เจี้ยนหนิงนอนคุมโปงในห้องนอนเก่าๆ ขนาดเล็ก เมื่อเธอเข้ามาก็ถูกบ่นแทบจะทันที
“เจี้ยนหนิงนี่ยังเช้าอยู่เลย จะรีบนอนไปไหนล่ะมาช่วยแม่ทำเต้าหู้ก่อน เสร็จแล้วค่อยนอนนะ”
เจี้ยนหนิงโผล่เพียงหัวออกมาจากผ้านวม น้ำเสียงไม่น่าฟังนัก “แม่หนูเหนื่อยแล้ว ขอนอนพักผ่อนหน่อยไม่ได้เหรอ วันนี้ก็ตื่นเช้าั้แ่ตีสี่ จะให้ไปช่วยอีกไม่ไหวหรอก ง่วงจะตายอยู่แล้ว”
มู่ฉินไม่ปล่อยให้ลูกสาวนอนง่ายๆ เธอเดินเข้ามาเปิดผ้าห่มแล้วลากออกไป
“แม่! เดี๋ยวสิจะทำอะไรน่ะ หนูไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะแม่ ขืนใครเห็นเข้าอายเขาตาย!” เจี้ยนหนิงเริ่มโวยวาย อย่างน้อยตอนนี้เธอก็มีอายุ 25 ปีแล้วนะ แต่แม่กลับทำเหมือนเธอเป็เด็กอนุบาลเวลางอแงไม่ไปโรงเรียน
“ก็ลูกเป็แบบนี้ไงแม่ถึงต้องลากลูกออกไป” มู่ฉินยืนกราน “นอกจากลูกจะหางานทำได้ ไม่งั้นก็ออกไปช่วยแม่ทำงาน หรือไม่ก็กลับไปหาสามีพร้อมกับฟ่านฟ่าน”
“โธ่แม่ หางานทำน่ะหาแน่แต่หากแม่ลากหนูไม่ปล่อย ไม่ให้เวลาพักหนูคงเป็ลมหมดแรงตายพอดี เพราะฉะนั้นขอพักหน่อยนะแม่ ไม่นานหรอก นอนสักห้าชั่วโมงเอง ไม่สิสาม...สอง...หนึ่งชั่วโมงก็ได้ นี่ต่อไม่ได้แล้วนะแม่ ไม่งั้นหนูก็ไม่ได้อะไรเลย”
“พูดอย่างกับแม่ค้าปากตลาด” มู่ฉินส่ายหน้าด้วยความเหลืออด จากนั้นปล่อยมือที่กำลังลากลูกสาว “งั้นเอางี้ ่ตีสี่ลูกต้องขึ้นเขากับแม่ไปหาของป่าทุกวัน ตอนกลางวันก็พักผ่อนหรือไปหางานทำ แต่ถ้าหากผ่านไปแล้ว 1 สัปดาห์ลูกยังไม่สามารถหางานทำได้ล่ะก็ รู้ใช่ไหมว่าต้องช่วยแม่ทำน้ำเต้าหู้ขาย”
“ในเมื่อแม่ยื่นข้อเสนอหนูก็รับคำท้า ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์รับรองว่าจะต้องหาเงินได้หนึ่งร้อยดอลลาร์ฮ่องกง!” เจี้ยนหนิงที่กำลังอารมณ์เสียเพราะไม่ได้นอนหูผึ่งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินข้อเสนอของฉินมู่ ด้วยระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์เธอมองว่าการหางานไม่ใช่เื่ยาก โดยเฉพาะหญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 เรียนจบบริหารอย่างเธอ โอกาสย่อมมีให้คว้า
“ปากดีไปเถอะ แต่ถ้าหาไม่ได้ล่ะก็โดนแน่” มู่ฉินทิ้งคำขู่ไว้แล้วปิดประตูห้องดังปัง
เจี้ยนหนิงที่ง่วงนอนตาสว่างเป็ปลิดทิ้ง เธอดีดตัวขึ้นมาจากพื้น แง้มบานหน้าต่างมองออกไปข้างนอก เห็นว่าแม่กำลังทำงานอยู่
“แม่แข็งแรงมาก หลังจากพ่อเสียเธอก็เลี้ยงดูเจี้ยนหนิงตัวคนเดียว นับว่าเป็ผู้หญิงแกร่ง ในยุคเก่านี้ใช่ว่าใครจะเลี้ยงลูกเรียนจบมัธยมปลายได้เหมือนเธอ ดังนั้นฉันคงต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่มีอู๋เล่ยก็อยู่ได้สบาย”
ฮ่องกงปี 80 มีใครหลายคนที่ขาดการศึกษา ใจจริงเจี้ยนหนิงคนเก่าอยากเรียนสูงกว่านี้แต่เพราะเห็นแม่ลำบาก หลังจากเรียนจบมัธยมปลายจึงเริ่มทำงานในร้านอาหารเล็กๆ พลอยทำให้รู้จักผู้คนจำนวนมาก
เจี้ยนหนิงปิดหน้าต่าง พึมพำกับตัวเอง “อินเตอร์เน็ตยังไม่ถูกพัฒนาหาข้อมูลได้ยาก มีเพียงหนังสือพิมพ์เท่านั้นที่พอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับงานหรือตลาดหุ้น”
หากย้อนไปในจีนคงน่าปวดหัว หุ้นก็ซื้อไม่ได้ ทำธุรกิจก็ไม่ได้นอกจากทำงานเป็พนักงานโรงงานหรือข้าราชการเงินเดือนน้อย ข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่เหมาะกับการลงทุนในยุค 80 แต่โชคดีเกิดใหม่บนเกาะฮ่องกง ขอเพียงมีข้อมูลและเงินทุนเจี้ยนหนิงเชื่อมั่นว่าเธอจะสามารถทำเงินได้อย่างที่คุยโม้กับแม่
“คุณยายคะ ที่บ้านเรามีหนังสือพิมพ์หรือเปล่าคะ” เจี้ยนหนิงเดินออกไปจากห้องพร้อมกับห่มผ้าผืนหนาไว้บนตัว เพราะไม่เห็นใครอยู่ในบ้านเวลานี้สงสัยไปทำงานกันหมด เธอจึงถามคุณยายที่นั่งผิงเตาไฟอยู่กลางลานบ้าน
“หนังสือพิมพ์หรอ...ดูเหมือนว่าจะมีนะ มันอยู่ในห้องของมู่เจิ้น เดี๋ยวยายจะเข้าไปหยิบให้” มู่เถาหันหน้าไปมองหลานสาวแล้วเผยรอยยิ้มน้อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินไปที่ห้องหลานชาย เจี้ยนหนิงเห็นอย่างนั้นก็เข้าไปช่วยพยุง ถึงมู่เถาจะอ้างว่าตัวเองยังแข็งแรงอยู่แต่คนแก่อายุ 70 ปีไม่ใช่เด็กอายุ 10 ขวบ หากล้มขึ้นมาคงเป็เื่ยาก ยิ่งค่ารักษาพยาบาลแพงๆ คนบ้านมู่ไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอก
ห้องบ้านสกุลมู่ถูกจัดสรรอย่างดีโดยคุณตาที่เสียไปเมื่อสองปีก่อน แต่ถึงอย่างนั้นห้องก็ค่อนข้างเล็ก ผนังทำมาจากอิฐแดงต่อเป็ชั้นๆ ยังไม่ได้ฉาบ ดูจากฝีมือการทำแล้วน่าจะซื้ออุปกรณ์มาทำเอง หากวันใดวันหนึ่งล้มพังขึ้นมาคงล้มทับคนในห้อง เช่นเดียวกับห้องของเจี้ยนหนิงที่อาศัยอยู่ตอนนี้
“นี่ไงหนังสือพิมพ์”
“ขอบคุณค่ะคุณยาย”
เจี้ยนหนิงพอได้หนังสือพิมพ์ก็ออกมาจากห้องของคนอื่นเพราะไม่อยากอยู่นาน กลิ่นค่อนข้างอับ ดมแล้วแสบจมูกแปลกๆ เธอมานั่งกลางแจ้งพร้อมกับคุณยาย ข้างหน้าเป็เตาผิงเล็กๆ ใส่ฟืนแห้งช่วยไล่ความหนาวให้ออกไป
เจี้ยนหนิงคลี่หนังสือพิมพ์อ่าน มันเป็ฉบับของเมื่อ 3 วันที่แล้ว เนื้อหาในหนังสือพิมพ์ไม่เหมือนกับศตวรรษที่ 21 มันค่อนข้างเชยและล้าสมัย การจัดเรียงเนื้อหาต่างๆ อ่านแล้วชวนปวดหัว
มีข่าวเกี่ยวกับดาราฮ่องกง สภาพอากาศ หุ้น นิยายรายวัน ข่าวสนามม้า และอื่นๆ เพียงไม่กี่อย่าง
“ฉันไม่สามาถแทงม้าได้ ถึงกำไรจะมหาศาลแต่ความเสี่ยงสูง หากเป็หุ้นล่ะก็ไม่ยาก เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีเงินทุน...” ในฐานะเ้าของธุรกิจหลายพันล้านหยวนเจี้ยนหนิงเริ่มต้นจากการเทรดหุ้น มองดูว่าหุ้นไหนสามารถทำกำไรได้ ซื้อตอนที่มันราคาถูก รีบขายก่อนที่จะติดดอยขาดทุน
นั่นคือตอนที่เธอทำทุกอย่างเองด้วยเงินเพียงไม่กี่หยวนหลังเรียนจบปริญญา ทุกคำสั่งซื้อสามารถใช้โทรศัพท์ เพียงแค่กดตัวเลขลงไป แต่ตอนนี้คือยุค 80 ลืมเื่โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตไปได้เลย
“ฉันต้องมีเงินทุนเพื่อซื้อหุ้น เพียงแต่ว่าทำงานอะไรดีจะให้ผลตอบแทนเยอะๆ ในระยะเวลาสั้น” เจี้ยนหนิงเริ่มพลิกหนังสือพิม ดูเนื้อหาข่าวรวมถึงงานที่ลงประกาศในนี้
“นี่คือยุคที่หนังสือพิมพ์ได้รับความนิยม ทุกบ้านต้องมีหนังสือพิมพ์ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยสื่อออนไลน์ภายหลัง ไม่รู้ว่าเ้าของธุรกิจหนังสือพิมพ์ทำกำไรได้เท่าไหร่ต่อหนึ่งวัน มันน่าอิจฉาจริงๆ” เจี้ยนหนิงขบริมฝีปากบาง หากมีเงินล่ะก็จะเทคโอเวอร์สำนักพิมพ์ทันที นอกจากจะเป็ยุคที่หนังสือพิมพ์เฟื่องฟูแล้ว ยุค 80 ภาพยนตร์ฮ่องกงยังโด่งดังอีกมาก เธอสามารถทำกำไรได้ ตราบใดที่ควบคุมสื่อในมือ
หลังจากมองดูแล้วเจี้ยนหนิงก็หันความสนใจไปที่นิยายรายวัน
“ฉันไม่สามารถทำงานเป็ลูกจ้างใครได้ ทุกคนสิต้องทำงานให้ฉัน เพราะฉะนั้นลืมเื่โรงงานไปได้เลย ค่าแรงถูกทำงานไม่ได้พักอาชีพที่พอทำเงินได้ตอนนี้คงเป็นักเขียนนิยายสินะ” เจี้ยนหนิงเริ่มมีรอยยิ้มมุมปาก
“ปี 2023 ที่ฉันจากมามีนักเขียนจำนวนมากติดอันดับรายได้มหาศาล หนังสือพวกนั้นตอนนี้ยังไม่ถูกตีพิมพ์ อีกอย่างตอนนี้ยังไม่มีสำนักพิมพ์นิยายเป็การเฉพาะ การเผยแพร่ผลงานดูจะยากเอาเื่เพราะมีเพียงหนังสือพิมพ์เท่านั้น แต่ด้วยบทประพันธ์ที่ฉันคัดลอกจากอนาคต รับรองว่ามันจะเป็เื่ง่ายที่พวกเขาจะตีพิมพ์”
หลังจากไตร่ตรองถึงสิ่งที่ต้องทำเจี้ยนหนิงก็ไปที่ห้องสมุดชุมชน จำได้ว่าที่นั่นมีหนังสือหลายเล่มให้อ่าน เพิ่มพูนความรู้ของชาวบ้าน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลกล่าว นอกจากนั้นยังมีเครื่องพิมพ์ดีด เจี้ยนหนิงคิดจะใช้สถานที่ดังกล่าวเป็ที่ทำงานชั่วคราว
เมื่อมาถึงเจี้ยนหนิงพบว่าห้องสมุดชุมชนค่อนข้างว่าง บางคนมองว่าเป็เื่ไร้สาระในการอ่านหนังสือ จึงนิยมทำงานั้แ่เด็ก เพื่อที่จะเก็บเงินเยอะๆ ก่อนแก่ตัวไปแล้วไม่มีแรง
เจี้ยนหนิงเคยใช้เครื่องพิมพ์ดีดสมัยเด็กๆ เพียงทดลองพิมพ์ไม่กี่ครั้งก็เข้าใจการทำงาน เธอใช้เวลาที่นั่นในการเขียนนิยายแนวย้อนเวลา ตัวเอกย้อนเวลาไปหาจักรพรรดิองค์แรกของจีน นั่นคือจิ๋นซีฮ่องเต้ นิยายเื่นี้โด่งดังมาก ถึงขนาดยุคนั้นได้ดาราชั้นนำร่วมแสดง และแม่ของเธอก็ชอบดูติดหน้าจอ
เจี้ยนหนิงเริ่มเขียนนิยายเท่าที่จำได้ รู้สึกตัวอีกทีท้องก็ร้อง ต้องหยุดงานชั่วคราวแล้วกลับไปที่บ้าน แต่เมื่อเดินออกจากห้องสมุดชุมชนก็พบกับชายที่ไม่อยากเจอหน้า
“อู๋เล่ย นายมาทำอะไรแถวนี้ ไม่ทำงานหรือไง” เจี้ยนหนิงไม่รังเกียจอีกฝ่าย เอาจริงๆ เขาก็หล่อเอาเื่ นอกจากนั้นยังเป็ถึงบุรุษไปรษณีย์ มีอะไรบ้างที่ไม่ดี แต่ถึงอย่างนั้นเธอรักในศักดิ์ศรี จะให้ยอมอ่อนข้อให้เขาเหรอไม่มีวันหรอก
อู๋เล่ยดูเหมือนจะประหลาดใจที่เห็นภรรยา “ผมมาส่งจดหมาย กำลังทำงานอยู่ แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่ ฟ่านฟ่านอยู่ไหนล่ะ”
“แกคงไปเล่นกับเพื่อนนั่นแหละ ส่วนฉันก็มาทำงาน” พูดจบเธอก็ซ่อนกระดาษไว้ข้างหลัง
“ทำงาน...” อู๋เล่ยไม่เห็นกระดาษที่เธอซ่อนไว้ ดังนั้นจึงเดาไปคนละทาง “อย่าบอกนะว่าทำความสะอาดห้องสมุดชุมชน”
“บ้าเหรอ! ฉันไม่ได้ทำงานเป็คนทำความสะอาดซะหน่อย”
“เหรอ...แล้วเข้าไปทำไม”
“ก็แค่...หาข้อมูลเท่านั้นเอง หาข้อมูลสำหรับเริ่มงานใหม่”
“อย่างนี้นี่เอง ให้ผมช่วยไหม ผมช่วยได้นะ ผมรู้จักเ้าหน้าที่ในโรงงานหลายคนเลย”
“ขอบใจ แต่น้ำใจของนายวางไว้ตรงนั้นแหละ!”