“ โอลิเวียนั่นเจ้ามัวทำอะไรอยู่“
แอเรียสเอ่ยถามโอลิเวียที่มัวแต่บินวนไปมารอบๆโกเล็มไม่ยอมออกเดินทางสักที
“ รอครู่เดียวนะพี่แอเรียส ข้ากำลังบอกลาโอเว่นอยู่ “
โอลิเวียกล่าวตอบ
“ โอเว่น..? เจ้าโกเล็มนั่นน่ะเหรอโอเว่น“
แอเรียสขมวดคิ้วพร้อมทวนคำพูดด้วยความงงๆ เขาไม่ยักจะรู้ว่าเจ้าโกเล็มของเขามันมีชื่อตั้งแต่ตอนไหน
“ อื้อออ.. เจ้านี่ชื่อโอเว่น “
โอลิเวียพยักหน้าถี่ๆพร้อมกับชี้ไปที่โกเล็มที่ยืนนิ่งอยู่ราวกับรูปปั้น
“ เจ้าจะไปตั้งชื่อแปลกๆให้มันทำไม เรียกโกเล็มก็พอแล้ว “
แอเรียสบ่นออกมา
“ จะชื่อโกเล็มเฉยๆได้ยังไง ในเมื่อมีชีวิตก็ต้องมีชื่อเรียกสิ “
“ ก็โกเล็มนั่นไงชื่อเรียกของมัน“
“ เรียกโกเล็ม แล้วถ้าพี่แอเรียสสร้างอีกตัวขึ้นมาชื่อมันก็ซ้ำกันสิ “
โอลิเวียยังคงเถียงอย่างไม่ยอมแพ้
“ ก็เรียกมันโกเล็มตัวที่หนึ่ง โกเล็มตัวที่สอง ถ้ามีอีกตัวก็เรียกโกเล็มตัวที่สาม ไม่เห็นจะยากตรงไหน อีกอย่างพันธะสัญญาที่เชื่อมต่อก็ทำให้ข้าควบคุมโกเล็มและแยกแยะพวกมันออกอยู่แล้ว ต่อให้มันมีเป็นร้อยตัวข้าก็แยกแยะออก ไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อให้กับมันก็ได้ “
แอเรียสกล่าวออกมา
“ ก็ข้าจะให้มันชื่อโอเว่น ทำไมพี่แอเรียสไม่เข้าใจ “
โอลิเวียกอดอกพร้อมกับเถียงออกมาอย่างไม่ยอมแพ้
“ ข้าไม่เถียงเจ้าละ โอเว่นก็โอเว่น แค่นี้พอใจเจ้าแล้วใช่ไหม จะได้รีบไปกันเสียที “
ในที่สุดแอเรียสก็เป็นฝ่ายยอมแพ้เสียเอง เขาเคยเถียงกับนางตั้งแต่เรื่องชื่อของเจ้าพวกปักษาแสงจันทร์นั่นแล้ว แอเรียสบอกว่าจะตั้งทำไมให้ยุ่งยากแต่โอลิเวียกลับเถียงว่าพวกลูกปักษาแสงจันทร์ต้องมีชื่อเป็นของตัวเอง และสุดท้ายนางก็ตั้งชื่อให้พวกมันจนได้
ตอนแรกแอเรียสคิดไว้ว่าจะเลี้ยงให้ลูกปักษาแสงจันทร์โตเต็มวัยแล้วค่อยปล่อยมันกลับเข้าป่าไป แต่ดูเหมือนตอนนี้คงไม่ได้เสียแล้วเมื่อมันดันกลายเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของโอลิเวียไปซะนี่ ดูสิตอนนี้พวกมันยังมาบินวนเวียนตามส่งโอลิเวียเลย ทั้งๆที่เขาเป็นเจ้าแท้ๆแต่พวกมันกลับมองไม่เห็นหัวเขาเลยสักนิด
“ พี่แอเรียสเราพา ฟิเนีย ฟิโน่ ฟินี่ และก็โอเว่นไปไม่ได้จริงๆเหรอ “
โอลิเวียหันส่งตาละห้อยคล้ายจะขอความเห็นใจจากแอเรียส นางอยากจะพาเจ้าพวกนี้ไปยังดันเจี้ยนที่แอเรียสบอกด้วย
“ ไม่ได้ !! รีบมาได้แล้ว “
แต่เรื่องนี้แอเรียสไม่ได้อ่อนข้อให้นางอีกต่อไป เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยเด็ดขาด นี่เขาจะไปดันเจี้ยนนะไม่ใช่พาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่น
เมื่อสามวันก่อนระดับพลังของแอเรียสเพิ่มมาเป็นระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่เจ็ดหลังจากที่มันหยุดนิ่งมานาน ในที่สุดเขาก็คิดว่าถึงเวลาที่จะกลับไปเยือนดันเจี้ยนอีกครั้ง ส่วนเหตุผลที่พาโอลิเวียไปด้วยก็เพราะอยากจะให้นางได้ฝึกฝนในการต่อสู้จริง นางเป็นถึงระดับอัศวินแต่การควบคุมพลังยังอ่อนด้อยกว่าพวกนักเวทระดับผู้ใช้มนตราเสียอีก มีบางครั้งที่นางปลดปล่อยระดับพลังออกมาได้อย่างแข็งแกร่ง แต่บางครั้งนางก็ควบคุมพลังได้ไม่ดีนัก
“ ข้าไปก่อนนะ “
เมื่อเห็นว่าแอเรียสไม่ยอมให้พาเจ้าพวกนี้ไปแน่ๆโอลิเวียจึงได้แต่ตัดใจ นางหันไปโบกมือล่ำลาโกเล็มและพวกปักษาแสงจันทร์ทั้งสามตัวก่อนจะหันหลังบินจากมา แต่แล้วสิ่งที่ทำให้แอเรียสไม่อยากจะเชื่อก็เกิดขึ้น เขาเห็นเจ้าโกเล็มโอเว่นนั่นโบกมืออำลาโอลิเวีย เห็นปักษาแสงจันทร์ทั้งสามตัวบินลงมายืนที่พื้นก่อนจะก้มหัวให้โอลิเวียเล็กน้อย แต่พวกมันกลับไม่ได้ร่ำลาเขาที่เป็นเจ้านายของมันเลยแม้แต่น้อย เขาชักเริ่มอยากแยกส่วนโกเล็มแล้วก็จับเจ้าพวกปักษาแสงจันทร์มาทำเมนูนกย่างแล้วสิ
หลังจากเดินทางอยู่ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงเป้าหมาย ด้านหน้าของพวกเขาคือประตูสีเทาบานเก่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งบรรพกาล บนบานประตูสลักเอาไว้ด้วยลวดลายของสัตว์อสูรอันน่าหวาดกลัวที่กำลังอ้าปากคำรามขมขู่ศัตรู ที่ดวงตาข้างหนึ่งของมันประดับเอาไว้ด้วยอัญมณีสีแดงเข้ม ครั้งนี้พลังของแอเรียสเพิ่มขึ้นกว่าครั้งก่อนมาก ไม่ต้องสัมผัสบานประตูเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของสัตว์อสูรแล้ว
“ พี่แอเรียส..นี่คือดันเจี้ยนเหรอ “
โอลิเวียเอ่ยถาม
“ ใช่แล้วที่นี่แหละคือดันเจี้ยน ภายในนี้มันเต็มไปด้วยสัตว์อสูรจำไว้ว่าห้ามประมาทเด็ดขาด ครั้งที่แล้วการต่อสู้กับฝูงก็อบลินก็ดันมีคนอื่นมาขัดขวางเสียก่อน แต่ครั้งนี้ข้ารับรองว่าไม่มีใครมาขัดขวางแน่ หวังว่าเจ้าคงไม่ทำให้พี่ชายคนนี้ผิดหวังนะโอลิเวีย “
แอเรียสอธิบายออกมาด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะลูบหัวโอลิเวียเล็กน้อย พอแทนตัวว่าพี่ชายก็ทำให้เขารู้สึกเขินเล็กๆเหมือนกันแหะ
“ อื้ม.. ข้าจะพยายาม “
โอลิเวียสูดหายใจเข้าไปลึกๆก่อนจะทำท่าเตรียมพร้อมจะต่อสู้
ในที่สุดบานประตูก็ถูกเปิดออก ดันเจี้ยนชั้นที่หนึ่งแทบจะไม่อันตรายใดๆเลยก็ว่าได้ เพียงแค่โอลิเวียคนเดียวก็สามารถกวาดล้างพวกมันได้จนหมดแล้ว ชั้นสองจนถึงชั้นห้าก็ไม่ต่างกันมากนัก คงเพราะว่าครั้งที่แล้วแอเรียสจัดการกับพวกสัตว์อสูรไปเป็นจนเกือบหมดเลยทำให้พวกมันหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น ตั้งแต่ชั้นหนึ่งจนถึงชั้นห้าพวกเขาใช้เวลาเพียงสามวันเท่านั้น มันช่างแตกต่างกับครั้งแรกที่เขาเข้ามาในดันเจี้ยนแห่งนี้จริงๆ
การมาดันเจี้ยนของแอเรียสในครั้งนี้เขาเตรียมพร้อมเอาไว้หมดแล้วทั้งเสบียงอาหารรวมถึงการจัดการเรื่องของตระกูล เขาได้บอกแก่พ่อแม่ของเขาและฟาร์ฮานให้รับรู้เรื่องดันเจี้ยนแล้ว เรื่องของเหมืองก็ฝากให้คานล์เป็นคนช่วยเก็บแร่ที่เขาบอกแก่ทุกคนว่าเป็นแร่เงินเอาไว้ให้ และเขายังให้โกเล็มคอยทำหน้าที่เป็นดั่งอัศวินคอยคุ้มครองตระกูลอีกด้วย หากไม่ใช่นักเวทปราชญ์บุกมาด้วยตัวเอง ด้วยระดับของฟาร์ฮานและพลังของโกเล่มก็น่าจะรับมือได้ไม่อยาก ไหนจะยังมีมาเรียและอัลเบิร์ตอีก เรื่องของตระกูลก็นับว่าหายห่วงไปได้
เรื่องที่พาโอลิเวียมาด้วยตอนแรกก็ถูกคัดค้านจากคนอื่นอยู่พอสมควร เพราะโอลิเวียยังอายุแค่สิบเอ็ดปี ทุกคนยังเข้าใจว่าพลังเวทของนางยังไม่ตื่นขึ้นมา จึงไม่มีใครเห็นด้วยที่แอเรียสจะพาโอลิเวียมาเสี่ยงอันตรายแบบนี้ แต่สุดท้ายด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้าของแอเรียสทุกคนก็ยอมให้พาโอลิเวียมาแต่โดยดี
“ ยังสู้ไหวไหมโอลิเวีย“
แอเรียสหยุดยืนอยู่ที่บานประตูสองบานที่อยู่สุดทางของดันเจี้ยนชั้นที่ห้า ตลอดเส้นทางแอเรียสยังไม่ได้ลงมือเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาเพียงคอยยืนให้คำแนะนำโอลิเวียอยู่ห่างๆเท่านั้น ในตอนนี้ฝีมือของนางรุดหน้าไปมากแล้ว ด้วยคัมภีร์บ่มเพาะจิตวิญญาณพฤกษามันทำให้นางสามารถสื่อสารกับเหล่าพืชพรรณต่างๆได้ ตอนนี้นางสามารถควบคุมได้แม้แต่การแตกกิ่งก้านของพวกต้นไม้ต่างๆ ต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ก็อาจจะกลายเป็นหอกแหลมให้นางเถาวัลย์ที่เลื้อยไปตามพื้นดินก็อาจจะกลายเป็นตาข่ายให้นางดักจับศัตรู หากต่อสู้อยู่ในผืนป่านั่นก็นับว่าเป็นสมรภูมิที่ได้เปรียบสำหรับโอลิเวียเลยก็ว่าได้
แต่โชคร้ายที่ดันเจี้ยนแห่งนี้ไม่ค่อยจะมีพวกต้นไม้มากนัก โอลิเวียจึงได้แต่สร้างเหล่าพฤกษามาด้วยพลังเวทของตนเองเท่านั้น แต่พลังเพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะกวาดล้างสัตว์อสูรแล้ว
“ ข้ายังสู้ไหว “
โอลิเวียตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แม้จะมีหยาดเหงื่อเล็กๆเกาะอยู่ที่ปลายจมูกและหน้าผาก แต่นางก็ยังรู้สึกได้ว่าพลังในร่างของนางยังสามารถต่อสู้ได้อยู่
“ชั้นที่ผ่านมาสาเหตุที่สัตว์อสูรมีอยู่จำนวนไม่กี่ตัวเพราะพวกมันเคยถูกข้าไล่สังหารไปจนเกือบหมด แต่ชั้นที่หกมันจะไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมาแล้วนะ สัตว์อสูรระดับปีศาจก็น่าจะพบเจอได้ในชั้นนี้ ถึงระดับพลังของเจ้าจะแข็งแกร่งกว่ามันแต่ก็ควรระวังตัวเอาไว้ด้วย“
แอเรียสกล่าวเตือนโอลิเวียเพื่อไม่ให้นางประมาทจนเกินไป เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชั้นที่หกจะมีตัวอะไรซ่อนอยู่บ้าง บางทีมันอาจจะมีสัตว์อสูรที่รับมือได้ลำบากก็เป็นไปได้
ในที่สุดบานประตูสู่ชั้นที่หกก็ถูกเปิดออก ทันทีที่มายืนอยู่ในชั้นที่หกเขาก็ได้กลิ่นสาบที่โชยมาแตะจมูก นี่คงจะเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของสัตว์อสูรสักชนิดหนึ่ง
“ กลิ่นตัวอะไรกัน เหม็นชะมัด “
แอเรียสกล่าวออกมายามได้กลิ่นสาบสัตว์ที่เหม็นฉุนจนโชยมาแตะจมูก
ดูเหมือนดันเจี้ยนแห่งนี้จะไม่ปล่อยให้แอเรียสค้นหาคำตอบนานเกินไป เพียงครู่เดียวคำตอบของคำถามก็เดินมาหาแอเรียสและโอลิเวียด้วยตัวของมันเอง
หมาป่าตัวสีดำสนิทจนแทบจะกลมกลืนไปกับเงาของก้อนหินขนาดใหญ่ หากไม่มีดวงตาสีแดงที่เรืองแสงจางๆออกมาและกลิ่นสาบจนฉุนจมูกผู้คนคงแทบจะไม่รู้เลยว่ามีสัตว์อสูรตัวนี้หลบซ่อนอยู่ในเงามืด มันจ้องมองมายังผู้มาใหม่ราวกับเหยื่ออันโอหะที่มันเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนาน มาค่อยๆก้าวออกมาจากมุมมืดอย่างช้าๆราวกับต้องการประกาศถึงอำนาจของมัน
“ หมาป่าทมิฬ ระวังตัวด้วยโอลิเวีย มันไม่น่าจะมีตัวเดียว “
แอเรียสกล่าวเตือน
อาณาเขตพฤกษา!!
เพียงแค่แอเรียสกล่าวเตือนโอลิเวียก็ร่ายทักษะเวทออกมาในทันที วงแหวนเวทสีเขียวขนาดใหญ่กว่าหนึ่งเมตรพลันปรากฏขึ้นบนพื้นดิน ละอองเวทสีเขียวส่องประกายหมุนวนไปรอบๆวงแหวนเวทอย่างงดงามราวกับดวงดาราในยามราตรี แต่เพียงครู่เดียววงแหวนเวทที่โอลิเวียสร้างขึ้นก็จางหายไปโดยไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหมาป่าทมิฬดูจะตกใจกับวงแหวนเวทเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมันก็คำรามออกมาจนเสียงดังก้องไปทั่วดันเจี้ยน
ทันใดนั้นเองพื้นที่รอบๆตัวของแอเรียสและโอลิเวียก็ปรากฏดวงตากว่าสิบคู่ที่ส่องประกายขึ้น สีแดงของดวงตาเต็มไปด้วยกลิ่นไอของความกระหายเลือด หมาป่าทมิฬค่อยๆก้าวเดินมาข้างหน้าอย่างช้าๆราวกับต้องการจะบีบแอเรียสและโอลิเวียให้ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อม นี่คือวิธีการล่าของพวกมัน บีบเหยื่อให้ไร้ซึ่งหาทางหนีแล้วค่อยจัดการสังหาร
หมาป่าทมิฬฝูงใหญ่นี้ล้วนแต่เป็นสัตว์อสูรระดับสูงทั้งนั้น ไม่มีแม้แต่ตัวเดียวที่เป็นระดับกลางหรือระดับต่ำ แต่ก็ไม่มีแม้แต่ตัวเดียวที่เป็นระดับปีศาจเช่นกัน ทันใดนั้นเองหมาป่าตัวจ่าฝูงที่อยู่ด้านหลังสุดก็ชูคอขึ้นหอนคล้ายกับเป็นสัญญาณเริ่มการโจมตี ฝูงหมาป่าทมิฬที่ได้รับคำสั่งจากจ่าฝูงก็กระโจนเข้าใส่แอเรียสและโอลิเวียในทันทีแต่น่าแปลกที่เหยื่อของพวกมันกลับยืนนิ่งเฉยโดยไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
“ ตอนนี้แหละโอลิเวีย“
“ เข้าใจแล้ว “
สายตาโอลิเวียเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว นางเริ่มคุ้นชินกับการสังหารพวกสัตว์อสูรแล้ว มือของโอลิเวียเริ่มควบคุมเวทพฤกษาของนางด้วยความชำนาญ ทันใดนั้นเองเถาวัลย์นับสิบก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ฝูงหมาป่าทมิฬที่ไม่ทันได้ระวังว่าจะถูกโจมตีจากพื้นดินก็ต่างถูกมัดเอาไว้ด้วยเถาวัลย์เหล่านั้น มันราวกับโซ่ตรวนที่พุ่งตรงเข้าพันธนาการเหล่าหมาป่าทมิฬเอาไว้ ยิ่งดิ้นรนมากเท่าไรก็ยิ่งถูกมัดแน่นมากขึ้นเท่านั้น
เพลิงอัสนีคลั่ง !
สายฟ้าถูกปลดปล่อยขึ้นจากฝ่ามือของแอเรียสก่อนที่มันจะโจมตีเข้าใส่ร่างของหมาป่าทมิฬตัวหนึ่งที่พุ่งกระโจนมาจากด้านหลังจนนอนแน่นิ่งลงไปกับพื้น
“ ครั้งนี้เจ้าพลาดไปหนึ่งตัวนะ จำไว้ว่าต้องใช้พลังเวทตรวจสอบพื้นที่รอบตัวก่อนทุกครั้งที่ต่อสู้ ศัตรูมันอาจจะลอบโจมตีเจ้าได้ตลอดเวลา “
แอเรียสกล่าวออกมา
“ คราวหน้าข้าจะระวังให้มากกว่านี้“
โอลิเวียรับฟังอย่างว่าง่ายก่อนจะใช้เวทพฤกษาจัดการพวกหมาป่าทมิฬจนหมด ตลอดเวลาที่อยู่ในดันเจี้ยนแอเรียสทำหน้าที่ราวกับอาจารย์ที่คอยชี้แนะและบอกข้อผิดพลาดที่ต้องปรับปรุงให้กับโอลิเวียอยู่เสมอ นั่นจึงทำให้ฝีมือของโอลิเวียในตอนนี้รุดหน้าไปไกลแล้ว