เย่อวิ๋นจ้องมองเย่หยางราวสุนัขป่าผู้หิวโหยอยากกินเนื้อคน
เย่หยางยิ้มอย่างไม่ยี่หระ ถอนหายใจกล่าวว่า "ในเมื่อเหยื่อติดกับแล้วเ้าก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป อีกทั้งเ้ายังเกลียดชังข้ามากข้าจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากส่งเ้าไปลงนรก”
สิ้นเสียง แสงเย็นวาบเปล่งประกายออกมาจากแววตาของเขาความเฉียบคมไม่ต่างจากดาบอันคมกริบ ทำให้เย่อวิ๋นแสบตาจนไม่กล้าสบตากับเย่หยางตรงๆ
คำกล่าวของเย่หยางทำให้เย่อวิ๋นตื่นตระหนกก้าวถอยหลังอย่างช่วยไม่ได้ ลางสังหรณ์ร้ายแวบขึ้นมาในใจ ถึงกระนั้นพลังที่ได้มาจากโอสถะเิพลังปราณก็ทำให้เขามั่นใจจนพูดเยาะเย้ยขึ้นอีกครั้ง "เลิกเสแสร้งเสียทีไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่ไว้ชีวิตเ้า เ้าต้องตายสถานเดียว”
เย่อวิ๋นหยุดกล่าวเขาต้องรีบสังหารเย่หยางในขณะที่พลังของโอสถะเิพลังปราณยังแสดงผล หากยาหมดฤทธิ์เขาจะไร้เรี่ยวแรง ต้องใช้เวลากว่าสองสามปีในการฝึกฝนให้ฟื้นฟูกลับคืนมา
โอสถะเิพลังปราณเป็ยากระตุ้นพลังปราณช่วยให้คนที่กลืนกินสามารถะเิพลังออกมาใช้ได้ในเวลาอันสั้นแต่มันก็มีข้อเสียมากเช่นกัน ผู้กลืนกินจะต้องแบกรับความเสียหายอย่างหนัก จนแม้แต่ร่างกายของนักรบก็ไม่อาจทานทนไหว
เส้นลมปราณของผู้กลืนกินโอสถะเิพลังปราณจะเกิดความเสียหายทำให้แก่นแท้โลหิตขาดความสมดุลหลังจากยาหมดฤทธิ์คนผู้นั้นก็จะอยู่ในสภาวะอ่อนแอเป็เวลานาน
เช่นเดียวกับเย่อวิ๋นที่กลืนกินโอสถะเิพลังปราณชนิดพิเศษซึ่งมันช่วยรีดแก่นแท้และพลังโลหิตภายในร่างทำให้ผู้ใช้สามารถะเิพลังต่อสู้สูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าทว่าผลที่ตามมาอาจทำให้ผู้ใช้กลายเป็คนพิการ
ด้วยสถานการณ์กดดันในปัจจุบันเย่อวิ๋นจึงถูกบีบบังคับอย่างไร้ทางเลือก หากยังไม่สามารถสังหารเย่หยางได้ก็คงเหลือแต่ความตายที่รอเขาอยู่เท่านั้น
เมื่อคิดถึงเื่นี้ เขาก็กระทืบเท้าลงพื้นทะยานเข้าไปหาเย่หยางโดยไร้กลยุทธ์ใดๆเขา้าบดขยี้เย่หยางด้วยพลังการต่อสู้อันแข็งแกร่งของตนเอง
เย่หยางเหล่ตามองเย่อวิ๋นที่เข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆเขางอขาซ้าย พลันกระทืบลงพื้นอย่างรุนแรง พลังความแข็งแกร่งทำให้เกิดรอยแตกร้าวบนพื้นศิลาจากนั้นก็เหวี่ยงเท้าขวาเตะออกไปอย่างหนักหน่วง
‘ตูม!’
หลังจากเกิดเสียงดังขึ้น ร่างหนึ่งก็ลอยกระเด็นพุ่งไปไกลกว่าสิบจ้างราวกับก้อนหินที่ถูกยิงจากสายเหวี่ยง กระแทกชั้นวางอาวุธที่อยู่ข้างๆ จนเกิดเสียงดังโครมครามทั้งยังกลิ้งไปไกลอีกหลายจ้างก่อนจะหยุดลงในสภาพน่าสังเวช
บรรยากาศเงียบสงัดราวกับความตายชนรุ่นหลังของตระกูลเย่อ้าปากค้างด้วยความใ ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า พบว่าร่างที่ลอยกระเด็นออกไปไกลมิใช่เย่หยาง
เย่อวิ๋นกลืนกินโอสถะเิพลังปราณทำให้พลังการต่อสู้ของเขาเพิ่มสูงขึ้นถึงระดับนักรบ แต่ทุกคนกลับเห็นเย่อวิ๋นลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเลส่วนเย่หยางยังคงยืนนิ่งสีหน้าสงบสุขุม พวกเขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“ปะ...เป็ไปได้อย่างไร”
“ช่างน่าเหลือเชื่อ เหตุใดเย่หยางถึงทรงพลังขนาดนี้”
แม้ว่าเย่หลิงเทียนจะกำลังพัลวันอยู่กับการต่อสู้แต่สายตาและความสนใจของเขายังคงมุ่งไปยังเย่หยางเมื่อเห็นว่าลูกชายสามารถเอาชนะเย่อวิ๋นได้อย่างง่ายดายหัวใจของเขาก็รู้สึกผ่อนคลายลง
ผู้าุโใหญ่กับพรรคพวกเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนสนามประลองหัวใจของพวกเขาก็เย็นเยียบหลอมรวมลมปราณขั้นหกนภาสามารถเอาชนะเย่อวิ๋นที่มีฝีมือความแข็งแกร่งระดับนักรบได้อย่างง่ายดายแม้ว่าเย่อวิ๋นจะไม่ใช่นักรบที่แท้จริงแต่ก็ไม่ใช่คนที่ผู้ฝึกยุทธ์หน้าใหม่ระดับหลอมรวมปราณจะสามารถจัดการได้
นี่หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ หมายความว่าเย่หยางเป็อัจฉริยะที่สามารถต่อสู้เหนือระดับได้หากปล่อยให้เขาเติบใหญ่ คนอื่นๆ ก็มีแต่จะตายเท่านั้น
ผู้าุโใหญ่ร้องะโ "เย่เฟิงพาคนไปสังหารเย่หยางไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นวันนี้เราจะปล่อยมันไว้ไม่ได้เด็ดขาด"
เย่เฟิงซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มผู้ชมยังไม่หายจากอาการตื่นตระหนกตัวเขาสั่นทันทีเมื่อได้ยินคำสั่งของผู้าุโใหญ่
ตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อความภักดีของคนหนุ่มสาวอีกต่อไปแต่เป็การก่อฏที่จะล้มล้างตระกูล ถ้าเขาชนะเขาจะกลายเป็ผู้ปกครองตระกูลเย่หากล้มเหลวพวกเขาจะถูกติดตามไล่ล่าอย่างไม่รู้จบ
เย่เฟิงกัดฟันลุกขึ้นยืนกล่าวกับพรรคพวกที่อยู่ด้านหลังว่า "พวกเ้าทุกคนคงรู้แล้วว่าวันนี้จะเป็วันตายของเย่หยางจงช่วยข้าสังหารเย่หยาง ข้าขอรับประกันว่าอนาคตของพวกเ้าจะอยู่ดีมีสุข"
ทันทีที่กล่าวจบสมาชิกตระกูลเย่มากกว่าหนึ่งโหลที่อยู่ด้านหลังเย่เฟิงส่วนใหญ่ยังอยู่ในอาการลังเลไม่กล้าติดตาม
เมื่อเห็นท่าทางลังเลของพรรคพวก เย่เฟิงก็แอบก่นด่าสาปแช่งในใจเขาโกรธมากแต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาในบรรดาพรรคพวกของเขามีคนนับสิบที่โดดเด่นทั้งยังสนิทสนมกับเขาความแข็งแกร่งของคนเหล่านี้เพียงพอที่จะสังหารเย่หยางคนที่ไม่กล้ายืนหยัดต่อสู้ในวันนี้เขาจะจัดการสังหารทิ้งในภายหลังจากนั้นเขาก็พาพรรคพวกที่ติดตามมุ่งหน้าไปยังสนามประลอง
ทันใดนั้นร่างงดงามของเย่ชิงเสวียนก็ออกมายืนขวางทางเย่เฟิงเอาไว้นางจ้องมองเขาแล้วต่อว่าด้วยสีหน้าโกรธเคือง "ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเ้าจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ใส่ร้ายผู้นำตระกูล แย่งชิงตำแหน่งเ้าตระกูลน้อยของเย่หยางช่างเป็การกระทำที่น่ารังเกียจยิ่งนักหากข้ายังอยู่จะไม่ยอมปล่อยให้เ้าทำร้ายเย่หยางเด็ดขาด”
เมื่อเย่เฟิงเห็นเย่ชิงเสวียนดูถูกเหยียดหยามเขาก็แอบไม่พอใจ แม้เย่ชิงเสวียนไม่ได้ดีกับเขาแต่ก็ไม่ได้แย่เกินไปไม่คิดว่าใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเลวร้ายลงมากเพราะเย่หยาง
“ชิงเสวียน…เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่าคนรู้สถานการณ์ถือเป็คนฉลาดหรือไม่พวกเขาสองพ่อลูกกำลังเข้าตาจน เหตุใดเ้าถึงเป็ห่วงเป็ใยเขานัก” เย่เฟิงชี้แนะอย่างจริงจัง
เย่ชิงเสวียนตะคอกกลับด้วยน้ำเสียงเ็าโกรธเกรี้ยว "พวกเราทั้งหมดถือเป็คนตระกูลเย่ท่านผู้นำตระกูลทำงานหามรุ่งหามค่ำทั้งหมดก็เพื่อตระกูลของเราไม่เคยคิดว่าปู่ของเ้าจะมักใหญ่ใฝ่สูงกลายเป็สุนัขป่าตาขาวมาแว้งกัดเ้านายตนเองทั้งยังสมรู้ร่วมคิดกับคนภายนอกจัดการกับคนในตระกูล ้าให้เย่หยางตายตกไปตามกัน"
“พอแล้ว” เย่เฟิงโกรธจนแทบทนไม่ไหว“เดิมทีข้าอยากจะไว้หน้าเ้าบ้างเพื่อเห็นแก่มิตรภาพสหายเก่าแต่ไม่คิดเลยว่าเ้าจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้เ้าแน่ใจแค่ไหนว่าตนเองจะสามารถหยุดเื่ทั้งหมดนี้ได้แค่ฝีมือขั้นเก้านภาของเ้าน่ะหรือ คิดว่าจะสามารถหยุดพวกเราได้? ช่างโง่เขลาสิ้นดี”
เย่ชิงเสวียนกำลังจะโต้ตอบ แต่ทันใดนั้นก็มีบางอย่างเกิดขึ้น
“พรึบๆ !”ร่างหลายร่างพุ่งออกมาจากฝูงชนมายืนข้างๆ เย่ชิงเสวียนพวกนางล้วนเป็เด็กสาวที่เป็สหายกับเย่หยางทั้งสิ้น
“คิดว่าตัวเองเยอะกว่าสินะ?”
“ข้าไม่ชอบพวกเ้ามานานแล้ว”
“ชิ! เ้ามันก็เก่งแต่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าพยายามหลีกเลี่ยงผู้แข็งแกร่งหากเ้ามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเหมือนอย่างที่เ้าแสดงออกมาจริงเหตุใดเ้าไม่เป็คนไปท้าประลองเย่หยางเองเล่า”
เด็กสาวหลายคนส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมอันน่ารังเกียจของเย่เฟิงอย่างดุเดือด
สีหน้าของเย่เฟิงเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับเด็กสาวเจ็ดแปดคนมาขวางทางพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับพวกนางอย่างไรอยู่พักหนึ่ง
แม้ว่าเย่หยางจะต่อสู้อยู่บนสนามประลองแต่เขาก็แผ่จิตหยั่งรู้ครอบคลุมบริเวณรอบสนามประลองอย่างต่อเนื่องทำให้เขาเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวขี้อายหลายคนกล้าออกมาเผชิญหน้าใน่วิกฤตคับขันก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก
เย่หยางมองดูเย่อวิ๋นที่อยู่ในสภาพน่าสังเวชห่างออกไปกว่าสิบจ้างเขาเดินเข้าไปหาคู่ต่อสู้อย่างช้าๆ พร้อมทิ้งท้ายว่า "ข้าบอกเ้าแล้วการเป็สุนัขรับใช้ต้องจ่ายด้วยราคาแสนแพง น่าเสียดายที่เ้าไม่ฟังข้าแม้แต่น้อยในเมื่อเ้าเป็หนึ่งในสมาชิกของตระกูลเย่ข้าก็จะให้่เวลาที่ดีแก่เ้า”
หลังจากกล่าวจบเขาก็พุ่งทะยานเข้าไปต่อยเย่อวิ๋นที่อยู่ในอาการหวาดกลัว
เย่อวิ๋นรีบหลบเลี่ยงหมัดของเย่หยางถากหน้าผากของเขา แรงลมทำให้เขารู้สึกเ็ปใบหน้า ในใจตื่นตระหนกด้วยไม่คิดว่าเย่หยางจะทรงพลังถึงเพียงนี้
ก่อนจะทันได้เคลื่อนไหวเขาก็รู้สึกเ็ปบริเวณหลังอย่างรุนแรงราวกับถูกค้อนขนาดใหญ่ทุบตีร่างของเขาพุ่งถลาไปข้างหน้า
เย่อวิ๋นกระอักโลหิตออกมาพร้อมสีหน้าหดหู่ไร้เรี่ยวแรงเหม่อมองเย่หยางแล้วกล่าวติดๆ ขัดๆ ขึ้นว่า "จะ...เ้าไม่ใช่เย่หยาง...เ้ามันเป็ปีศาจนี่จะต้องเป็ภาพลวงตา ไม่เป็ความจริง ข้าไม่กลัวเ้า"
เย่อวิ๋นคำรามด้วยความโกรธรีบวิ่งไปหาเย่หยางราวกับคนเสียสติ พร้อมเตะต่อยอย่างมั่วซั่วไร้หลักการใดๆ
เย่หยางรู้สึกสับสนเล็กน้อยกับการเคลื่อนไหวอย่างไร้กฎเกณฑ์ของเย่อวิ๋นดังคำกล่าวที่ว่าจงทุบตีนายเก่าให้ตายด้วยการต่อยมั่วซั่วเพราะไม่มีทางรู้เลยว่าการโจมตีในครั้งต่อไปจะมาในรูปแบบไหน
ในที่สุดเย่หยางก็เข้าใจว่าเหตุใดโอวหยางเฟิงผู้บ้าคลั่งในตอนจบของเื่‘ัหยก’ ถึงได้ทรงพลังนัก
เย่หยางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต่อสู้กับเขาโดยหลีกเลี่ยงการปะทะตรงๆเพราะมันไม่ฉลาดเลยถ้าจะต่อสู้ซึ่งๆ หน้ากับคนเสียสติ
เมื่อผู้าุโใหญ่เห็นเย่อวิ๋นอยู่ในอาการคลุ้มคลั่งบนสนามประลองก็แอบกังวลอยู่ไม่น้อยนี่คือสัญญาณบ่งบอกว่าโอสถะเิพลังปราณใกล้จะหมดฤทธิ์ หากการต่อสู้ยังคงยืดเยื้อต่อไปอีกไม่นานเย่อวิ๋นจะหมดสติเป็แน่
ทางด้านของเย่เฟิงที่กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มเด็กสาวผู้าุโใหญ่ก็ก่นด่าสาปแช่งด้วยความโมโห "ไอ้เ้าหลานโง่! ยังไม่รีบไปสังหารเย่หยางอีก มัวรออะไรอยู่!"
สีหน้าของเย่เฟิงเต็มไปด้วยความลำบากใจ เื่ให้เขาไปสังหารเย่หยางเขาไม่คิดลังเลแม้แต่น้อยแต่เขาไม่อาจลงมือกับสตรีเหล่านี้ได้
“บัดซบ! เหตุใดเ้ายังลังเลอยู่ได้ หากวันนี้เราสังหารเย่หยางไม่ได้พวกเราจะต้องตายกันหมด ผู้ใดขวางทางฆ่าทิ้งให้หมด” ผู้าุโใหญ่ตะคอกอย่างบ้าคลั่งขณะปัดป้องการโจมตีของเย่หลิงเทียน
การไขว้เขวร้อนรนทำให้เกิดช่องโหว่เย่หลิงเทียนตวัดกระบี่ฟาดเข้าใส่จุดตาย โชคดีที่เขาหลบเลี่ยงได้ทันจ้าวหย่งเซิงก็เข้ามาช่วยเหลือได้ทันเวลาเช่นกันเขาจึงได้รับเพียงาแบนไหล่เท่านั้น ไม่เช่นนั้นแขนของเขาคงขาดกระเด็นเป็แน่
เย่หลิงเทียนกล่าวอย่างเ็า "สังหารลูกชายข้าไม่ง่ายสินะ?คิดหรือยังว่าจะหลบหนีอย่างไร"
ความเพลี่ยงพล้ำที่เกิดขึ้นทำให้ผู้าุโใหญ่ไม่กล้าประมาทอีกต่อไปเขาพยายามต่อสู้อย่างระมัดระวังไม่มีเวลาหันไปสนใจสั่งการเย่เฟิง
เมื่อเย่เฟิงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็กัดฟันสั่งว่า "พวกเราสังหารทุกคนที่มาขัดขวาง"
ทันใดนั้นพรรคพวกที่อยู่ด้านหลังเย่เฟิงก็ชักอาวุธออกมาบ่งบอกว่าเตรียมพร้อมโจมตีเย่ชิงเสวียนกับคนอื่นๆ
เมื่อบรรดาเด็กสาวเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่อยากจะเชื่อพวกนางไร้อาวุธ ไม่คิดว่าสถานการณ์จะบานปลายถึงเพียงนี้
เย่เฟิงถือกระบี่ยาวต่อสู้กับเย่ชิงเสวียน แม้เย่ชิงเสวียนจะไร้อาวุธแต่พลังปราณแท้ของนางก็ลึกซึ้งพอๆกับเย่เฟิง
หากเปรียบเทียบสถานการณ์ของเด็กสาวคนอื่นๆ กับเย่ชิงเสวียนพวกนางกลับตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่า ฝ่ายตรงข้ามไม่เมตตาแม้แต่น้อยทุกการเคลื่อนไหวล้วนมาดหมายจะปลิดชีพร การต่อสู้นี้แตกต่างจากการฝึกซ้อมอย่างสิ้นเชิง
หลังการต่อสู้ผ่านไปหลายกระบวนท่าเด็กสาวสองคนก็เพลี่ยงพล้ำ ชุดสีขาวของพวกนางแปดเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตสีแดง
พวกนางยังคงกัดฟันสู้ไม่มีผู้ใดหลบหนีออกจากการต่อสู้ พยายามยืนหยัดสนับสนุนกันอย่างสุดกำลัง
เย่ชิงเสวียนแอบกังวล การเคลื่อนไหวของนางทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆทว่าเย่เฟิงก็เป็ศิษย์คนสำคัญของตระกูลเย่เช่นกันทั้งยังเป็หลานรักของผู้าุโใหญ่ ทำให้เขาได้รับการสนับสนุนมากมายเย่ชิงเสวียนจึงไม่สามารถสยบเขาได้ในเวลาอันสั้น
ขณะที่นางกำลังกังวล อยู่ๆเสียงกรีดร้องของเด็กสาวผู้หนึ่งก็ดังขึ้น นางถูกฟาดร่างลงไปกองกับพื้นกระบี่ยาวจ่อที่ลำคอ
ขณะที่นางคิดว่ากำลังจะตายมือหนึ่งก็มาปรากฏขึ้นต่อหน้านาง มือของผู้ช่วยเหลือจับอยู่บนกระบี่ที่คมกริบโลหิตไหลหยดลงมาที่ปลายกระบี่
เสียงของเขาฟังดูเหมือนมาจากนรกเก้าขุมเย็นเยียบเข้าสู่โสตประสาทของทุกผู้คน "ไม่คิดจะละเว้นแม้กระทั่งสตรีสายเืเดียวกันพวกเ้ามันเลวร้ายยิ่งกว่าเดรัจฉานเช่นนั้นอย่าได้ตำหนิข้าที่จะสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการสังหารพวกเ้า”