10 1-2
บทที่19 หลินเจ๋อ พี่ชายลูกพี่ลูกน้อง
หลินเสี่ยวอวี่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูร้านอาหารรัฐ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารภายในนั้นโชยปะทะออกมาทุกครั้งที่มีผู้คนเปิดปิดประตู ยั่วยวนทำเอาท้องของเด็กน้อยถึงกับร้องดัง ‘โครกคราก’ เกินหักห้าม
เฝ้ามองผู้คนที่เดินเข้าออกร้านอาหารคนแล้วคนเล่า หลินเสี่ยวอวี่เริ่มรู้สึกประหม่าเสียจนไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเดินเข้าไปข้างใน แม้ว่าในชาติก่อนหน้า เธอจะกลายเป็ดวงิญญาที่รับรู้เื่ราวมากมายที่เกิดขึ้นในอนาคต ผ่านมุมมองของผู้ที่เฝ้าดูเหตุการณ์ แต่ท้ายสุดแล้ว ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อหนึ่งได้เช่นกันว่า เธอนั้นเป็เพียงเด็กน้อยอายุ 6 ขวบเท่านั้นเอง
จางอวิ๋นม่านหันไปจ้องลูกสาวตัวน้อยพร้อมกับยิ้มให้ บางครั้งเด็กคนนี้ก็ดูกล้าหาญเกินวัย แต่ในเวลาเดียวกันก็กลับดูเขินอายราวกับลูกกระต่ายน้อยเช่นกัน เหตุนั้น เธอจึงอดที่จะพูดหยอกเย้าออกมาไม่ได้
“เสี่ยวอวี่จ๊ะ ตอนนี้ลูกรวยเป็อันดับสองของครอบครัวเราเลยนะ ไม่คิดจะเลี้ยงอาหารอร่อยๆแม่สักมื้อเหรอจ๊ะ?”
คำพูดประโยคนี้ได้เตือนสติให้หลินเสวี่ยอวี่นึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่หลงลืมไปเสียสนิท ใช่แล้ว เธอมีเงินนี่นา! มิหนำซ้ำยังเป็เงินก้อนโตถึง 300 หยวนด้วย ต่อให้ต้องเอาไปแบ่งกับพี่สาวอีกสองคนก็เถอะ แต่ในยุคสมัยที่ประชากรโดยเฉลี่ยมีเงินเดือนแค่ 30 หยวน เงินจำนวนที่เธออยู่ก็นับว่าสูงมากอยู่ดี!
ทันทีที่คิดได้เช่นนั้น หลินเสวี่ยอวี่ก็ยืดอกผายไหล่ตัวตรงขึ้นทันทีด้วยความภาคภูมิใจ
คนมีเงินจะทำอะไรก็ย่อมได้!
อาศัยจำนวนเงินที่ตุงเต็มกระเป๋าอยู่ตอนนี้ ได้ช่วยเสริมสร้างความมั่นอกมั่นใจให้กับเด็กหญิงตัวน้อยมากโขทีเดียว
หลินเสี่ยวอวี่เดินเชิดหน้าตรงดิ่งเข้าไปในร้านอาหารรัฐอย่างสง่าผ่าเผย โดยมีจางอวิ๋นม่านที่ยิ้มอย่างเอ็นดูเดินตามหลังไปติดๆ
สองแม่ลูกเลือกนั่งโต๊ะที่ยังว่าง รออยู่ครู่หนึ่งจึงมีพนักงานเดินเข้ามาให้บริการ เธอก้าวตรงเข้ามาหาอย่างเชื่องช้าพร้อมสมุดจดหนึ่งเล่มในมือ ชักสีหน้าเบื่อหน่ายขณะเอ่ยถามขึ้นวา่่
“จะสั่งอะไรครับ?”
พนักงานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างไม่ใส่ใจนัก
หลินเสวี่ยอวี่ถามกลับด้วยความอยากรู้ทันที
“วันนี้มีเมนูอะไรอร่อยๆบ้างคะ?”
พนักงานคนนั้นปรายหางตามองไปทางจางอวิ๋นม่าน ที่เอาแต่นั่งยิ้มจ้องมองลูกสาวตัวน้อยด้วยแววตาเอ็นดู จากนั้น จึงค่อยขานตอบด้วยน้ำเสียงเหนือยหน่ายว่า
“พวกคุณมาช้าเกินไปหน่อย ตอนนี้เหลือแค่เนื้อวัวตุ๋นซอสxoกับซาลาเปาไส้หมูลูกใหญ่เท่านั้น”
หลินเสี่ยวอวี่ล้วงกระเป๋าแอบมองดูเงินอย่างเงียบๆ ก่อนจะเงยหน้ายิ้มแฉ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า
“งั้นเอาเนื้อตุ๋นซอส xoหนึ่งที่ค่ะ แล้วก็ซาลาเปาไส้หมูลูกใหญ่ที่สุดสี่ลูก อ่อ...แล้วก็ขอซาลาเปาอีกสี่ลูกห่อกลับบ้านด้วยนะคะ”
พนักงานได้ยินก็ถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ไม่ว่าจะมองยังไงสองแม่ลูกที่แต่งตัวซอมซ่อแบบนี้ก็ไม่น่าจะมีเงินจ่ายได้เลย แต่ยังอาจหาญสั่งอาหารแพงๆตั้งมากมาย ราวกับเห็นเงินเป็แค่เศษกระดาษอย่างนั้นล่ะ!
“ทั้งหมด 5 หยวนกับอีก 8 เหมา และก็ตั๋วอาหารอีก 2 ใบครับ ชำระก่อนถึงจะนำอาหารมาส่งให้นะครับ...”
“นี่ค่ะ”
พนักงานยังไม่ทันพูดจบดี หลินเสี่ยวอวี่ก็กำเงินตบลงบนโต๊ะอย่างว่าง่าย ภายหลังชำระเงินเสร็จ เด็กหญิงตัวน้อยจึงหันไปพูดกับแม่ด้วยความตื่นเต้นว่า
“แม่คะ จากนี้ต่อไปพวกเราจะกินแต่เนื้อทุกวัน! จะกินให้เลี่ยนไปทั้งชีวิตเลย!”
หากเป็คนอื่นพูดแบบนี้ จางอวิ๋นม่านคงนึกหัวเราะเยาะอยู่ในใจ เพราะแม้กระทั่งข้าราชการระดับสูงในเมือง ก็ยังไม่มีปัญญาได้กินเนื้อหรูๆแบบนี้ทุกวันเลย แต่ในเมื่อคนที่พูดเป็หลินเสี่ยวอวี่ เธอย่อมเชื่ออย่างสุดหัวใจ มิหนำซ้ำยังเผลอนึกจินตนาการไปไกลถึงชีวิตที่ได้กินเนื้อครบสามมื้อไปจนตายด้วย ชีวิตแบบนั้นคงจะวิเศษมากทีเดียว!
ทว่าในขณะที่สองแม่ลูกกำลังวาดฝันถึงอนาคตที่แสนสดใสอยู่นั้น ก็มีเสียงคุ้นหูของเด็กหนุ่มคนหนึ่งเปล่งดังขึ้นใกล้ๆ
“วันนี้ฉันขอเป็เ้ามือเลี้ยงอาหารพวกเธอทุกคนเอง! เดี๋ยวเรียนจบพวกเราต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปเติบโตแล้ว”
“พ่อฉันบอกว่าวันนี้จะอาสาจ่ายค่าอาหารให้ทุกคนเอง! กินดื่มกันให้เต็มที่เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!!”
“โถ่ สั่งแต่ซาลาเปาถูกๆแบบนี้ดูถูกกันรึไง จัดเนื้อวัวตุ๋นซอสxoมาด้วยเลยห้าชุด!”
เมื่อหลินเสี่ยวอวี่เหลียวมองไปตามทิศทางของเสียงนั้น ก็ได้พานพบเข้ากับหลินเจ๋อ พี่ชายซึ่งเป็ลูกพี่ลูกน้องของเธอเอง เขากำลังพูดจาอวดรวยอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงอย่างสนุกสนาน
ทันทีที่เห็นหน้าหลินเจ๋อ แววตาคู่นั้นของหลินเสี่ยวอวี่ก็พลันแดงก่ำดุจเื! กระแสความอาฆาตแค้นที่ยากจะบรรยายพลันปะทุพลุ่งพล่านอยู่ภายในอกของเธอ!
เพราะมันคนเดียว! มันคือต้นเหตุที่ทำให้ตัวเธอในชาติก่อนหน้า ต้องเผชิญพบกับจุดจบอันน่าเศร้า!
สำหรับเดรัจฉานตัวนี้ มีคำพูดเพียงสี่พยางค์เท่านั้น ที่เปล่งดังสลักกึกก้องอยู่กลางใจเธอ
[ฉัน จะ ฆ่า แก!!]
[ฉันจะฆ่าแกหลินเจ๋อ!!!]
[ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมัน้าหาเงินทุนสนับสนุนให้แกไปเรียนต่อในเมือง ไอ้สารเลวพวกนั้นคงจะไม่ผลักฉันตกหน้าผา! แต่พอฉันรอดชีวิตมาได้ พวกมันยังอุตส่าห์จะอุดปากอุดจมูกของฉันให้ตายอีก!!!]
[ต่อให้วันหนึ่งฉันต้องตายไปจริงๆ ฉันก็จะลากแกลงนรกไปกับฉันด้วยหลินเจ๋อ!!!]
จางอวิ๋นม่านสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในตัวหลินเสี่ยวอวี่ เมื่อทอดสายตาเคลื่อนมองตามลูกสาวไป จึงเข้าใจได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เธอรีบขยับเข้าไปสวมกอดลูกสาวน้อยไว้ในอ้อมแขนแน่น ลูบไล้ศีรษะปลอบประโลมผ่านน้ำเสียงนุ่มนวลซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เสี่ยวอวี่ แม่อยู่นี่แล้ว แม่อยู่นี่แล้ว...”
และก็ได้ผล เสียงปลอบโยนของผู้เป็แม่ช่วยดึงสติของหลินเสี่ยวอวี่ให้หลุดพ้นจากห้วงภวังค์ความอาฆาตแค้น ที่เธอเกือบจะควบคุมไว้ไม่อยู่ ใช่แล้ว เวลานี้เธอมีทั้งแม่ทั้งพี่สาว แล้วจะปล่อยให้ตัวเองสติหลุดทำเื่เลวร้ายออกไปได้ยังไงกัน? ต่อให้ฆ่าหลินเจ๋อตายไปตอนนี้ นั่นก็ยังไม่สาสมกับผลกรรมที่มันได้ก่อไว้ และเธอนี่แหละที่จะค่อยๆทรมานให้มันได้ลิ้มรสคำว่า ความเ็ปทั้งทางกายและใจที่โหดร้ายเสียยิ่งกว่าความตาย!
หลินเสี่ยวอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกหลายต่อหลายครั้ง ปรับอารมณ์ของตนให้กลับสู่สภาวะที่เสถียรมั่นคงดังเดิม ถึงแม้เธอจะไม่สามารถทำอะไรหลินเจ๋อได้มากมายนักในตอนนี้ แต่เธอยังมีแผนการกลั่นแกล้งมันเล็กๆน้อยๆเตรียมไว้อยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อปลดระบายความเคียดแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอกออกไปบ้างนั่นเอง