กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 162 หวนคืนดันเจี้ยน

            “ โอลิเวียนั่นเจ้ามัวทำอะไรอยู่“

             

            แอเรียสเอ่ยถามโอลิเวียที่มัวแต่บินวนไปมารอบๆโกเล็มไม่ยอมออกเดินทางสักที 

             

            “ รอครู่เดียวนะพี่แอเรียส  ข้ากำลังบอกลาโอเว่นอยู่ “

             

            โอลิเวียกล่าวตอบ

             

            “ โอเว่น..?  เจ้าโกเล็มนั่นน่ะเหรอโอเว่น“

             

            แอเรียสขมวดคิ้วพร้อมทวนคำพูดด้วยความงงๆ  เขาไม่ยักจะรู้ว่าเจ้าโกเล็มของเขามันมีชื่อตั้งแต่ตอนไหน

             

            “ อื้อออ..  เจ้านี่ชื่อโอเว่น “

             

            โอลิเวียพยักหน้าถี่ๆพร้อมกับชี้ไปที่โกเล็มที่ยืนนิ่งอยู่ราวกับรูปปั้น

             

            “ เจ้าจะไปตั้งชื่อแปลกๆให้มันทำไม  เรียกโกเล็มก็พอแล้ว  “

             

            แอเรียสบ่นออกมา

             

            “ จะชื่อโกเล็มเฉยๆได้ยังไง  ในเมื่อมีชีวิตก็ต้องมีชื่อเรียกสิ “

             

            “ ก็โกเล็มนั่นไงชื่อเรียกของมัน“

             

            “ เรียกโกเล็ม แล้วถ้าพี่แอเรียสสร้างอีกตัวขึ้นมาชื่อมันก็ซ้ำกันสิ “

             

            โอลิเวียยังคงเถียงอย่างไม่ยอมแพ้

             

            “ ก็เรียกมันโกเล็มตัวที่หนึ่ง  โกเล็มตัวที่สอง  ถ้ามีอีกตัวก็เรียกโกเล็มตัวที่สาม  ไม่เห็นจะยากตรงไหน อีกอย่างพันธะสัญญาที่เชื่อมต่อก็ทำให้ข้าควบคุมโกเล็มและแยกแยะพวกมันออกอยู่แล้ว  ต่อให้มันมีเป็นร้อยตัวข้าก็แยกแยะออก  ไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อให้กับมันก็ได้ “

             

            แอเรียสกล่าวออกมา

             

            “ ก็ข้าจะให้มันชื่อโอเว่น  ทำไมพี่แอเรียสไม่เข้าใจ “

             

            โอลิเวียกอดอกพร้อมกับเถียงออกมาอย่างไม่ยอมแพ้

             

            “ ข้าไม่เถียงเจ้าละ  โอเว่นก็โอเว่น  แค่นี้พอใจเจ้าแล้วใช่ไหม  จะได้รีบไปกันเสียที “

             

            ในที่สุดแอเรียสก็เป็นฝ่ายยอมแพ้เสียเอง  เขาเคยเถียงกับนางตั้งแต่เรื่องชื่อของเจ้าพวกปักษาแสงจันทร์นั่นแล้ว แอเรียสบอกว่าจะตั้งทำไมให้ยุ่งยากแต่โอลิเวียกลับเถียงว่าพวกลูกปักษาแสงจันทร์ต้องมีชื่อเป็นของตัวเอง  และสุดท้ายนางก็ตั้งชื่อให้พวกมันจนได้ 

             

            ตอนแรกแอเรียสคิดไว้ว่าจะเลี้ยงให้ลูกปักษาแสงจันทร์โตเต็มวัยแล้วค่อยปล่อยมันกลับเข้าป่าไป แต่ดูเหมือนตอนนี้คงไม่ได้เสียแล้วเมื่อมันดันกลายเป็นสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของโอลิเวียไปซะนี่  ดูสิตอนนี้พวกมันยังมาบินวนเวียนตามส่งโอลิเวียเลย ทั้งๆที่เขาเป็นเจ้าแท้ๆแต่พวกมันกลับมองไม่เห็นหัวเขาเลยสักนิด

             

            “ พี่แอเรียสเราพา  ฟิเนีย ฟิโน่ ฟินี่ และก็โอเว่นไปไม่ได้จริงๆเหรอ “

             

            โอลิเวียหันส่งตาละห้อยคล้ายจะขอความเห็นใจจากแอเรียส  นางอยากจะพาเจ้าพวกนี้ไปยังดันเจี้ยนที่แอเรียสบอกด้วย

             

            “ ไม่ได้ !!  รีบมาได้แล้ว “

             

            แต่เรื่องนี้แอเรียสไม่ได้อ่อนข้อให้นางอีกต่อไป  เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยเด็ดขาด นี่เขาจะไปดันเจี้ยนนะไม่ใช่พาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่น

             

            เมื่อสามวันก่อนระดับพลังของแอเรียสเพิ่มมาเป็นระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่เจ็ดหลังจากที่มันหยุดนิ่งมานาน ในที่สุดเขาก็คิดว่าถึงเวลาที่จะกลับไปเยือนดันเจี้ยนอีกครั้ง ส่วนเหตุผลที่พาโอลิเวียไปด้วยก็เพราะอยากจะให้นางได้ฝึกฝนในการต่อสู้จริง นางเป็นถึงระดับอัศวินแต่การควบคุมพลังยังอ่อนด้อยกว่าพวกนักเวทระดับผู้ใช้มนตราเสียอีก มีบางครั้งที่นางปลดปล่อยระดับพลังออกมาได้อย่างแข็งแกร่ง  แต่บางครั้งนางก็ควบคุมพลังได้ไม่ดีนัก

             

            “ ข้าไปก่อนนะ “

             

            เมื่อเห็นว่าแอเรียสไม่ยอมให้พาเจ้าพวกนี้ไปแน่ๆโอลิเวียจึงได้แต่ตัดใจ  นางหันไปโบกมือล่ำลาโกเล็มและพวกปักษาแสงจันทร์ทั้งสามตัวก่อนจะหันหลังบินจากมา แต่แล้วสิ่งที่ทำให้แอเรียสไม่อยากจะเชื่อก็เกิดขึ้น  เขาเห็นเจ้าโกเล็มโอเว่นนั่นโบกมืออำลาโอลิเวีย เห็นปักษาแสงจันทร์ทั้งสามตัวบินลงมายืนที่พื้นก่อนจะก้มหัวให้โอลิเวียเล็กน้อย  แต่พวกมันกลับไม่ได้ร่ำลาเขาที่เป็นเจ้านายของมันเลยแม้แต่น้อย  เขาชักเริ่มอยากแยกส่วนโกเล็มแล้วก็จับเจ้าพวกปักษาแสงจันทร์มาทำเมนูนกย่างแล้วสิ 

             

            หลังจากเดินทางอยู่ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงเป้าหมาย ด้านหน้าของพวกเขาคือประตูสีเทาบานเก่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งบรรพกาล   บนบานประตูสลักเอาไว้ด้วยลวดลายของสัตว์อสูรอันน่าหวาดกลัวที่กำลังอ้าปากคำรามขมขู่ศัตรู ที่ดวงตาข้างหนึ่งของมันประดับเอาไว้ด้วยอัญมณีสีแดงเข้ม  ครั้งนี้พลังของแอเรียสเพิ่มขึ้นกว่าครั้งก่อนมาก ไม่ต้องสัมผัสบานประตูเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของสัตว์อสูรแล้ว

             

            “ พี่แอเรียส..นี่คือดันเจี้ยนเหรอ “

             

            โอลิเวียเอ่ยถาม

             

            “ ใช่แล้วที่นี่แหละคือดันเจี้ยน  ภายในนี้มันเต็มไปด้วยสัตว์อสูรจำไว้ว่าห้ามประมาทเด็ดขาด  ครั้งที่แล้วการต่อสู้กับฝูงก็อบลินก็ดันมีคนอื่นมาขัดขวางเสียก่อน  แต่ครั้งนี้ข้ารับรองว่าไม่มีใครมาขัดขวางแน่ หวังว่าเจ้าคงไม่ทำให้พี่ชายคนนี้ผิดหวังนะโอลิเวีย “

             

            แอเรียสอธิบายออกมาด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะลูบหัวโอลิเวียเล็กน้อย พอแทนตัวว่าพี่ชายก็ทำให้เขารู้สึกเขินเล็กๆเหมือนกันแหะ

             

            “ อื้ม..  ข้าจะพยายาม “

             

            โอลิเวียสูดหายใจเข้าไปลึกๆก่อนจะทำท่าเตรียมพร้อมจะต่อสู้

             

            ในที่สุดบานประตูก็ถูกเปิดออก  ดันเจี้ยนชั้นที่หนึ่งแทบจะไม่อันตรายใดๆเลยก็ว่าได้  เพียงแค่โอลิเวียคนเดียวก็สามารถกวาดล้างพวกมันได้จนหมดแล้ว  ชั้นสองจนถึงชั้นห้าก็ไม่ต่างกันมากนัก  คงเพราะว่าครั้งที่แล้วแอเรียสจัดการกับพวกสัตว์อสูรไปเป็นจนเกือบหมดเลยทำให้พวกมันหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น  ตั้งแต่ชั้นหนึ่งจนถึงชั้นห้าพวกเขาใช้เวลาเพียงสามวันเท่านั้น  มันช่างแตกต่างกับครั้งแรกที่เขาเข้ามาในดันเจี้ยนแห่งนี้จริงๆ

             

            การมาดันเจี้ยนของแอเรียสในครั้งนี้เขาเตรียมพร้อมเอาไว้หมดแล้วทั้งเสบียงอาหารรวมถึงการจัดการเรื่องของตระกูล เขาได้บอกแก่พ่อแม่ของเขาและฟาร์ฮานให้รับรู้เรื่องดันเจี้ยนแล้ว  เรื่องของเหมืองก็ฝากให้คานล์เป็นคนช่วยเก็บแร่ที่เขาบอกแก่ทุกคนว่าเป็นแร่เงินเอาไว้ให้ และเขายังให้โกเล็มคอยทำหน้าที่เป็นดั่งอัศวินคอยคุ้มครองตระกูลอีกด้วย  หากไม่ใช่นักเวทปราชญ์บุกมาด้วยตัวเอง ด้วยระดับของฟาร์ฮานและพลังของโกเล่มก็น่าจะรับมือได้ไม่อยาก  ไหนจะยังมีมาเรียและอัลเบิร์ตอีก  เรื่องของตระกูลก็นับว่าหายห่วงไปได้

             

            เรื่องที่พาโอลิเวียมาด้วยตอนแรกก็ถูกคัดค้านจากคนอื่นอยู่พอสมควร  เพราะโอลิเวียยังอายุแค่สิบเอ็ดปี ทุกคนยังเข้าใจว่าพลังเวทของนางยังไม่ตื่นขึ้นมา จึงไม่มีใครเห็นด้วยที่แอเรียสจะพาโอลิเวียมาเสี่ยงอันตรายแบบนี้ แต่สุดท้ายด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้าของแอเรียสทุกคนก็ยอมให้พาโอลิเวียมาแต่โดยดี

             

            “ ยังสู้ไหวไหมโอลิเวีย“

             

            แอเรียสหยุดยืนอยู่ที่บานประตูสองบานที่อยู่สุดทางของดันเจี้ยนชั้นที่ห้า ตลอดเส้นทางแอเรียสยังไม่ได้ลงมือเลยแม้แต่ครั้งเดียว  เขาเพียงคอยยืนให้คำแนะนำโอลิเวียอยู่ห่างๆเท่านั้น  ในตอนนี้ฝีมือของนางรุดหน้าไปมากแล้ว  ด้วยคัมภีร์บ่มเพาะจิตวิญญาณพฤกษามันทำให้นางสามารถสื่อสารกับเหล่าพืชพรรณต่างๆได้  ตอนนี้นางสามารถควบคุมได้แม้แต่การแตกกิ่งก้านของพวกต้นไม้ต่างๆ  ต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ก็อาจจะกลายเป็นหอกแหลมให้นางเถาวัลย์ที่เลื้อยไปตามพื้นดินก็อาจจะกลายเป็นตาข่ายให้นางดักจับศัตรู  หากต่อสู้อยู่ในผืนป่านั่นก็นับว่าเป็นสมรภูมิที่ได้เปรียบสำหรับโอลิเวียเลยก็ว่าได้ 

             

            แต่โชคร้ายที่ดันเจี้ยนแห่งนี้ไม่ค่อยจะมีพวกต้นไม้มากนัก  โอลิเวียจึงได้แต่สร้างเหล่าพฤกษามาด้วยพลังเวทของตนเองเท่านั้น แต่พลังเพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะกวาดล้างสัตว์อสูรแล้ว 

             

            “ ข้ายังสู้ไหว “

             

            โอลิเวียตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แม้จะมีหยาดเหงื่อเล็กๆเกาะอยู่ที่ปลายจมูกและหน้าผาก แต่นางก็ยังรู้สึกได้ว่าพลังในร่างของนางยังสามารถต่อสู้ได้อยู่ 

             

            “ชั้นที่ผ่านมาสาเหตุที่สัตว์อสูรมีอยู่จำนวนไม่กี่ตัวเพราะพวกมันเคยถูกข้าไล่สังหารไปจนเกือบหมด  แต่ชั้นที่หกมันจะไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมาแล้วนะ  สัตว์อสูรระดับปีศาจก็น่าจะพบเจอได้ในชั้นนี้  ถึงระดับพลังของเจ้าจะแข็งแกร่งกว่ามันแต่ก็ควรระวังตัวเอาไว้ด้วย“

             

            แอเรียสกล่าวเตือนโอลิเวียเพื่อไม่ให้นางประมาทจนเกินไป เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชั้นที่หกจะมีตัวอะไรซ่อนอยู่บ้าง  บางทีมันอาจจะมีสัตว์อสูรที่รับมือได้ลำบากก็เป็นไปได้

             

            ในที่สุดบานประตูสู่ชั้นที่หกก็ถูกเปิดออก ทันทีที่มายืนอยู่ในชั้นที่หกเขาก็ได้กลิ่นสาบที่โชยมาแตะจมูก  นี่คงจะเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของสัตว์อสูรสักชนิดหนึ่ง 

             

            “ กลิ่นตัวอะไรกัน  เหม็นชะมัด “

             

            แอเรียสกล่าวออกมายามได้กลิ่นสาบสัตว์ที่เหม็นฉุนจนโชยมาแตะจมูก

             

            ดูเหมือนดันเจี้ยนแห่งนี้จะไม่ปล่อยให้แอเรียสค้นหาคำตอบนานเกินไป เพียงครู่เดียวคำตอบของคำถามก็เดินมาหาแอเรียสและโอลิเวียด้วยตัวของมันเอง 

             

            หมาป่าตัวสีดำสนิทจนแทบจะกลมกลืนไปกับเงาของก้อนหินขนาดใหญ่  หากไม่มีดวงตาสีแดงที่เรืองแสงจางๆออกมาและกลิ่นสาบจนฉุนจมูกผู้คนคงแทบจะไม่รู้เลยว่ามีสัตว์อสูรตัวนี้หลบซ่อนอยู่ในเงามืด มันจ้องมองมายังผู้มาใหม่ราวกับเหยื่ออันโอหะที่มันเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนาน มาค่อยๆก้าวออกมาจากมุมมืดอย่างช้าๆราวกับต้องการประกาศถึงอำนาจของมัน 

             

            “ หมาป่าทมิฬ  ระวังตัวด้วยโอลิเวีย  มันไม่น่าจะมีตัวเดียว “

             

            แอเรียสกล่าวเตือน

             

            อาณาเขตพฤกษา!!

             

            เพียงแค่แอเรียสกล่าวเตือนโอลิเวียก็ร่ายทักษะเวทออกมาในทันที  วงแหวนเวทสีเขียวขนาดใหญ่กว่าหนึ่งเมตรพลันปรากฏขึ้นบนพื้นดิน  ละอองเวทสีเขียวส่องประกายหมุนวนไปรอบๆวงแหวนเวทอย่างงดงามราวกับดวงดาราในยามราตรี แต่เพียงครู่เดียววงแหวนเวทที่โอลิเวียสร้างขึ้นก็จางหายไปโดยไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหมาป่าทมิฬดูจะตกใจกับวงแหวนเวทเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมันก็คำรามออกมาจนเสียงดังก้องไปทั่วดันเจี้ยน

             

            ทันใดนั้นเองพื้นที่รอบๆตัวของแอเรียสและโอลิเวียก็ปรากฏดวงตากว่าสิบคู่ที่ส่องประกายขึ้น สีแดงของดวงตาเต็มไปด้วยกลิ่นไอของความกระหายเลือด หมาป่าทมิฬค่อยๆก้าวเดินมาข้างหน้าอย่างช้าๆราวกับต้องการจะบีบแอเรียสและโอลิเวียให้ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อม  นี่คือวิธีการล่าของพวกมัน  บีบเหยื่อให้ไร้ซึ่งหาทางหนีแล้วค่อยจัดการสังหาร 

             

            หมาป่าทมิฬฝูงใหญ่นี้ล้วนแต่เป็นสัตว์อสูรระดับสูงทั้งนั้น ไม่มีแม้แต่ตัวเดียวที่เป็นระดับกลางหรือระดับต่ำ แต่ก็ไม่มีแม้แต่ตัวเดียวที่เป็นระดับปีศาจเช่นกัน ทันใดนั้นเองหมาป่าตัวจ่าฝูงที่อยู่ด้านหลังสุดก็ชูคอขึ้นหอนคล้ายกับเป็นสัญญาณเริ่มการโจมตี ฝูงหมาป่าทมิฬที่ได้รับคำสั่งจากจ่าฝูงก็กระโจนเข้าใส่แอเรียสและโอลิเวียในทันทีแต่น่าแปลกที่เหยื่อของพวกมันกลับยืนนิ่งเฉยโดยไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

             

            “ ตอนนี้แหละโอลิเวีย“

             

            “ เข้าใจแล้ว “

             

            สายตาโอลิเวียเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว นางเริ่มคุ้นชินกับการสังหารพวกสัตว์อสูรแล้ว มือของโอลิเวียเริ่มควบคุมเวทพฤกษาของนางด้วยความชำนาญ  ทันใดนั้นเองเถาวัลย์นับสิบก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ฝูงหมาป่าทมิฬที่ไม่ทันได้ระวังว่าจะถูกโจมตีจากพื้นดินก็ต่างถูกมัดเอาไว้ด้วยเถาวัลย์เหล่านั้น  มันราวกับโซ่ตรวนที่พุ่งตรงเข้าพันธนาการเหล่าหมาป่าทมิฬเอาไว้  ยิ่งดิ้นรนมากเท่าไรก็ยิ่งถูกมัดแน่นมากขึ้นเท่านั้น

             

            เพลิงอัสนีคลั่ง !

             

            สายฟ้าถูกปลดปล่อยขึ้นจากฝ่ามือของแอเรียสก่อนที่มันจะโจมตีเข้าใส่ร่างของหมาป่าทมิฬตัวหนึ่งที่พุ่งกระโจนมาจากด้านหลังจนนอนแน่นิ่งลงไปกับพื้น 

             

            “ ครั้งนี้เจ้าพลาดไปหนึ่งตัวนะ  จำไว้ว่าต้องใช้พลังเวทตรวจสอบพื้นที่รอบตัวก่อนทุกครั้งที่ต่อสู้  ศัตรูมันอาจจะลอบโจมตีเจ้าได้ตลอดเวลา “

             

            แอเรียสกล่าวออกมา

             

            “ คราวหน้าข้าจะระวังให้มากกว่านี้“

             

            โอลิเวียรับฟังอย่างว่าง่ายก่อนจะใช้เวทพฤกษาจัดการพวกหมาป่าทมิฬจนหมด ตลอดเวลาที่อยู่ในดันเจี้ยนแอเรียสทำหน้าที่ราวกับอาจารย์ที่คอยชี้แนะและบอกข้อผิดพลาดที่ต้องปรับปรุงให้กับโอลิเวียอยู่เสมอ นั่นจึงทำให้ฝีมือของโอลิเวียในตอนนี้รุดหน้าไปไกลแล้ว            

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน