ความเงียบงันบังเกิดขึ้นเป็ครู่และแล้วมุมปากของเขาก็หยักขึ้นเป็รอยยิ้มราวกับจะหยันเยาะตัวเอง
“เป็เวลาหลายปีมาแล้วนะที่ผมเพิ่งจะได้นอนในห้องนอนจริงๆ ก็คราวนี้เอง จนผมชักจะลืมๆไปแล้วด้วยซ้ำว่าการนอนในห้องกับในโรงนามันแตกต่างกันยังไง”
ชาร์ลีกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่อบอุ่นน่าสบายนั้นและทันใดเธอก็มองเห็นมันด้วยสายตาของใครคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในเรือนพักของคนงานมันทำให้เธอบังเกิดความรู้สึกเห็นใจเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เมื่อนึกถึงความเงียบเหงาของคนที่ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ตลอด แต่แล้วสัญชาตญาณก็ฉุดรั้งเธอไว้มันเตือนว่า เธอกำลังจะก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่อันตรายแล้วการดำเนินชีวิตแบบนี้เป็สิ่งที่แชดเลือกเอง เขามีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเขา้าจะทำเช่นนั้นจริงๆ แต่ที่เห็นอยู่ในเวลานี้ดูเหมือนเขายังมิได้คิดจะเปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย
“ฉันเห็นจะต้องปล่อยให้คุณจัดข้าวของตามลำพังละนะ”เธอพูดเสียงแข็งๆ เดินออกไปยังประตู “จัดเสร็จแล้วลงมาข้างล่างก็แล้วกัน”
ชาร์ลีมิได้รอฟังคำตอบเธอเดินออกมาจากห้องแล้ววิ่งลงบันไดมาหาพี่ชาย และแล้วก็พบว่าเขายังอยู่ในสภาพเดิมคือมิได้แต่งตัวให้เรียบร้อยแต่กำลังค้นหาอะไรในตะกร้าเครื่องเย็บอยู่ ขณะเดียวกันก็พยายามทรงตัวอยู่กับไม้ค้ำ
“แกรี่ หาอะไรอยู่น่ะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดพี่ชายของเธอดูจะทำอะไรๆ เหมือนเด็กๆ ยิ่งขึ้นทุกวันแล้ว
“จะหากรรไกรน่ะสิ” เขาตอบขุ่นๆ
“กรรไกรอะไร”
“ถามออกมาได้ว่ากรรไกรอะไร...” เขากระแทกเสียงใส่ “ก็ไอ้เครื่องมือที่เขาคิดขึ้นมาใช้ตัดผ้าน่ะสิจะเอามาตัดไอ้ขากางเกงยีนนออก ใส่ก็ไม่ได้ ไอ้เฝือกมันค้ำอยู่และจะให้นุ่งผ้าเช็ดตัวอยู่ทั้งวันได้ยังไงล่ะ ยังไงฉันก็ยังอยากนุ่งอะไรๆกับเขาบ้างเหมือนกัน”
“ก็ถ้าพี่บอกสักคำ ฉันจะได้ช่วยทำให้” ชาร์ลีบอก
เขาเอียวหน้ามองน้องสาวด้วยดวงตาขุ่นขวางชาร์ลียืนกอดอกนึ่งอยู่กับที่ เรือนผมของแกรี่เป็สีน้ำตาลเข้มกว่าน้องสาวแต่มีดวงตากลมโตเช่นเดียวกัน รูปร่างของเขาค่อนข้างใหญ่ อัดแน่นด้วยกล้ามเนื้อซึ่งผิดกว่าชาร์ลีที่มีเรือนกายระหงบอบบางแต่ใครก็ตามที่ได้เห็นจะบอกได้ทันทีที่ว่าทั้งสองเป็พี่น้องกันทั้งนี้เพราะมีความคล้ายคลึงในประการอื่นอยู่ด้วย โดยเฉพาะความเป็คนทระนง หัวดื้อและมีกำลังใจอันกล้าแข็ง แต่ทว่าครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่แกรี่ต้องยอมแพ้แก่น้องสาวเขาถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย
“เธอจะช่วยตัดขากางเกงให้พี่หน่อยได้ไหมล่ะ”
“ได้” รอยยิ้มของชาร์ลีกว้างขึ้นเต็มไปด้วยความจริงใจเมื่อเอื้อมมือไปดึงกางเกงยีนมาจากพี่ชาย “กรรไกรมันจะต้องอยู่ในลิ้นชักสิไม่ใช่ตะกร้าเครื่องเย็บ”
แกรี่เอนร่างพิงอยู่กับไม้ค้ำมองดูน้องสาวใช้กรรไกรตัดขากางเกงอยู่
“ทำไม เธอถึงได้จ้างคนแปลกหน้ามาทำงานกับเราล่ะพี่คิดว่าเราตกลงกันแล้วเสียอีกว่าจะจ้างคนงานจากแถวนี้” มันเป็คำพูดเชิงปรารภมิใช่การตั้งข้อโต้แย้งแต่ประการใด
“ทุกคนเขาก็มีงานทำกันทั้งนั้น ฉันแวะไปหาแฟรงค์จะได้ดูสิว่าลูกชายของเขาว่างหรือเปล่า ก็พอดีกับพบนายแชดคนนี้เข้าและเขากของานเราทำด้วย” เธออธิบายความเป็มาให้พี่ชายฟัง
“แล้วรู้หรือเปล่าเขาเป็ใครมาจากไหน” แกรี่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“ก็...ไปเรื่อยๆฉันไม่ได้ถามเขาอย่างจำเพาะเจาะจงอะไรหรอก” ชาร์ลีตอบไปตามความเป็จริง
“แล้ว....เขาเคยทำงานในไร่ปศุสัตว์มาบ้างหรือเปล่าล่ะ”
“เท่าที่ฟังเขาเล่ารู้สึกว่าเคยผ่านงานมามากพอสมควร แล้วก็อยู่ในวงการปศุสัตว์ด้วย” เธอตอบเรียบๆ “เอ้า...นั่งลงก่อนสิจะได้ดูว่าพี่พอจะนุ่งกางเกงตัวนี้ได้หรือเปล่า”
แกรี่เคลื่อนไหวอย่างยากลำบากกว่าจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พนักสูงได้ วางไม้ค้ำไว้ข้างเก้าอี้นั่นเองเนื่องจากขาขวาเข้าเฝือกไว้ดังนั้นจึงต้องใช้เวลากว่าที่จะสอดขาทั้งสองข้างเข้าขากางเกงได้แต่ในที่สุดเขาก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พร้อมกับจึงเอากางเกงขึ้นมาด้วย
“ที่เธอพูดมาทั้งหมดหมายความว่านายคนนี้เป็คนพเนจรสินะ” แกรี่เอ่ยขึ้นภายหลังจากที่ทรงตัวอยู่กับไม้ค้ำได้เป็เวลานานพอที่จะรูดซิปและติดตะขอกางเกงได้เรียบร้อย
“ถูกต้อง” ชาร์ลีเดินเอากรรไกรไปเก็บไว้ที่เดิม“ที่จริงฉันว่ามันไม่ใช่เื่สลักสำคัญอะไรหรอกนะเพราะถึงยังไงเราก็คิดจะจ้างเขาไว้แค่สิ้นฤดูร้อนปีนี้เท่านั้น”
“นั่นสิ พี่ก็ว่าคงไม่มีปัญหาอะไรหรอก” แกรี่คล้อยตามความคิดของน้องสาว “เออ...แล้ววันนี้เธอน่ะทำอะไรกิตอนกลางวันล่ะ”
ชาร์ลีเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาขณะนนยังเหลืออีกหนึ่งชั่วโมงกว่าจะเที่ยง
“รู้สึกว่าคิดแต่เื่ท้องเท่านั้นนะ” เธอล้อพี่ชาย “เท่าที่ฉันดูการเดินของพี่ในระยะหลังๆนี่ สงสัยว่ากว่าจะถอดเฝือกออกน้ำหนักตัวคงขึ้นอีกสัก 20ปอนด์ละมั้ง”
“ไม่มีทางหรอก เพราะแค่ไอ้ลากเผือกบ้าๆนี่ให้มันเดินตามตัวไปได้ก็ผอมได้อยู่แล้ว เธอก็ทำอาหารอร่อยๆ ด้วยนี่” เขาเถียงเหมือนเด็กๆ
“อ้าว...ก็ถ้าอย่างนั้น ในระยะ 6 อาทิตย์นี่พี่ไม่ได้ออกไปช่วยทำงานในไร่ก็ลองฝึกหัดทำอาหารดูบ้างเป็ไร”ชาร์ลีแนะนำพี่ชาย “อย่างน้อยก็ช่วยลดงานลงได้อย่างหนึ่งละ”
การพูดยั่วเย้าระหว่างพี่น้องถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าที่เดินลงบันไดมาชาร์ลีหันไปมองซึ่งก็พอดีแชด รัสเซลล์ โผล่ออกมาจากห้องบันไดดวงตาคู่สีฟ้าจับอยู่กับใบหน้าเธอก่อนจะเลือนไปมองหน้าพี่ชายแต่แม้มันจะเป็เพียงการมองเพียงครู่สั้นๆแต่ชาร์ลีก็ระแวดระวังตัวเองขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณ
“ผมคิดว่าจะไปเอาอานกับเครื่องเคราเข้าไปไว้ในคอกม้าก่อนแล้วถึงจะออกไปดูรอบๆ” แชดบอกความตั้งใจของตนให้สองพี่น้องทราบ
“งั้นผมจะออกไปช่วยแล้วก็จะได้บอกด้วยว่าคุณจะต้องทำอะไรบ้าง”แกรี่ขันอาสา ขยับไม้เท้าให้เข้ากับซอกรักแร้ก่อนที่จะยันร่างออกเดินตามแชดไป “ให้ชาร์ลีเขาอยู่ทำอาหารกลางวันให้เรากินก็แล้วกันนะ”
หลังจากเที่ยงวันผ่านไปไม่นานนักทุกคนก็นั่งลงตรงโต๊ะอาหารรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ในระหว่างนั้นหัวข้อสนทนาส่วนใหญ่ก็เป็เื่ที่เกี่ยวกับงานในไร่ที่พูดถึงเื่งานที่จะต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยไปจนกระทั่งถึงเื่ของตลาดที่ซื้อขายปศุสัตว์และอนาคตในวันข้างหน้าซึ่งตลอดเวลานั้นชาร์ลีสังเกตเห็นว่าพี่ชายมีความพอใจกับความรู้ที่ได้รับจากแชด รัสเซลล์ อยู่ประสบการณ์ในธุรกิจด้านนี้ของเขามีอยู่มาก และยังมีทรรศนะอันกว้างไกลแต่กระนั้นเขาก็เพียงแต่ถ่ายทอดความรู้นั้นให้สองพี่น้องด้วยท่าทางที่มิได้ยินดียินร้ายเท่าใดนักเห็นได้ชัดว่าแชดเป็คนที่มีสติปัญญา ฉลาดหลักแหลมในเชิงการค้าสามารถที่จะมองงานในไร่ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และยังแนะนำวิธีการใหม่ๆอันที่จะปรับปรุงระบบการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยขณะเดียวกันการใช้คำพูดของเขาก็มิได้เป็ไปในเชิงวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใดเป็เพียงการเสนอแนะความคิดแบบบอกเล่าสู่กันฟังเท่านั้นให้คำปรึกษาหารือเกี่ยวกับธรรมชาติของงาน แต่มิได้ตำหนิหรือคัดค้านในสิ่งที่แกรี่ทำอยู่และแกรี่เองก็มิได้คัดค้านความคิดเห็นของแชดด้วย
ความเป็ไปของบุคคลที่ชื่อแชด รัสเซลล์คนนี้ดูจะเป็ปริศนาสำหรับชาร์ลีมากขึ้นเรื่อยๆ เธอชื่นชมในตัวบุรุษผู้นี้ทั้งความเป็ผู้มีสติปัญญา ความไม่อวดฉลาด และความรับผิดชอบต่องานก็จริงแต่กระนั้น เธอก็ไม่ยอมให้ตัวเองหลงลืมความเป็จริงประการหนึ่งที่ว่าเขาคือคนพเนจร ร่อนเร่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเธอไม่เคยรู้จักหัวนอนปลายเท้าของเขาวันนี้เขาอาจจะอยู่ที่นี่ แต่ในวันพรุ่งนี้เขาอาจจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้