลิงวิเศษระดับสามก็มิใช่เื่ใหญ่อะไร
ถึงกระนั้นการทำเช่นนี้ก็ทำให้หลิงเทียนแย่งความโดดเด่นมาได้ทั้งหมด ซึ่งเป็สิ่งที่มิเคยเกิดขึ้นมาก่อน
"เอาล่ะ ทดสอบต่อไป รอบที่สองเป็การหลอมอาวุธโดยตรง พวกเ้าจงแจ้งสิ่งของที่้าหลอม ทางสมาคมมีวัตถุดิบจัดไว้ให้ แต่อาวุธที่หลอมเสร็จแล้วไม่อาจนำกลับไปได้"
ซ่งเสินอันกดความตื่นเต้นในใจลง นึกไม่ถึงว่าจะเป็จริงดังที่ตงฟางจิ้งกล่าวไว้ คนผู้นี้เพลิงวิเศษคุณภาพสูงยิ่งอยู่ในร่าง เช่นนั้นการที่เขาจะหลอมโอสถบำรุงปราณระดับสุดยอดขึ้นมาได้ ก็มิใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้ ทว่ายามนี้นางยังไม่เคยเห็นฝีมือการหลอมอาวุธของหลิงเทียนเลยสักครั้ง
ส่วนหลิงเทียนเดินตรงไปยังเตาหลอมและแท่นตีเหล็กที่สมาคมหลอมอาวุธตระเตรียมไว้ให้ จัดแจงวัตถุดิบแล้วโยนลงไปทันที
ขณะเดียวกันใต้เสื้อคลุมผืนใหญ่ ฝ่ามือของหลิงเทียนได้บดขยี้หินดิบจนแตกออก ผลึกหินสีแดงหม่นขนาดเท่าไข่ห่านพลันร่วงลงสู่มือ
ผลึกทองโลหิตแผดเผา นี่คือวัตถุดิบระดับสุดยอดที่หลิงเทียนค้นพบจากหินดิบ
สิ่งนี้มีความแข็งแกร่งทนทานอย่างยิ่ง ที่สำคัญคือมันสามารถรองรับพลังอสนีบาตได้ เป็วัตถุดิบที่หลิงเทียนจัดเตรียมไว้สำหรับกระบี่สายฟ้าเก้าชั้นโดยเฉพาะ เพียงแต่ด้วยระดับบำเพ็ญเพียรของหลิงเทียนในยามนี้ ยังไม่อาจเปิดใช้งานอาวุธระดับปฐีได้ ดังนั้นครั้งนี้เขาเพียง้าหลอมโครงกระบี่ขึ้นมาก่อนเท่านั้น
นั่นก็คือผลงานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
รอจนกว่าระดับบำเพ็ญเพียรของเขาจะทะลวงสู่ขั้นสร้างรากฐาน และค้นพบวัตถุดิบระดับสุดยอดธาตุอสนีบาต แล้วค่อยหลอมกระบี่เล่มนี้ให้สมบูรณ์ก็ยังไม่สาย
เมื่อหลิงเทียนโยนผลึกทองโลหิตแผดเผาลงไปในเตาหลอม เขาก็เริ่มโคจรเพลิงเหมันต์ เปลี่ยนเปลวเพลิงทั้งหมดให้กลายเป็พลังความร้อนระอุ เพียงชั่วครู่ เตาหลอมก็ถูกเผาแผดจนแดงฉาน
ไอความร้อนม้วนตัวกระจายไปทั่ว แผ่ซ่านจนช่างหลอมอาวุธระดับหลอมปราณรอบข้างตกตะลึงตาค้าง ในใจต่างนึกสงสัยว่าเ้าหมอนี่เป็อะไรไป? ไม่ได้แจ้งอาวุธที่จะหลอม แถมยังนำวัตถุดิบมาเองอีก?
ยิ่งไปกว่านั้น นี่มันวิชาหลอมอาวุธแบบใดกัน เหตุใดจึงได้ป่าเถื่อนปานนี้?