ตอนที่ 18 – สาเหตุ
แล้วในที่สุดก็มืดจนได้ เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ภายในอาคารแห่งหนึ่งที่มีกลุ่มคนรอดชีวิตกับพวกเด็กม.ปลายหลบซ่อนอยู่ ชัชชัยที่นั่งอยู่คนเดียวในมุมหนึ่ง มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วก็ถอนหายใจออกมา เขามองแทบจะไม่เห็นอะไรเลย มีแต่ความเงียบอันน่าวังเวงและเงียบเหงา ทั้งภายในอาคารและภายนอกอาคาร แล้วในตอนนั้นก็เกิดความสว่างขึ้นมาเล็กน้อย เขาหันไปก็เห็นว่าชายชื่อสุธิวุฒิกำลังจุดเทียนไขสีเหลือง แล้วเอามันไปวางตามโต๊ะต่างๆ เพื่อให้ความสว่างขึ้นมาเล็กน้อย พอให้เห็นใบหน้ากันบ้าง
ชัชชัยหันหน้ากลับมา ขณะที่พวกเด็กม.ปลายคนอื่นๆ เพื่อนๆ ของพวกเขาก็พากันนั่งพักกันคนละที่พร้อมกับผู้รอดชีวิตจากอาณาเขตที่เพิ่งถูกโจมตีมา ในตอนนั้นเอง ชายที่ทำท่ามีปัญหากับเขาั้แ่ทีแรกก็เดินเข้ามาหาเขา พร้อมกับยื่นขนมเวเฟอร์ให้ ชัชชัยหันมามองดูเขา พอมองเห็นขนมในมือ เขาก็ส่ายหน้า “ผมไม่หิว” เขาบอกแบบนั้นกับชายคนนั้น
“นายพูดเองนะ” ชายคนนั้นมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเปิดถุงเวเฟอร์แล้วก็กินขนมเข้าไป ชัชชัยเห็นดังนั้นก็บอกออกมา
“ระวังปวดท้องหนักนะครับ ห้องน้ำก็ใช้ไม่ได้” เขาบอก ชายคนนั้นก็ยังคงเคี้ยวขนมอยู่
“ก็นั่นน่ะสิ ขืนปวดหนักจะทำยังไงดี?” อีกฝ่ายบอก “แต่น่าจะทนไปได้สักสามสี่วัน”
ชัชชัยถอนหายใจออกมาอีกรอบ ก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง เป็เื่ถูกต้องแล้วที่จุดเทียนไขให้ความสว่างเพียงเล็กน้อย จะใช้ไฟฉายส่องไม่ได้ เพราะเดี๋ยวพวกเอไอมาเห็นมันจะบุกเข้ามา ชัชชัยรู้สึกว่าไฟฉายไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
“ไอ้คนที่น้องว่า คนที่ก่อเื่น่ะ” ชายคนเดิมพูดขึ้นขณะกินขนม “ตอนนี้ เขาจะอยู่ที่ไหนนะ?”
“โอ๊ย! ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับ” ชัชชัยตอบออกมาอย่างหงุดหงิดเสียงดัง ทำเอาพันธกรที่นั่งบนพื้นอาคารต้องเงยหน้าขึ้นมามอง แล้วชัชชัยก็พูดต่อ “ป่านนี้มันคงตายไปแล้วมั้ง? ไอ้คนที่ทำให้พวกเอไอต้องโจมตีพวกเราน่ะ”
“แต่บางที” ชายคนเดิมพูด “เขาอาจจะไม่มีจุดประสงค์จะให้อาณาเขตถูกพวกเอไอทำลายก็ได้นะ เขาน่าจะ...” เขาว่าต่อไม่จบ ชัชชัยก็ขัดขึ้นก่อนที่เขาจะพูดจบ
“โห พี่!” ชัชชัยว่าออกมาทันที “ไม่มีจุดประสงค์อะไร? มันต้องรู้ดีที่สุดว่าถ้าพวกเอไอเห็นมัน พวกเอไอต้องรู้ตัวแน่และโจมตีกลับ แต่มันก็ยังปรากฏตัวให้พวกเอไอเห็นอยู่ดี! จนกระทั่งอาณาเขตพวกเราโดนทำลาย ทุกอย่างก็เป็เพราะมันคนเดียว!!”
ชายคนนั้นส่ายหน้า ก่อนจะทิ้งถุงใส่เวเฟอร์เปล่าๆ ไปในถังขยะ ก่อนจะหันเดินไปทางอื่น ชัชชัยที่เพิ่งจะหงุดหงิดออกมา เขาก็พอรู้ตัวจึงค่อยๆ บอกให้ตัวเองดับความโกรธลง ในตอนนั้นเอง ชายชื่อสุธิวุฒิก็เดินมาตรงพื้นชั้นหนึ่งพร้อมกับปืนพกแล้วก็กล่าวออกมาว่า
“เดี๋ยวน้าจะเฝ้ายามเอง” เขาบอก “พวกเด็กๆ ไปนอนกันได้แล้ว ไป”
“โห ทำยังกะพวกผมเป็เด็กทารกเลยนะครับ” ปฏิคมกล่าวติดตลก เขาขำออกมา “ไม่เป็ไรหรอกครับ ช่วยๆ กันเฝ้าก็ได้ พวกผมก็มีกันหลายคนอยู่”
“เอางั้นเหรอ?” สุธิวุฒิถามซ้ำแล้วก็พยักหน้า “ถ้าอย่างงั้น ก็ได้”
แล้วสุธิวุฒิก็ถามถึงที่มาของพวกเขา ว่าทำไมถึงใช้ปืนเป็? และท่าทางจะมีฝีมือกันมากด้วย ทรัพย์สินเป็คนตอบเื่ทั้งหมดออกมาว่าผู้นำอาณาเขตเป็คนสอนพวกเขาให้ยิงปืนเป็ พร้อมกับต่อสู้ให้เป็ และให้ ‘ฆ่า’ ให้เป็ พอสุธิวุฒิได้ยินอย่างนั้น เขาก็วิจารณ์พวกผู้ใหญ่ในอาณาเขตออกมา
“ใช้ไม่ได้ เล่นปล่อยเด็กออกมารบแทนตัวเอง เห็นแก่ตัวจริงๆ” สุธิวุฒิบอกออกมาพลางส่ายหน้า ทรัพย์สินก็บอกว่า ตอนแรก พวกผู้นำก็จะเกณฑ์ผู้ใหญ่นั่นแหละ แต่ไม่มีใครยอมทำจนเกิดการทะเลาะวิวาทกันเกิดขึ้น แล้วพันธกรก็หยุดทุกคนเอาไว้โดยบอกว่าจะออกไปสู้กับพวกเอไอเอง
“เขาคิดยังไงของเขา?” สุธิวุฒิถามทรัพย์สิน “ก็รู้นะว่ากล้าหาญ แต่เล่นพูดแบบนี้ออกมา มันเหมือนกับฆ่าตัวตายเลยนะ เขาคิดอะไรของเขาอยู่?”
ทรัพย์สินเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน เขาเลยหันไปเรียกพันธกรให้มานั่งคุยด้วยกัน พันธกรเลยย้ายร่างมานั่งใกล้ๆ กับทรัพย์สิน แล้วสุธิวุฒิก็ถามพันธกรว่าคิดอย่างไรถึงอยากจะออกไปล่าพวกเอไอด้วยตัวเอง? เขาไม่กลัวเลยหรือ?
“อ๋อ คือ” พันธกรส่ายหน้าพลางยอมรับออกมา “คือผม...ประการแรก ผมอยากให้ทุกคนเลิกทะเลาะวิวาทกัน ก็เลยประกาศแบบนั้นออกมา ส่วนประการที่สอง ผมก็อยากแก้แค้นแทนพ่อแม่ผมจริงๆ”
“แก้แค้นแทนพ่อแม่?” สุธิวุฒิถามขึ้นอย่างสงสัย “พ่อแม่หนุ่มจากไปแล้วเหรอ?”
“ครับ พ่อตายในา ส่วนแม่ก็ถูกยกเป็เครื่องสังเวย” พันธกรเล่าแล้วก็ส่ายหน้าอีกครั้ง “ผมเคียดแค้นพวกเอไอมาก แต่บอกตรงๆ จริงๆ ผมก็ไม่มีความกล้ามากพอจะสู้กับพวกมันหรอก ไม่รู้คิดยังไงถึงบอกแบบนั้นออกไป คงจะเพราะ้าให้หยุดการทะเลาะวิวาทกันมั้ง? ถึงได้พูดแบบนั้นออกไป”
“อ๋อ” ชายชื่อสุธิวุฒิเลยเข้าใจในที่สุด แล้วเขาก็ถามต่อไป “แล้วตอนนี้ น้องมีความ ‘กล้า’ มากพอที่จะต่อกรกับพวกมันหรือเปล่าล่ะ?”
“ครับ ผมก็แปลกใจในตัวเองเหมือนกันที่มีความกล้าเกิดขึ้นมาบ้างแล้ว” พันธกรบอกตามจริง “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน? พอรู้สึกตัวอีกที ก็ไม่ได้มีความกลัวอีกต่อไปแล้ว”
“อืม กล้าหาญดี แบบนี้น้าชอบ” สุธิวุฒิถึงกับตบบ่าของพันธกร ทำเอาพันธกรร้องออกมาเล็กน้อย เขาเลยถามว่าพันธกรเป็อะไร? เขาร้องเหมือนกับเจ็บาแเลย
“คือ...” ทรัพย์สินพูดออกมาก่อนที่พันธกรจะเล่าเื่ทั้งหมดออกมา “มีเื่เกิดขึ้นในกลุ่มกันนิดหน่อยน่ะครับ”
“เหรอ?” สุธิวุฒิได้ยินก็ถามต่อ “เื่อะไรล่ะ?”
พันธกรที่มีแผลถูกยิงเฉียดที่แขนก็เป็ฝ่ายเล่าออกมาเอง โดยที่ทรัพย์สินห้ามไม่ทัน “คนนั้นน่ะครับ” เขาชี้ไปทางชัชชัย สุธิวุฒิก็หันไปมองชัชชัยที่กำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วเขาก็หันมาถามพันธกร “ทำไมเหรอ?”
“เขาเคยคิดจะใช้ปืนยิง...ไม่สิ เขายิงผมเลยแหละ” พันธกรตอบออกมา ทำเอาสุธิวุฒิถึงกับใ เขาจับตัวพันธกรใหญ่ว่าโดนยิงตรงไหน? พันธกรก็บอกให้เขาใจเย็นๆ พลางหัวเราะ
“ไม่โดนจุดสำคัญหรอกครับ แค่ถากแขนไปเท่านั้นเอง” พันธกรชี้ให้ดูแผลที่แขนของเขา “ตอนนี้มันเริ่มหายเจ็บละ”
“อันตรายจริง” สุธิวุฒิวิจารณ์ออกมาพลางหันไปหาชัชชัยที่ยังมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่รู้เื่อะไร “ทำไมน้องไม่เอาเื่ล่ะ? มันทำน้องถึงขนาดนี้แล้ว? ถ้าเป็น้านะ น้าไม่ยอมหรอก”
“เขาก็ขอโทษแล้วครับ แล้วเขาก็ทำไปเพราะอารมณ์ร้อน ไม่ได้ตั้งใจอะไร” พันธกรกล่าวขึ้นมา ทำเอาทรัพย์สินโล่งใจไปได้บ้างที่พันธกรไม่คิดเอาความชัชชัย ไม่อย่างนั้น เขาอาจจะโดนคนอื่นมองไม่ดีก็ได้และหนักสุดก็คงถูกไล่ออกไปจากที่นี่ ฝ่ายสุธิวุฒิได้ยินอย่างนั้นก็พูดต่อ
“น้องพันใจดีเกินไปแล้ว” เขาว่า “คนอันตรายแบบนี้ไม่น่าเอาเข้ากลุ่มเลยนะ น่าจะไล่ๆ ออกไปเลย”
สุธิวุฒิพูดออกมาเสียงเบา แน่นอน ชัชชัยไม่ได้ยิน ฝ่ายทรัพย์สินก็รู้อยู่แล้วว่าสุธิวุฒิต้องว่าแบบนี้ออกมาแน่นอน ต้องไล่ชัชชัยออกไปแน่ๆ โชคยังดีที่พันธกรตัดสินใจไม่เอาเื่ชัชชัย ฝ่ายพันธกรก็บอกออกมา
“ให้อภัยเขาเถอะครับ เขาก็สำนึกผิดแล้วจริงๆ” พันธกรบอก “เขาเป็คนเดินมาบอกผมเองเลยนะว่าขอโทษ แค่นั้น ผมก็คิดว่าเพียงพอแล้ว”
ชายชื่อสุธิวุฒิถอนหายใจออกมาก่อนจะบอก “ขอพูดอีกครั้งนะ น้องพันใจดีเกินไปแล้ว”
“ครับ ผมไม่ค่อยอาฆาตใครเท่าไหร่หรอก” พันธกรยอมรับนิสัยตัวเองออกมา ก่อนจะนั่งคุยกับสุธิวุฒิและทรัพย์สินไปจนถึงเวลาประมาณสองทุ่ม สุธิวุฒิก็ถามว่าใครจะมาร่วมเฝ้ายามกับเขาบ้าง? พันธกรกับทรัพย์สินก็อาสาทันที
“จะดีเหรอ? เดินทางมาทั้งวัน เหนื่อยแล้วนะ?” สุธิวุฒิถามอย่างเกรงใจ แต่ทรัพย์สินบอกว่าเขาทนไหว ส่วนพันธกร เขาก็อ่อนเพลียเหมือนกัน แต่ในเมื่อรับปากไปแล้วก็คืนคำไม่ได้
“พวกเธอพูดเองนะ” สุธิวุฒิกล่าวออกมา ก่อนจะกระชับปืนพกในมือ แล้วขยับก้นเข้าไปใกล้ๆ ประตูทางเข้าอาคารเล็กน้อย ทรัพย์สินกับพันธกรเห็นดังนั้นก็ขยับตามไป พร้อมกับถืออาวุธของตัวเองเอาไว้ด้วย
“เฮ้อ มืดว่ะ” ชัชชัยบ่นขึ้นมา แล้วเขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวด้านนอก เขารู้สึกใและสนใจขึ้นมาทันที เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋ายังชีพของตัวเอง ก่อนจะหยิบไฟฉายออกมาแล้วก็ส่องไปบริเวณนั้น ก็ไม่พบเจออะไร ทรัพย์สินที่เห็นชัชชัยทำอย่างนั้น เขาก็รีบบอกให้ชัชชัยดับไฟ ชัชชัยที่ลืมตัวไปก็ดับไฟฉายทันที
“ขอโทษครับ ผมเห็นเหมือนมีอะไรอยู่ข้างนอกนั่น” ชัชชัยชี้ไปทางหน้าต่างด้านนอก สุธิวุฒิถอนหายใจออกมา แต่ทันใดนั้นเอง แสงเลเซอร์สีเขียวก็พุ่งเข้าใส่ตัวอาคารจนเกิดะเิจนกำแพงถึงกับทลาย ทุกคนในอาคารต่างใและพากันร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก ทรัพย์สินรู้ดีแล้วว่า พวกเอไอคงเห็นแสงไฟฉายจากชัชชัยแล้ว พวกมันถึงรู้ว่าที่นี่มีคนอาศัยอยู่
“พวกเรา เตรียมรับสถานการณ์!!” ทรัพย์สินะโขึ้นมา พร้อมกับล้วงเอาไฟฉายออกมาจากกระเป๋ายังชีพแล้วส่องออกไปด้านนอกด้วย ตอนนี้จำเป็ต้องใช้ไฟฉายแล้ว เพราะหนึ่งคือมันมืดมากจนมองไม่เห็นพวกเอไอและจะโจมตีไม่ได้โดยสะดวก และสองคือพวกเอไอก็คงรู้แล้วว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ สุธิวุฒิสั่งให้พวกผู้หญิงขึ้นไปหลบบนชั้นสองก่อน ก่อนที่เขาจะตามมาสมทบกับพวกทรัพย์สิน
“ไม่นะ! สาจะช่วยทุกคนด้วย!!” วรรณสาร้องออกมาและจะออกไปช่วยพวกทรัพย์สิน แต่ก็โดนผู้หญิงที่รอดชีวิตมาจากอาณาเขตคนหนึ่งดึงขึ้นบันไดไปชั้นสอง กมลเองก็ไม่ยอมท้อถอยเหมือนกัน เธอถือปืนลูกซองของเธอและเข้าไปร่วมรบกับพวกทรัพย์สินด้วย ตอนนี้พวกเด็กม.ปลายทุกคนถืออาวุธของตัวเองเอาไว้แล้ว พันธกรถามขึ้นมา
“พวกมันรู้ได้ไงน่ะ ว่าเราอยู่ที่นี่!?” พันธกรถาม ชัชชัยที่เป็คนรู้ตัวดีที่สุดว่าเป็เพราะตัวเองนั่นแหละที่ฉายไฟฉายออกไป แต่เขาก็ไม่กล้ายอมรับความผิด
“เื่นั้นเอาไว้ก่อน เตรียมตัวปะทะได้!” ทรัพย์สินบอกออกมาพลางเล็งปืนลูกซองพร้อมกับไฟฉายไปด้านหน้าอาคาร แล้วเขาก็เห็นเอไอสองตนพุ่งขึ้นมา ทั้งทรัพย์สินและพันธกรต่างยิงะุปืนของตัวเองออกไปโดยเน้นบริเวณศีรษะ ศีรษะของพวกเอไอถูกะุปืนะเิแตกดังโพละ! เืสีดำของพวกมันสาดกระเซ็นไปทั่ว แล้วพวกมันก็ล้มลง ร่างสลายลงไปกับพื้นจนเหลือแต่คราบสีดำ
ฝ่ายวรรณสา เธอก็สะบัดมือออกจากผู้หญิงที่ชวนเธอขึ้นมาได้สำเร็จ เธอรีบวิ่งลงไปข้างล่างทันที ก็เห็นพวกทรัพย์สินกำลังยิงปืนต่อสู้กับพวกเอไออยู่ เธอก็เอาบ้าง เข้ามาสมทบ แล้วก็ยิงะุปืนออกไปบ้าง
“สา! ทำไมไม่ไปหลบ?” ปฏิคมหันมาว่าใส่เธอ เมื่อเห็นเธอเข้ามาร่วมต่อสู้ด้วย วรรณสาตอบกลับมาอย่างเด็ดเดี่ยว
“ถ้าจะตายก็ต้องตายด้วยกัน! บอกแล้วไง”
ปฏิคมรัวปืนกลใส่พวกเอไอบริเวณหน้าอก พันธกรสั่งให้ปฏิคมยิงบริเวณศีรษะของพวกมันจะได้ผลมากกว่า ปฏิคมเลยเปลี่ยนมาเล็งที่ศีรษะแทน ะุปืนกลของเขาฝังเข้าไปในสมองของพวกเอไอจนมันล้มลงกับพื้น ร่างย่อยสลายหายไป แต่พวกมันก็มีมากเหลือเกินและดาหน้าเข้ามาเรื่อยๆ แสงจากไฟฉายของทุกคนส่องให้เห็นว่าพวกมันกำลังจะบุกเข้ามาภายในอาคาร
“เฮ้ย! อย่าให้พวกมันเข้ามาได้นะ!!” สุธิวุฒิร้องขึ้นพลางยิงปืนพกออกไปนัดหนึ่ง “ถ้าพวกมันเข้ามาได้ เราเสร็จแน่ๆ เราไม่มีทางหนีแล้วด้วย”
“ครับ!” พันธกรรับคำแล้วก็ยิงปืนพกของเขาออกไป ทรัพย์สินก็จัดการยิงเหมือนกัน แต่ก็ต้านไม่ไหวแล้ว พวกเอไอมีมากเกินไป และมันก็ยิงะุเลเซอร์มาที่ประตูหน้าของอาคารจนะเิ กระจกแตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทรัพย์สินสั่งให้ทุกคนปิดตาและหมอบลงเพื่อไม่ให้เศษกระจกกระเด็นเข้าตา แล้วพวกเอไอก็วิ่งเข้ามาเกือบจะถึงอาคารอยู่แล้ว ทรัพย์สินร้องดังลั่น
“เราต้านพวกมันไม่ไหวแล้ว!!” ทรัพย์สินร้องออกมา “ขึ้นชั้นสองเร็ว!!”
พอสิ้นคำสั่งของทรัพย์สิน ทุกคนก็รีบวิ่งขึ้นไปบนชั้นสองทันที พวกเอไอพากันกรูเข้ามาในอาคารชั้นหนึ่งและตามพวกเขาขึ้นชั้นสองไป พันธกรเห็นดังนั้นจึงถีบเอไอตนหนึ่งให้ตกลงบันไดไปด้านล่างแล้วก็ยิงออกไปหนึ่งนัด
“เราไม่มีทางหนีแล้วนะ!! ที่นี่มีแค่สี่ชั้นเท่านั้น!!” สุธิวุฒิร้องออกมาดังลั่น เหงื่อเขาไหลเต็มใบหน้าไปหมด “เราจะถูกต้อนให้ไปบนดาดฟ้าไม่ได้นะ”
ทรัพย์สินรู้ดีที่สุด เขาจัดการยิงะุปืนลูกปรายออกไปใส่พวกเอไอที่กำลังขึ้นบันไดมา แล้วจู่ๆ ะุเขาก็หมด เขารีบล้วงเข้าไปในกระเป๋ายังชีพเพื่อจะเติมะุ แต่เอไอตนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาหาเขา แต่โชคดีที่พันธกรเข้ามาขวาง และเสียบมีดทหารของพ่อเข้ากลางหน้าผากของมันจนตาย จากนั้น เขาก็กระชากมันออกมา แล้วฟันเป็แนวขวาง ปาดคอเอไออีกตนหนึ่งจนเืสีดำของมันสาดกระจาย
“ขอบใจมาก น้องพัน!!” ทรัพย์สินเติมะุเสร็จพอดี แล้วเขาก็โจมตีต่อ กมลเองก็โจมตีเช่นกัน แล้วก็มีะุเลเซอร์ยิงออกมา โดนผนังด้านหลังจนะเิหายไปทั้งแถบ พันธกรจัดการยิงเอไอตนนั้นที่เป็ตัวปล่อยแสงเลเซอร์ออกมา พลางหันไปมองด้านหลัง
“ไม่นะ!!” พันธกรเข้าไปดูอาการของสุธิวุฒิที่นอนาเ็อยู่ เขาาเ็สาหัส บริเวณหน้าอกมีเืเต็มไปหมด พันธกรร้องเรียกวรรณสาให้มาช่วยดูอาการของสุธิวุฒิหน่อย วรรณสากับเขาก็เลยช่วยกันแบกร่างของสุธิวุฒิเข้าไปไว้ในห้องหนึ่ง ก่อนที่พันธกรจะออกมาลุยต่อ และปล่อยให้วรรณสาปฐมพยาบาลสุธิวุฒิ
เธอเลิกเสื้อของเขาออก ก็เห็นาแขนาดใหญ่กลางหน้าอก วรรณสาส่ายหน้า แผลหนักขนาดนี้รักษาไม่ได้แน่นอน แต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้ เธอพยายามมองหาผ้าเพื่อจะมาห้ามเืที่ไหลออกมาเรื่อยๆ ขณะที่พันธกรออกไปต่อสู้กับพวกเอไอที่ต่างพากันขึ้นบันไดมา เขาจัดการปลิดชีพพวกมันโดยการยิงเข้าที่ส่วนศีรษะจนะเิแตก
“เฮ้ย! เมื่อไหร่พวกแม่งจะหมดสักทีวะ?” ชัชชัยะโออกมา ภัทรที่ถือปืนลูกซองก็จัดการกับเอไอตัวหนึ่งไปได้ แต่พวกเอไอก็มีมากเหลือเกิน พวกมันพากันกรูเข้ามา อัดแน่นเต็มชั้นสองไปหมด ทรัพย์สินจึงสั่งให้ทุกคนขึ้นไปบนชั้นสาม พันธกรที่รู้ดีว่าวรรณสาอยู่ชั้นสอง เขาก็ร้องเรียก
“สา!!!” เขาเรียกชื่อเธอ แต่ก็ไม่ทันแล้ว พวกเอไอพากันตามพวกเขาขึ้นมาชั้นสาม พันธกรจัดการยิงะุปืนพกออกไปจนะุหมด เขาถึงกับหัวเสียทันทีแล้วเปลี่ยนอาวุธจากปืนมาเป็มีดของพ่อ เขาจัดการเฉือนคอเอไอตนหนึ่งจนมันล้มลงไปกับพื้น จากนั้นก็แทงเข้าไปที่ส่วนอกของอีกตนหนึ่ง ฝ่ายปฏิคมเองก็ะุหมดแล้ว เขาไม่มีเวลาเติมะุ จึงใช้ขวานที่พกได้มาแต่แรก ฟาดฟันใส่อวัยวะต่างๆ ของพวกเอไอจนขาด เขาเน้นบริเวณส่วนคอ จัดการตัดคอของพวกเอไอไปเสีย พวกมันล้มลงไปกับพื้น ที่พื้นมีเืสีดำของพวกมันไหลนองพื้น แล้วร่างของพวกมันก็ย่อยสลายหายไป
ทางด้านวรรณสา เธอได้ยินเสียงดังปึงปังบนชั้นสามก็พอรู้ว่าพวกเอไอคงขึ้นไปถึงชั้นสามแล้ว แต่เธอก็รีบรักษาอาการของสุธิวุฒิ แต่ก็ไม่รู้จะรักษาอย่างไรเพราะแผลมันเปิดกว้างมาก สุธิวุฒิกระอักเืออกมา พร้อมกับจับมือวรรณสาไว้แน่น จนเธอใ
“ปกป้อง...ปกป้องคนอื่นๆ ไว้ด้วย” สุธิวุฒิพูดออกมาอย่างยากลำบาก “ฉัน... ไม่ไหวแล้ว”
“ไม่นะคะ!!!” วรรณสาร้องออกมา แต่สุธิวุฒิก็หลับตาลง เขาเสียชีวิตไปแล้ว วรรณสาถึงกับยกมือกุมปากอย่างไม่อยากเชื่อ
“คุณวุฒิ!!” วรรณสาร้องเรียกชื่อเขา แต่เขาก็ไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว วรรณสาร้องไห้ออกมา แล้วก็รีบปาดน้ำตาตัวเองออกไป เธอคิดว่าตัวเองจะอ่อนแอตอนนี้ไม่ได้ เธอทิ้งศพของสุธิวุฒิไว้ในห้องนั้น แล้วขึ้นไปสมทบกับพวกพันธกร้า ก็พบว่ามีพวกเอไอพยายามจะขึ้นไปบนชั้นสามให้ได้ แต่ก็ถูกะุของพวกพันธกรยิงใส่จนล้มลงมาทับกันที่ทางขึ้นบันไดชั้นสาม
วรรณสาจัดการเป่าส่วนศีรษะของเอไอตนหนึ่งทันทีด้วยอาวุธของเธอ พันธกรที่ได้ยินเสียงปืนจากชั้นสอง ก็รู้ว่าเป็วรรณสา เขาะโลั่น “สา!! หลบไปก่อนเร็ว! อย่าขึ้นมาบนนี้!!”
วรรณสาได้ยินเสียงพันธกรร้องบอก แต่เธอก็ไม่ยอมทำตาม เธอยังคงต่อสู้กับพวกเอไออยู่บนชั้นสอง เธอจัดการยิงะุออกไปหลายนัด ะุฝังเข้าไปในสมองของพวกเอไอจนมันล้มลงตายไปกับพื้น พันธกรที่ได้ยินเสียงปืนของวรรณสาดังมาจากชั้นสอง เขาก็ะโถีบพวกเอไอที่กำลังจะขึ้นบันไดมา แล้วพยายามแทรกตัวผ่านพวกเอไอลงไปบนชั้นสองได้สำเร็จ เขารีบวิ่งเข้าไปหาวรรณสาที่กำลังใช้อาวุธของตนยิงพวกเอไอ
“สา! ทำอะไรน่ะ? แล้วคุณวุฒิล่ะ?” พันธกรถามเธอ วรรณสาก็ส่ายหน้าออกมา พันธกรก็พอจะรับรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับสุธิวุฒิ
แล้วพวกเอไอก็เป็ฝ่ายล่าถอยไปเอง พวกมันวิ่งลงมาจากบันไดชั้นสามและลงไปชั้นล่างก่อนจะพากันหนีออกไปจากอาคาร สร้างความงุนงงให้ทรัพย์สินอย่างมาก แต่เขาก็คิดว่าโชคดีแล้ว พวกเอไอคงต่อสู้กับพวกเขาไม่ไหวเลยตัดสินใจถอยทัพกลับไป ทรัพย์สินรีบวิ่งลงมาจนมาถึงชั้นสอง ก็เจอพันธกรกับวรรณสายืนอยู่ เขาถามถึงสุธิวุฒิว่าหายไปไหน?
“เขาตายแล้ว” วรรณสาบอกออกมาเสียงเบา ทรัพย์สินที่ได้ยินอย่างนั้นก็ใ เขารีบวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสามอีกครั้ง ก็พบศพของพวกผู้รอดชีวิตจากอาณาเขตทั้งหมดนอนตายจมกองเือยู่ พวกเขาถูกพวกเอไอจู่โจมด้วยอาวุธจนเสียชีวิตทั้งหมด
“ไม่จริงนะ” ทรัพย์สินว่าออกมาพลางยกมือกุมปาก “ทำไม? เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงเป็แบบนี้?”
ฝ่ายชัชชัยที่รู้ดีว่าตัวเองเป็คนผิดที่ดันไปเปิดไฟฉาย แต่เขาก็ไม่กล้ายอมรับตอนนี้ แต่ปราชญาสังเกตขึ้นมาได้ เขาหันมาหาชัชชัยพร้อมกับกล่าว “น้องชัยเป็คนเปิดไฟฉายใช่ไหม?” เขาถามเสียงตะคอก “พวกมันคงเห็นแสงไฟก็เลยตามมาน่ะสิ!! บ้าชะมัด”
ชัชชัยถึงกับพูดอะไรไม่ออก ตอนนี้เขารู้สึกตัวว่าเป็เหมือนเอกราชแล้วที่หาเื่ให้คนอื่น เขาทรุดตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง ก่อนจะยกมือกุมศีรษะ
“น้องชัยทำแบบนั้นทำไม!?” ปราชญาต่อว่าชัชชัย “ทำไมจู่ๆ ไปเปิดไฟฉายกัน? หา?”
“พอเถอะครับ ไอ้ชัยมันไม่ได้ตั้งใจหรอก” ภัทรเข้ามาปกป้องเพื่อนสนิทที่กำลังยกมือกุมศีรษอยู่ ทรัพย์สินที่คาดไว้แล้วว่าต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เขาก็ถอนหายใจออกมา ทุกคนตายหมดแล้ว เหลือแต่เพียงพวกเขาเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ ทรัพย์สินรู้สึกละอายใจที่ตัวเองปกป้องคนอื่นไม่ได้
“ทุกคนตายหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว” ทรัพย์สินว่าขึ้นมา ปราชญาที่กำลังอารมณ์เสียกับชัชชัยก็เดินลงบันไดไปชั้นสอง ฝ่ายชัชชัย เขาก็ยกมือกุมศีรษะไม่หาย จนภัทรต้องเข้ามาปลอบ
“เฮ้ย แกอย่าคิดมากไปเลย แกไม่ได้ตั้งใจ”
“แต่ถ้าฉันไม่เปิดไฟฉายส่องดูข้างนอก เื่แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น” แล้วจู่ๆ ชัชชัยก็ร้องไห้ออกมา ทำเอาภัทรใ เพราะไม่เคยเห็นชัชชัยร้องไห้ออกมาก่อน “ความผิดทุกอย่างเป็ของฉันเอง”
ภัทรพยายามประคองชัชชัยให้ยืนขึ้นและเดินลงบันไดไปชั้นสอง ชัชชัยรู้สึกผิดอย่างมากกับเหตุการณ์นี้ เขาร้องไห้ออกมาอย่างไม่หยุด ปราชญาที่เห็นดังนั้นก็ตวาดใส่
“ร้องไห้ออกมาก็ช่วยอะไรไม่ได้!” ปราชญาด่าชัชชัย “เพราะน้องนั่นแหละ ทุกคนถึงได้ตาย จำไว้!”
ภัทรเงยหน้ามามองปราชญาอย่างไม่พอใจ ปราชญาเองก็ไม่พอใจเช่นกัน ฝ่ายทรัพย์สิน เขาก็เก็บเสบียงที่เหลือจากภายในอาคารนี้เข้ากระเป๋าจนหมด มีทั้งขนมและน้ำดื่ม ก่อนที่เขาจะบอกให้ทุกคนออกจากอาคาร เพราะคงนอนที่นี่ไม่ได้แน่นอน นอนที่เดียวกับที่มีศพคนตายไม่ได้
คณะเดินทางเริ่มเดินทางต่อ พวกเขาออกมาจากอาคารสำนักงานที่เกือบจะพังทลายลงมาแล้ว ทรัพย์สินนิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำ ขณะที่ปราชญายังโมโหชัชชัยอยู่ ชัชชัยก็ยังไม่หยุดร้องไห้ จนภัทรต้องปลอบอีกครั้ง
“ไม่เอาน่า แกไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย” ภัทรพยายามปลอบเพื่อนแต่ไม่ดีขึ้นเลย ชัชชัยร้องไห้จนตาแดง แต่เพราะความมืดเลยไม่มีใครมองเห็นเลย พันธกรที่เห็นชัชชัยเป็แบบนั้น เขาก็เดินเข้ามาปลอบใจบ้าง
“ไม่ใช่ความผิดของนายหรอก” พันธกรพยายามปลอบอย่างดีที่สุดแล้ว “อย่าเสียใจไปเลย ที่คนตายไม่ใช่เพราะนายนะ นายไม่อยากให้เกิดเื่แบบนี้ไม่ใช่เหรอ?”
“มันก็ใช่ แต่ถ้าฉันไม่ฉายไฟออกไป เื่แบบนี้ก็คงไม่เกิด...” ชัชชัยสะอื้นไห้ออกมา “ฉันขอโทษ ขอโทษที่ทำให้เกิดเื่นี้ขึ้น ฉันสำนึกผิดแล้ว ลงโทษฉันเถอะ”
แล้วชัชชัยก็ทรุดนั่งเข่าลงบนพื้น พันธกรส่ายหน้าแล้วก็ยกตัวชัชชัยให้ขึ้นมายืนเหมือนเดิมก่อนจะกล่าว “จะไม่มีการลงโทษอะไรทั้งนั้น ก็บอกแล้วไงว่านายไม่ได้ตั้งใจ”
ชัชชัยเอาแต่ร้องไห้ออกมา วรรณสากับกมลเองก็หันมาดูชัชชัยเหมือนกัน แต่เพราะความมืด ทำให้มองไม่เห็นใบหน้าของชัชชัย วาสุกรีก็เช่นกัน เขารู้ดีว่าชัชชัยไม่ได้อยากให้ทุกคนตายหรอก เขาเลยให้อภัยชัชชัย แต่ดูเหมือนชัชชัยจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย
“เฮ้อ! นี่ก็สามทุ่มแล้ว” ทรัพย์สินพูดออกมาในที่สุด เขามองดูนาฬิกาข้อมือก่อนจะหันไปบอกกับทุกๆ คน “หาที่พักที่อื่นกันเถอะ แล้วรีบๆ ลืมเื่นี้ไปซะ”