“หนูไม่ใช่หวงซูเซียว แต่หนูคือหลิงผูเถา หนูคือผูเถาหรือยัยหนูเกรปของคุณพ่อคุณแม่ยังไงล่ะคะ” หลิงผูเถาคุกเข่าต่อหน้าบิดาและมารดาผู้ให้กำเนิด “ตอนนั้นเป็หนูที่ไม่ดีที่ปฏิเสธและไม่อยากกลับมาอยู่บ้านสวนของเรา หนูทำให้คุณพ่อเสียใจและทำให้คุณแม่ต้องร้องไห้...คุณพ่อคะ คุณแม่คะ ยกโทษให้หนูได้ไหมคะ”
หลิงเหวินไฉกับจินลี่ซือเห็นลูกสาวเพียงคนเดียวของตนเองคุกเข่าร้องไห้อยู่ก็เกิดสงสาร จินลี่ซือกำลังจะเดินเข้าไปประคองลูกสาวให้ลุกขึ้น แต่เธอก็ถูกสามีห้ามไว้เสียก่อน
“คุณจะห้ามฉันทำไมคะ คุณเห็นไหมว่ายัยหนูร้องไห้เสียใจขนาดไหน” จินลี่ซือพยายามสะบัดแขนตนเองให้หลุดจากสามี
ไม่ใช่ว่าหลิงเหวินไฉไม่สงสารลูกสาว แต่การกลับมาอย่างกะทันหันของเธอทำให้เขาทั้งใและแปลกใจ ก่อนหน้านี้ลูกสาวปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมรับเขากับภรรยา แต่ตอนนี้เธอกลับมาขอโทษพวกเขา ท่าทางของลูกสาวมันดูต่างจากคราวที่แล้วที่เจอกันเป็อย่างมาก หรือว่าเกิดเื่ไม่ดีขึ้นกับเธอ
“ยัยหนู” หลิงเหวินไฉจ้องลูกสาว “หนูบอกพ่อมาตามตรงว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนูกันแน่ ทำไมอยู่ดีๆ หนูถึงเลือกที่จะกลับมาอยู่กับเรา หรือว่าครอบครัวหวงทำไม่ดีกับหนู”
“คุณพ่อคะ ก่อนหน้านี้เป็หนูที่ผิดเองค่ะ หนูกลัวความลำบากจึงไม่อยากกลับมาทำไร่ทำสวนกับคุณพ่อคุณแม่ หนูเลือกที่จะอยู่ในสถานะคุณหนูใหญ่สกุลหวงต่อเพราะอยากสุขสบาย” หลิงผูเถาร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจ มันเป็ความรู้สึกเสียใจที่อัดแน่นอยู่ในอก
ไม่ใช่แค่เธอทำให้พ่อกับแม่ต้องร้องไห้ แต่ในวาระสุดท้ายของชีวิต มีเพียงพ่อ แม่ และผู้ชายคนนั้นที่เป็คนเดินทางไปส่งเธอยังสุสาน การกลับมามีชีวิตใหม่ในครั้งนี้ เธอสาบานกับตัวเองไว้ว่าเธอจะทำดีกับพวกเขาให้มากที่สุด แม้จะเป็เพียงชาวสวนที่ยากจนแต่เธอก็ไม่กลัว ขอแค่เธอได้กลับมาอยู่กับพวกเขาก็พอ “พ่อคะ แม่คะ ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าไม่มีใครรักและจริงใจกับหนูเท่าพ่อกับแม่อีกแล้วค่ะ”
“ยัยหนูบอกแม่มา! คนพวกนั้นทำอะไรหนู” จินลี่ซือแกะมือสามีออก เธอรีบวิ่งไปกอดหลิงผูเถาไว้อย่างเสียใจ “หากตอนนั้นแม่พาหนูกลับมาด้วย หนูคงไม่ต้องมาทุกข์ใจแบบนี้ใช่ไหม แม่ผิดเอง”
“ที่หนูไม่อยากกลับมาอยู่กับเราเพราะหนูคิดว่าเราเป็แค่ชาวสวนเหรอ? ใครบอกเื่นี้กับหนู?” หลิงเหวินไฉถามลูกสาว
“พ่อคะ พ่อเชื่อหนูนะคะ ต่อให้ต้องทำงานหนักหนูก็จะอยู่ที่นี่ พ่ออย่าไล่หนูไปเลยนะคะ” หลิงผูเถาคิดว่าบิดายังโกรธและไม่เชื่อใจในการกลับมาของเธอ แต่เธอก็เข้าใจ ตอนที่เธอปฏิเสธพวกเขานั้น เธอยังดูถูกพวกเขาว่ายากจนอีกด้วย
หลิงเหวินไฉเดินเข้าไปกอดภรรยากับลูกสาวไว้ในอ้อมแขนของตนเอง “พ่อไม่ได้โกรธหนู หากหนูได้ยินจากคนอื่นว่าพ่อกับแม่เป็เพียงชาวสวนจึงทำให้หนูไม่อยากกลับมาอยู่กับเราพ่อก็เข้าใจ แต่พ่อแค่อยากรู้เท่านั้นเองว่าใครเป็คนบอกเื่นี้กับหนู เพราะพ่อกับแม่ไม่เคยบอกฐานะที่แท้จริงของเราให้ใครรู้มาก่อนเลยนะ”
หลิงผูเถาเงยหน้าขึ้นมองบิดา “พ่อหมายความว่ายังไงคะ”
หลิงเหวินไฉเปลี่ยนมาจูงมือภรรยาและลูกสาวไปนั่งที่โซฟา จากนั้นเขาก็เดินไปหยิบไวน์แดงมาขวดหนึ่ง “หนูรู้จักสิ่งนี้ไหม?”
“มันคือไวน์แดงเหรอคะพ่อ”
“ใช่แล้ว ไวน์แดงขวดนี้มีอายุในการบ่มมากกว่าสามสิบปี เป็ไวน์ที่ผลิตโดยบริษัท Ling Wine Gargen” หลิงเหวินไฉยิ้มให้ลูกสาว
“Ling Wine Garden! บริษัทผลิตไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศเราน่ะเหรอคะพ่อ พ่ออย่าบอกนะคะว่าไวน์ขวดนี้คือไวน์ราคาแพงที่นักดื่มไวน์ต้องสั่งจองเท่านั้นถึงจะซื้อได้” หลิงผูเถาพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น “ครอบครัวของเราทำงานให้กับตระกูลหลิงเหรอคะ”
“อืม...ลูกจะเข้าใจอย่างนั้นก็ได้ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกคือ Ling Wine Garden และกิจการอีกหลายอย่างภายใต้ชื่อของตระกูลหลิงเป็ของครอบครัวเราทั้งหมด”
“หา! ทั่วทั้งประเทศ C ไม่มีใครไม่รู้จักตระกูลหลิง และตระกูลหลิงที่ว่านั่นคือครอบครัวของเราเหรอคะ”
“ใช่แล้วจ้ะ เราเป็เ้าของหลิงกรุ๊ป และทายาทของหลิงกรุ๊ปก็คือหนูกับพี่ชายของหนู” จินลี่ซือบีบแก้มลูกสาว “พ่อกับแม่ไม่ใช่ชาวสวนจนๆ เหมือนที่คนอื่นเขาบอกหนูหรอกนะ”
“ตระกูลหวงคิดว่าเราจนก็เลยพูดกรอกหูหนูอยู่ทุกวันสินะ หนูถึงไม่อยากกลับมาอยู่กับเรา แต่คราวนี้ทำไมเขาถึงปล่อยหนูมาได้ล่ะ” หลิงเหวินไฉยังวกกลับมาถามเื่เดิม “ถึงหนูไม่พูดพ่อก็มีอีกหลายวิธีที่จะรู้เื่นี้อยู่ดี”
หลิงผูเถาจะบอกว่าเธอเป็คนที่ตายแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้อย่างไรกัน แต่ในเมื่อบิดายังสงสัย เธอจำเป็ต้องบอกความจริงที่เธอประสบมา ถ้างั้นก็...เอาให้น่าสงสารสุดๆ ไปเลยก็แล้วกัน
“ยังไม่พูดอีกเหรอ งั้นพ่อจะสั่งให้คนไปสืบเื่นี้ก็แล้วกัน”
“ไม่ใช่ค่ะพ่อ หนูไม่ได้อยากปิดบังความจริงนะคะ แต่หนูกลัวว่าถ้าหนูเล่าเื่ทั้งหมดให้พ่อกับแม่ฟัง พ่อกับแม่จะต้องเสียใจ”
“ถึงแม้จะเสียใจ แต่แม่ก็ไม่อยากให้หนูเก็บเื่ไม่สบายใจไว้คนเดียวนะจ๊ะ หนูเล่าเื่ทั้งหมดให้พ่อกับแม่ฟังเถอะ จากนั้นหนูก็ลืมอดีตพวกนั้นไปให้หมดแล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่อย่างมีความสุขดีไหมจ๊ะ” จินลี่ซือบอกลูกสาว
“ถ้างั้นหนูจะเล่าเื่ทุกอย่างให้พ่อกับแม่ฟังนะคะ” หลิงผูเถาบอก “หลังจากที่พวกเขาตรวจ DNA แล้วพบว่าหนูไม่ใช่ลูกสาวของพวกเขา จากนั้นพวกเขาก็ออกตามหาและพบลูกสาวที่แท้จริง ชีวิตหนูหลังจากนั้นก็ไม่ต่างจากคนรับใช้ของบ้าน จนพวกเขาสืบรู้ว่าคุณพ่อกับคุณแม่คือผู้ให้กำเนิดหนู พวกเขาจึงให้คุณแม่ไปรับหนูกลับมา แต่ตอนนั้นหนูปฏิเสธเพราะหนูไม่อยากให้คนอื่นมองว่าหนูเป็คุณหนูตกอับ หนูถูกหวงิเฉินกับหวงเหมยลี่กลั่นแกล้งจนสลบไปหลายครั้ง และพวกเขายังถอนหมั้นหนูกับหานซ่งเฉวียน ทั้งยังทำให้หนูอับอายต่อหน้าคนตระกูลหาน ตอนนั้นหนูถึงได้รู้ว่าไม่มีใครรักหนูเท่าคุณพ่อคุณแม่อีกแล้ว หนูตัดสินใจให้หวงิเฉินพาหนูไปตัดชื่อตัวเองออกจากทะเบียนครอบครัวแล้วกลับมาใช้ชื่อหลิงผูเถานี่ล่ะค่ะ”
หลิงผูเถายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้หลิงเหวินไฉ “กระดาษแผ่นนี้คือเอกสารชิ้นสุดท้ายที่หนูมี พ่อจะช่วยเอาชื่อของหนูเข้าไปอยู่ในทะเบียนครอบครัวของเราได้ไหมคะ”
หลิงเหวินไฉรับกระดาษแผ่นนั้นมา เขายิ้มทั้งน้ำตาคลอ “ชื่อที่แสนเชยนี้หนูก็ยังอยากใช้เหรอ”
“วันนั้นคุณแม่บอกหนูว่าชื่อของหนูคือหลิงผูเถา และชื่อนี้เป็ชื่อที่คุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็พี่ชายเป็คนตั้งให้หนูใช่ไหมคะ” หลิงผูเถายิ้ม “ไม่ว่าจะเชยยังไง แต่หนูก็ยังชอบชื่อนี้มากที่สุดค่ะ”
“ลูกชอบก็ดีแล้ว” จินลี่ซือลูบผมลูกสาว “แต่เพราะชื่อของหนูนี่ล่ะ พี่ชายก็เลยตั้งชื่อเล่นให้หนูว่ายัยหนูเกรป ถ้าเขารู้ว่าหนูกลับมาอยู่กับเราแล้ว เขาคงดีใจมาก”
“แล้วตอนนี้พี่ชายอยู่ที่ไหนเหรอคะ”
“เขาไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ความจริงก็เรียนจบมาหลายปีแล้วล่ะ แต่เขาทำงานหาประสบการณ์อยู่ที่โน่นต่อ” จินลี่ซือถามยิ้ม “หนูอยากเจอพี่ชายหนูหรือเปล่าล่ะจ๊ะ”
“อยากเจอสิคะแม่” หลิงผูเถาก้มหน้า “ก่อนหน้านี้หนูทำให้คุณพ่อกับคุณแม่ต้องร้องไห้ พี่ชายจะโกรธหนูหรือเปล่าคะ”
หลิงเหวินไฉใช้โทรศัพท์ตัวเองกดวิดีโอคอลออกไปหาลูกชายทันที
“ฮัลโหล พ่อมีเื่ด่วนอะไรทำไมถึงได้โทรมาดึกป่านนี้ล่ะครับ พ่อไม่รู้เหรอว่าตอนนี้ที่อเมริกาเพิ่งจะเที่ยงคืน” หลิงซีฮันรับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“แกรีบเปิดกล้องสิ มีคนอยากทักทายแก”
“พ่อก็รู้ว่าตอนนอนผมใส่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย” สักพักหลิงซีฮันก็ไม่อยากนอนต่อแล้ว เขาถามบิดาอย่างไม่ไว้ใจ “พ่อยังไม่เลิกหาคนมาดูตัวกับผมอีกเหรอครับ ผมบอกแล้วว่าผมจะหาแฟนเอง พ่อกับแม่ไม่ต้องไปทาบทามใครมาให้ผมแล้ว ส่วนตอนนี้ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวนอนก่อนนะครับ เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะโทรหา”
“พี่ใหญ่คะ” หลิงผูเถาเรียกพี่ชายอย่างกล้าๆ กลัวๆ ในชีวิตที่แล้วที่เขาไม่ได้ไปร่วมงานศพของเธอก็เพราะเขาโกรธ เขาโกรธที่เธอไม่สนใจครอบครัว แต่เอาความรักความไว้ใจไปให้กับครอบครัวจอมปลอมอย่างตระกูลหวง
หลิงซีฮันเปิดกล้องเมื่อได้ยินเสียงนั้น เขาคาดหวังกับเสียงเรียกนั้นเป็อย่างมาก คนที่เขารอคอยมาเป็สิบกว่าปีกลับมาแล้วหรือ?
“ยัยหนูเกรปเหรอ?” หลิงซีฮันมองผ่านหน้าจอแต่ก็ไม่เห็นน้องสาว “เธอไปยืนหลบอยู่หลังคุณแม่ทำไม เธอไม่อยากเห็นหน้าพี่เหรอ แต่พี่อยากเห็นหน้าเธอนะ”
หลิงผูเถาค่อยๆ โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังของมารดา จากนั้นเธอก็โบกมืออยู่หน้าโทรศัพท์ “สวัสดีค่ะพี่ใหญ่”
หลิงซีฮันขมวดคิ้ว “ทำไมเธอถึงผอมอย่างนี้ คนบ้านนั้นไม่ให้เธอกินข้าวหรือยังไง ไม่ได้การแล้ว พี่จะรีบเคลียร์งานที่นี่ให้เสร็จจะได้กลับไปขุนเธอให้อ้วน”
“ถ้างั้นพี่ใหญ่ก็รีบกลับมานะคะ ฉันจะรอ” หลิงผูเถายิ้มให้พี่ชาย พี่ชายของเธอนอกจากจะเก่งแล้วยังหน้าตาดีมาก “พี่กลับมาให้ทันส่งฉันไปเรียนวันแรกให้ได้นะคะ”
“ภาคเรียนที่สองกำลังจะเริ่มแล้วเหรอ? ได้สิ พี่จะรีบเคลียร์งานทางนี้แล้วกลับไปหาเรานะ” หลิงซีฮันบอกกับบิดามารดา “พ่อครับ แม่ครับ ผมจะรีบกลับไปช่วยงานที่บริษัทนะครับ คราวนี้ผมจะไม่ทิ้งงานอีกแล้ว พ่ออย่าเพิ่งยกตำแหน่งของผมไปให้ใครก่อนล่ะ”
“ฉันกำลังจะเขียนพินัยกรรมยกทุกอย่างให้ยัยหนูอยู่เลย” หลิงเหวินไฉบอกลูกชาย
“ถ้างั้นพ่อก็รีบไปเขียนพินัยกรรมเถอะครับ ส่วนผมก็จะทำงานแล้วไปขอเงินเดือนกับยัยหนูเองก็แล้วกัน” หลิงซีฮันพูดจบก็ปิดหน้าจอแล้วไปนอนต่อ เขาต้องเก็บแรงไว้ทำงานเพราะพรุ่งนี้เขายังมีงานต้องทำอีกมาก เมื่อคิดว่าตนเองกำลังจะได้กลับไปเจอน้องสาว เขาก็อยากโยนงานในมือทิ้งไปให้หมดจริงๆ
“ไอ้ลูกคนนี้นี่นะ” หลิงเหวินไฉดูหน้าจอก็เห็นว่าลูกชายวางสายไปแล้ว เขาหันไปยิ้มให้ลูกสาว “พี่ชายลูกก็อย่างนี้ล่ะ อายุตั้งยี่สิบห้าปีเข้าไปแล้วยังทำตัวเป็เด็กอยู่เลย เฮ้อ...คนอื่นเขาแต่งเมียกันจนมีหลานมาให้พ่อกับแม่เลี้ยงแล้ว แต่พี่ชายของหนูกลับทำแต่งาน”
“แต่หนูชอบที่พี่ใหญ่เป็แบบนี้นะคะ ส่วนเื่พี่สะใภ้ พ่อไม่ต้องห่วงนะคะ หนูเชื่อว่าพี่ชายต้องหาลูกสะใภ้ที่ดีและน่ารักมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้แน่ เพียงแค่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง”
“ยังไม่ทันไรก็ออกตัวปกป้องพี่ชายเสียแล้ว พ่อชักจะน้อยใจแล้วสิ” หลิงเหวินไฉแสร้งทำหน้าเศร้า
“เอาล่ะคุณพ่อคุณลูก นี่ก็เลยเวลาเที่ยงมาจนเกือบจะบ่ายแล้ว รีบไปทานข้าวกันก่อนเถอะค่ะ” จินลี่ซือบอกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เลยมื้อเที่ยงมามากแล้ว ลูกสาวของเธอคงจะหิวแย่แล้ว