ตอนที่ 36 เหอจุนหยู
สตรอว์เบอร์รีหนึ่งถ้วยใหญ่ ตกไปอยู่ในท้องของหลินหานและหลินซิ่วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลินหานสะอึกแล้วเอ่ยออกมาว่า “อาหร่วนพรุ่งนี้หลังจากที่กลับมาจากในเมืองแล้ว พวกเราไปปลูกผักหรือไม่ก็ดอกไม้เพื่อบังต้นสตรอว์เบอร์รีกันเถิดหากมิมีผู้ใดอยู่บ้านแล้วมีคนลอบเข้ามา จะเกิดอันใดขึ้นหากพวกเขาพบต้นสตรอว์เบอร์รีของพวกเรา? ”
หลินหร่วนครุ่นคิด พร้อมกับพยักหน้ารับ
เช้าวันต่อมา หลินหร่วนเก็บสตรอว์เบอร์รีใส่ลงไปในตะกร้าพร้อมกับองุ่นและเห็ดเพื่อนำไปขายในเมือง
หลินหานและหลินซิ่วก็ติดตามไปด้วยเช่นกัน
บัดนี้หลงจู๊เฉียนได้มารอพวกนางอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นพี่น้องทั้งสามเดินเข้ามาในร้าน หลงจู๊เฉียนจึงพาพวกเขาขึ้นไปบนชั้นสองของร้าน
แม้ว่าหลินหร่วนจะเคยมาหอจุ้ยเซียงหลายครา ทว่านางมิเคยขึ้นไปบนชั้นสองเลยสักครา
บรรยากาศบนชั้นสอง ดีกว่าชั้นหนึ่งมากโข ห้องส่วนตัวทุกห้องมีชื่อเรียกเป็นของตนเอง
หลงจู๊พาสามพี่น้องไปยังห้อง“สายลมในฤดูใบไม้ผลิ” จากนั้นก็เคาะประตูด้วยท่าทางสง่างาม
“เข้ามาได้”
เสียงที่ดังมาจากข้างในฟังดูเด็กเล็กน้อยเสียงใสกังวานราวกับน้ำพุ
หลงจู๊เฉียนเปิดประตูออก จากนั้นก็เชิญให้หลินหร่วนเดินเข้าไป
หลินหร่วนอุ้มหลินซิ่วขึ้นมา จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องโดยมีหลินหานเดินตามหลัง
พอเดินเข้ามาในห้อง เห็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบสามถึงสิบสี่ปีนั่งอยู่ที่โต๊ะแม้ว่าเขาจะอายุยังน้อย ทว่าหน้าตาของเขาก็หล่อเหลาเป็นอย่างมากทั้งยังมีบุคลิกที่สง่างาม
ผมของเขาสีดำขลับราวกับน้ำหมึก คิ้วราวกับวาดมาอย่างประณีตดวงตางดงามราวกับดอกท้อ จมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากสีชมพูที่เหมือนคนสุขภาพดี
ตั้งแต่หลินหร่วนมายังโลกใบนี้ ชายหนุ่มเบื้องหน้าดูดีที่สุดเท่าที่นางเคยพบมา
ดูดีราวกับเขามิใช่มนุษย์ ทว่าเหมือนเทพบุตรที่อยู่บนท้องนภา
“ช่างรูปงามยิ่งนัก”
หลินซิ่วยังเยาว์ เมื่อนางคิดอันใดก็มักจะเอ่ยมันออกมา“ท่านพี่ พี่ชายผู้นั้นช่างรูปงามยิ่งนัก”
หลงจู๊เฉียนตกตะลึงขึ้นมาทันใด ดังนั้นเขาจึงรีบเอ่ยออกมาว่า“เด็กน้อย เจ้าอย่าเอ่ยเหลวไหล ! ”
คุณชายของเขา มิชอบให้ผู้ใดไปยุ่งเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของเขาทว่าเด็กน้อยผู้นี้กลับเอ่ยคำว่ารูปงามถึงสองคราด้วยกัน
เดิมทีหลินซิ่วมีความกล้าหาญมิน้อยเลยทีเดียว แต่เมื่อนางถูกหลงจู๊ต่อว่าจึงทำให้นางตกใจกลัวจนน้ำตาคลอดังนั้นนางจึงพยายามมุดหน้าเข้าหาหลินหร่วน
หลินหร่วนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้สึกมิค่อยพอใจเท่าใดนัก
หลินซิ่วยังเยาว์ นางยังมิเข้าใจหลาย ๆ อย่าง นางเพียงแค่เอ่ยชมผู้อื่นอย่างจริงใจแม้ว่าจะใช้คำได้มิเหมาะสม แต่ก็มิเห็นจำเป็นต้องดุเช่นนี้เลยนี่
เด็กหนุ่มจ้องมองหลงจู๊เฉียนด้วยท่าทีมิค่อยพอใจ“มิเป็นไร นางยังเยาว์”
หลังจากเอ่ยจบ จึงหันหน้ามามองหลินหร่วน จากนั้นก็ยืนขึ้นแล้วเอ่ยว่า“ท่านอย่าได้โกรธไปเลย ลุงเฉียนมิได้ตั้งใจทำให้น้องสาวของท่านตกใจ”
เมื่อหลินหร่วนเห็นสีหน้าจริงใจของเขา นางจึงพยักหน้ารับพลางลูบหลังหลินซิ่วอย่างแผ่วเบาพร้อมกับเอ่ยปลอบประโลมนางว่า “เจ้ามิต้องกลัวนะ”
หลินซิ่วยังคงกลัวอยู่ นางกอดคอหลินหร่วนเอาไว้แน่นมิยอมปล่อยทั้งยังมิยอมเงยหน้าขึ้นมา
ท้ายที่สุดหลินหร่วนก็มิได้บังคับนาง หลินหร่วนยังคงกอดนางไว้แล้วเอ่ยว่า“คุณชายเดินทางมาจากเมืองฟู่เฉิงเพื่อเจรจาเรื่องสตรอว์เบอร์รีกับข้าเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
เด็กหนุ่มยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น“ได้ยินท่านพ่อท่านแม่สนทนากันว่าที่นี่มีผลไม้หายาก ข้าจึงเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเองเพื่อมาตรวจสอบเรื่องนี้แทนท่านแม่ คนแบบใดถึงจะปลูกผลไม้แบบนั้นได้ ต้องเป็นคนแบบใดกันนะ”
หลินหร่วนเผยรอยยิ้มออกมาด้วยท่าทีสุภาพ“คุณชาย มันคือพรสวรรค์อย่างหนึ่ง หากท่านขึ้นไปเก็บบนภูเขารสชาติของมันจะแย่มากเลยทีเดียว”
“สตรอว์เบอร์รีของท่านทำให้เมืองฟู่เฉิงปั่นป่วนขึ้นมาตระกูลร่ำรวยต่างก็เสนอราคาซื้อที่สูงลิ่ว เพื่อที่จะได้ลองชิมรสชาติของมัน”
หลินหร่วนเพียงยกยิ้ม นางมิได้เอ่ยอันใดออกมา
ชายหนุ่มผู้นั้นตบเข้าที่หน้าผากของตนเอง “ข้าสนทนากับท่านมาตั้งนานทว่าลืมถามว่าชื่อแซ่ไปเสียได้...”
“สวัสดีคุณชายเหอข้าแซ่หลิน”
หลินหร่วนมิได้สนใจชื่อของเขา นางทราบดีว่าเส้นทางของตนเองกับเส้นทางของเขามิเหมือนกันดังนั้นทราบไปก็มิได้มีประโยชน์อันใด
เหอจุนหยูพึ่งเคยเจอสถานการณ์แบบนี้เป็นคราแรก ดังนั้นเขาจึงชะงักไปชั่วครู่
หลงจู๊เฉียนรีบจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว“คุณชาย พวกเรามาเจรจาเรื่องสตรอว์เบอร์รีก่อนเถิด”
เหอจุนหยูได้สติกลับมาอีกครา เขาเผยรอยยิ้มออกมาแล้วเอ่ยว่า“ท่านแม่ของข้า ยอมรับคำขอของท่าน ท่านแม่ได้ลงนามมาในสัญญาฉบับนี้แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาแบบปีต่อปีซึ่งท่านต้องเก็บเรื่องสตรอว์เบอร์รีไว้เป็นความลับ ห้ามบอกให้ผู้ใดทราบเด็ดขาด มิเช่นนั้นท่านจะต้องจ่ายเงินทั้งหมดคืนมาทั้งยังต้องจ่ายค่าปรับอีกด้วย”
หลินหร่วนพยักหน้ารับ “ตกลง แต่หากพวกเขาทราบด้วยตนเองมันมิใช่ความผิดของข้าเช่นกัน การที่ท่านนำเอาสตรอว์เบอร์รีไปยังเมืองฟู่เฉิงก็ถือเป็นการประกาศอย่างหนึ่งแล้วในมิช้าก็เร็วประเดี๋ยวคงมีผู้ใดสักคนที่สังเกตเห็น สุดท้ายพวกเขาก็ต้องตามหาต้นตอพบอยู่ดีและพวกเขาย่อมตามมาก่อกวนข้า”
หลินหร่วนครุ่นคิดชั่วครู่ จากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า“ถ้าเช่นนั้นคงต้องเขียนข้อตกลงในสัญญาเพิ่ม หากข้าได้รับผลกระทบจากพวกท่านพวกท่านก็ต้องจ่ายเงินให้แก่ข้าเช่นกัน เรียกง่าย ๆ ว่าค่าทำขวัญ”
เฮอจุนหยูผงะตกใจอีกครา ตั้งแต่เติบใหญ่ขึ้นมาเขาเพิ่งเคยได้ยินคำนี้เป็นคราแรก
สตรีผู้นี้น่าสนใจอย่างแท้จริง
หลงจู๊เฉียนถึงกับเหงื่อตก หลินหร่วนช่างใจกล้ายิ่งนักเจ้าทราบหรือไม่ว่าคุณชายที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเป็นผู้ใด? เหตุใดถึงกล้าตั้งข้อเสนอแบบนี้เล่า
หลงจู๊เฉียนที่กำลังจะแก้สถานการณ์ แต่มิคาดคิดว่าเหอจุนหยูจะพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของหลินหร่วน
“ได้สิ!ข้อเสนอนี้ค่อนข้างสมเหตุสมผล ถ้าหากว่าปัญหาเกิดจากฝั่งของข้า หากมีผู้ใดตามหาท่านจนพบแล้วเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสตรอว์เบอร์รีหรือทำให้ท่านต้องพบเจอปัญหาใด ๆ พวกเราก็ยินดีชดใช้เช่นกัน หนึ่งร้อยตำลึงเพียงพอเป็นค่าทำขวัญหรือไม่? ”
หลินหร่วนเห็นเขาดูมีความสุขเสียเต็มประดา จึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยแต่ดูจากท่าทีของเขาแล้ว จึงคิดได้ว่าเงินแค่หนึ่งร้อยตำลึงคงมิคณามือของเขาหรอก เงินหนึ่งร้อยตำลึงเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยสำหรับเขา
“ตกลงแม้ว่ามันจะเล็กน้อย แต่ก็พอยอมรับได้”
เหอจุนหยูผงะตกใจอีกครา จากนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมา“แม่นางหลิน ข้าคิดว่าข้าเริ่มสนใจท่านขึ้นมาแล้วสิ”
หลินหร่วนยักไหล่ “จริงหรือ ? อาจจะเป็นเพราะท่านมิได้พบเจอผู้คนมากมาย”
นางหมายความว่าเขายังมิเคยเห็นใต้หล้าเยี่ยงนั้นหรือ?
ท่าทีของเหอจุนหยูดูตลกเล็กน้อย
เมื่อหลงจู๊เฉียนเห็นดังนั้น จึงเหงื่อตกอีกคราเขากลัวว่าหลินหร่วนจะเอ่ยอันใดที่มิควรเอ่ยออกไปอีก ดังนั้นเขาจึงรีบขัดจังหวะทันใด“คุณชาย ให้ข้านำหมึกกับพู่กันมาเลยหรือไม่ ? ”
เหอจุนหยูพยักหน้า “ไปเถิด”
หลงจู๊เฉียนรีบเดินออกไปจากห้อง จากนั้นก็ออกคำสั่งทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อก็นำพู่กัน หมึกและกระดาษที่เตรียมไว้เข้ามา
หลงจู๊เฉียนจัดการวางกระดาษและหมึกไว้บนโต๊ะ แล้วหลบไปยืนด้วยท่าทีสง่างามอยู่ด้านข้าง
เหอจุนหยูหยิบพู่กันขึ้นมา จากนั้นก็จุ่มลงไปในน้ำหมึกลายเส้นทรงพลังและมีความงดงามอยู่ในตัว เขาเขียนสัญญาลงบนกระดาษ
หลินหร่วนมองดูด้วยท่าทีระมัดระวังอยู่ข้าง ๆแม้ว่ามันจะเป็นตัวอักษรโบราณ แต่นางก็สามารถอ่านมันได้อย่างถี่ถ้วน
คนผู้นี้เป็นคนซื่อตรง เขามิได้เขียนอันใดแปลกปลอมลงไปในสัญญาเลย
เมื่อลองตริตรองดูแล้ว คาดว่าคนผู้นี้น่าจะมาจากตระกูลใหญ่มีเงินมีอำนาจมากมาย พวกเขามิจำเป็นต้องมานั่งเขียนสัญญาหรือทำอันใดแบบนี้เลยด้วยซ้ำ
หลังจากที่เหอจุนหยูเขียนสัญญาเสร็จแล้ว เขาจึงอ่านให้หลินหร่วนฟังอีกหนึ่งรอบเขากลัวว่านางจะฟังมิเข้าใจจึงอธิบายเป็นภาษาท้องถิ่นอีกหนึ่งรอบ
“เชิญแม่นางหลินตรวจสอบมีอันใดที่ต้องแก้ไขอีกหรือไม่ ? ”
หลินหร่วนส่ายศีรษะเบา ๆ พร้อมกับตอบว่า “มิมีแล้วท่านเขียนได้ละเอียดยิ่งนัก ยึดตามนี้เถิด”