“เชิญทั้งสองคนลงมายังจุดเเข่งขันด้วยครับ”
เสียงนักพากย์ที่ดังสนั่นหวันไหวไปทั่วโคลอสเซียมก็ยังดังไม่เท่ากับเสียงเชียร์ของผู้ชมในตอนนี้ราวกับว่าทุกคนตั้งตารอคอยการต่อสู้ของคู่นี้มานาน
ทั้งสองคนเดินลงมาด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง เหมือนกับทั้งสองพยายามที่จะดูเชิงซึ่งกันและกันอยู่ บรรยากาศที่ตึงเครียดท่ามกลางเสียงปรบมือเเละเสียงเชียร์ของคนดู
ทันใดนั้นเอง!!
จู่ๆ เบร็นดิโอ้ก็ยกมือขึ้นด้วยสีหน้าที่ใครก็เดาไม่ถูกว่าเขาคิดจะทำอะไรกันแน่?
“ผมขอยอมเเพ้ครับ”
คำพูดสั้นๆของเบร็นดิโอ้กลับทำให้ผู้ชมไม่พอใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่แข่งของเขาเ้าหนุ่มหมัดเพลิงคนนั้น อาการและสีหน้าของเขาดูจะเป็เดือดเป็ร้อนมาก
“แกเป็อะไรเ้าสี่ตา ไหนบอกว่าถ้าได้สู้กันคงจะสนุกไง!!”
สีหน้าดูไม่พอใจปนกับความเสียใจที่ไม่ได้ต่อสู้ของชู ไม่ได้ทำให้เบร็นดิโอ้รู้สึกหวั่นไหวเลยแม้เเต่น้อย พ่อหนุ่มชุดฮูดค่อยๆหันตัวกลับไปทางเข้าพร้อมกับเดินออกไปโดยไม่สนใจสายตาของผู้ชมแต่อย่างใด
ขณะเดียวกันนั้นเอง…
“ฉันขอสละสิทธิ์!”
คำพูดของชูดังลั่น ทำเอาคนในโคลอสเซียมอึ้งไปตามๆกัน
“.....ในเมื่อทั้งคู่สละสิทธิ์และเดินออกไปแล้ว เราจะไม่ถามพวกเขานะครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพื่อไม่เป็การเสียเวลา เราไปชมคู่ถัดไปกันเลยครับ”
“เฮ้!! รอเดี๋ยวเ้าแว่นสี่ตา”
“ แกเอาของสำคัญที่ฉันมีไปให้ยายแก่นั่น”
ชูทวงสิทธิ์ในการเป็เ้าของเหรียญนั่นคืน สิ้นเสียงพูดของชู เบร็นดิโอ้ก็หันหลังกลับมาตามเสียงอย่างหน้าตาเฉย พร้อมกับยื่นมือที่กำลังบางสิ่งอยู่ให้เ้าของเสียงนั่น
“แบมือสิ”
…
…
“นี่มันเหรียญนำโชคของฉันนี่!! ...นายเอามันคืนมาได้ยังไง??”
ชูถามด้วยความสงสัย
“ก็เหรียญนายเป็รอยผ่าซะขนาดนั้น ตำหนิใหญ่ๆแบบนั้นใครก็พอจะเดาออกกันทั้งนั้นแหล่ะ อีกอย่าง ยายแก่ที่เก็บเงินค่าเข้า เขาก็ไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้น ก็แค่ขอแลกกับเหรียญที่ฉันมี ก็เท่านั้นเอง”
เ้าหนุ่มผมทองเกาหัวยิกๆ เหมือนกับว่าฟังคำอธิบายยาวๆของเ้าแว่นสี่ตาไม่ทัน
….
“เอาเป็ว่า ขอบคุณก็เเล้วกัน”
“นายนี่มันเป็คนที่น่าสนใจจริงๆนะ”
“ไว้มีโอกาสเราคงได้สู้กันนะ”
เบร็นดิโอ้ส่งยิ้มให้กับชูก่อนที่เขาจะหายไปกับฝูงคนที่เเออัดยัดเยียดกันโดยที่ชูไม่ทันสังเกตุ
ณ ตลาดของเมืองลีโอที่คับคั่ง ผู้คนต่างมาที่นี่เพื่อมาหาสินค้าและอาหารสำหรับการเดินทางหรือแม้แต่การเดินกินลมชมวิวก็ยังสามารถทำได้ เพราะบรรยากาศเมืองที่สวยงาม ถึงเเม้ผู้คนจะดูแออัด เเต่ก็เต็มไปด้วยสีสันที่ชวนมอง เสียงเพลงรำไรพอให้จินตนาการถึงความสุขภายในเมืองได้แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม ในขณะที่เสียงร้องจากท้องของชูดังขึ้นเป็ระยะๆเพราะความหิว
เสียงเอะอายโวยวายเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกระทบกระทั่งกันอย่างแรงก็ได้เกิดขึ้นกลางตลาด ผู้คนต่างรุมดูกันอย่างตื่นตระหนกใ มีผู้หญิงคนหนึ่งมาพร้อมกับทหารติดตามสองคน ดูท่าทางจะไม่พอใจแม่ค้าคนหนึ่ง
“เธอกล้าดียังไง เอาขนมกลิ่นทุเรศนี่มาให้ฉันกินได้ยังไง”
เมื่อแม่สาวปากดีคนนั้นพูดจบ ก็ได้โยนขนมของแม่ค้าคนนั้นลงกับพื้นพร้อมกับเหยียบขยี้ด้วยความไม่พอใจ
“ทั้งๆที่ยังไม่ได้ลองกินแท้ๆ ฉันทำมันมาอย่างสุดฝีมือนะคะ”
เธอส่งสายตาจริงจังให้กับแม่สาวปากดีคนนั้น
(เกิดอะไรขึ้นกันนะ ขนมร้านมี้มันแย่ขนาดนั้นเลยหรอ)
ชูดูจะสงสัยกับการทะเลาะกันครั้งนี้มาก เลยแอบมาดูด้วยคน
“ฝีมือห่วยแตกขนาดนี้ไม่น่ามาเป็แม่ค้าขนมได้นะ กลิ่นโคลนเหม็นเน่ามาก เธอน่าจะไปรับจ้างล้างส้วมตามบ้านนะ”
แม่สาวปากดีพูดด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจเป็อย่างมาก ก่อนที่จะโห่ร้องประจานกลิ่นร้านของแม่ค้าคนนี้ว่ามันแย่ขนาดไหน
“ฉันทำมันจากสมุนไพรนะคะ ถึงกลิ่นจะแย่แต่รสชาติมันดีมากนะคะ อีกทั้งยังมีประโยชน์จากสรรพคุณของสมุนไพรด้วยนะคะ ดังนั้นลองกินดูก่อนไหมคะ?”
เธอยื่นขนมชิ้นใหม่ให้กับแม่สาวปากดีคนนั้นอีกรอบ
“นี่เธอกล้าดียังไง เอาขนมสกปรกของเธอมาใกล้ฉันแบบนี้”
แม่สาวผู้้าหาเื่คนนี้ ปัดขนมของเธอออก
“โจ! มอส! พังร้านทุเรศๆนี่ซะ อย่าให้เหลือซาก”
….
“ครับนายท่าน!”
ทหารผู้ติดตามของเธอทั้งสองคน เริ่มพังหน้าร้านของแม่ค้า ทำให้ข้าวของกระจัดกระจาย ชั้นวางของที่ประดับด้วยดอกไม้หลากสี พังไม่เหลือชิ้นดี
ทันใดนั้นเอง!!!
“พวกแกเป็ใคร มารังแกคนไม่มีทางสู้แบบนี้ได้ยังไงกัน”
สถานการณ์ดูจะเปลี่ยนไปเมื่อชูเข้ามาขวางการกระทำของเหล่าอันธพาลพวกนี้
“นี่แกไม่รู้หรอว่าฉันเป็ใคร ฉันคือลูกสาวของผู้มีอิทธิพลในตลาดแห่งนี้ ฉันจะทำอะไรมันก็เป็สิทธิ์ของฉัน”
หญิงสาวปากดีคนนี้พูดด้วยความโอ้อวดในอำนาจของเธอ
“เธอจะเป็ใครมันก็ช่าง แต่มาทำตัวแบบนี้มันก็เท่ากับตัวสวะสังคมทั้งนั้นแหล่ะ”
ทุกคนที่มองดูต่างอึ้งในคำพูดของเ้าหนุ่มคนนี้ ช่างกล้าหาญยิ่งนัก ทันทีที่พูดจบ หมัดของเขาก็เริ่มเปล่งแสงสีแดงรำไร
“แกพูดจาแบบนี้ ไม่ได้ตายดีแน่ ….หึ้ยยย โจ! มอส! จัดการมัน!!!!”
หญิงปากดีชี้นิ้วที่สั่นด้วยความโกรธไปที่หน้าของชู
ทหารทั้งสองคนมุ่งตรงไปที่ตัวชู ด้วยคมดาบ
“บังอาจมาปากดีกับคุณหนูของพวกเรา”
“ย๊ากกก!!! ตายซะเถอะ..”
ขณะนั้นเดียวกันนั้นเอง ชูได้วิ่งเข้าจู่โจมเช่นกัน แต่ที่เหนือกว่านั้นคือความเร็วเเละความรุนแรง ยังไม่ทันที่ทุกคนจะสังเกตุเห็นด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทหารผู้ติดตามทั้งสองคนก็ได้ล้มลงกับพื้นอย่างง่ายดาย
ในขณะที่แม่สาวปากดีคนนี้เห็นทหารของตัวเองล้มไม่เป็ท่า เธอก็พยายามที่จะหนี
“ก..แกมันเป็ปีศาจชัดๆ”
หญิงสาวปากดีที่ดูเหมือนตอนนี้ปากแดงๆของเธอเริ่มซีดอย่างเห็นได้ชัด
“เธอนั่นแหล่ะที่เป็ปีศาจ”
แม่ค้าตัวเล็กๆคนนั้นพูดออกมาอย่างเต็มปาก หลังจากนั้นเธอก็เหมือนจะทำการร่ายเวทมนตร์โดยเธอหยดหยดบางอย่างน้ำลงไปยังคัมภีร์ปริศนา ผมสีชมพูพีชที่ปลิวสบัดและสายตาที่เป็ประกายของเธอทำให้เป็ที่จับตาของคนที่มุงดูอยู่ ก่อนที่จะมีเถาวัลย์แทงทะลุขึ้นมาจากดินในตำแหน่งที่เธอยืน เถาวัลย์ค่อยๆแทงทะลุดินไปยังแม่สาวคนที่เป็ตัวการพังร้านของเธอ ก่อนที่เถาวัลย์นั้นจะพันรัดมัดตัวของแม่สาวปากดีคนนี้ไว้ได้
หลังจากนั้นชาวบ้านก็รุมประชาทัณฑ์เธอด้วยการปาไข่เน่าใส่ ซึ่งไม่จำเป็ต้องใช้กฎหมายของเมืองเลยด้วยซ้ำไป
เมื่อเวลาผ่านไปจนสู่สภาพปกติ เสียงท้องร้องของชูดังขึ้นจนแม่ค้าตัวน้อยได้ยิน
“ขอบคุณมากเลยนะที่มาช่วย”
สาวน้อยพูดด้วยสีหน้าที่นิ่งเงียบ
“ฮ่าๆๆๆ ไม่เป็ไหรหรอกน่า เื่แค่นี้สบายมาก”
เ้าหนุ่มเกาหัวเล็กน้อยแสดงถึงความเป็กันเอง
“งั้นเดี๋ยวฉันจะเลี้ยงขนมนายเอง สนใจไหม?”
…!!!
“เอาสิ”
ชูตอบอย่างไร้ซึ่งอาการปฎิเสธใดๆ
“แต่นายต้องเข้ามาในเกวียนฉันนะ เพราะว่าหน้าร้านฉันมันพังจนไม่มีที่นั่งเเล้ว”
ภายในเกวียนของแม่ค้า
ในนี้เต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆมากมาย ทั้งเตียงนอน โต๊ะที่ไว้สำหรับกินข้าว และโต๊ะที่ดูเหมือนว่าจะเอาไว้ปรุงยาบางอย่าง สรุปง่ายๆคือเกวียนหลังนี้ดูเหมือนบ้านหลังนึงเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าตัวเกวียนจะดูสะอาดสะอ้าน แต่ก็มีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์มากมาย อาจจะเป็เพราะกลิ่นสมุนไพรของเธอ
ตัดภาพมาที่โต๊ะทานอาหาร ในขณะที่ชูกำลังซัดของกินที่เด็กสาวนำมาให้อย่างมากมาย
“ขนมของเธออร่อยมากเลยนะ ถึงกลิ่นมันจะแปลกๆ แต่โคตรอร่อยเลย เธอบอกว่ามันมีประโยชน์ด้วยใช่ไหม”
ชูพูดไปด้วยกินไปด้วย ทำให้คำพูดของเขาดูจะไม่ชัดถ้อยชัดคำเท่าไหร่
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ได้ดังขึ้น
เด็กสาวผมชมพูพีชได้ลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อไปเปิดประตู แต่ทันใดนั้นเอง
….
….
….
“หะ!!! นายคือ?”
ชูะโออกมาด้วยความตกอกใ!!!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ =ㅈ =