อุทัยผ่าน่เวลากว่าสามสิบวันภายในป่ารอบเรือนน้อยแต่เพียงผู้เดียว มันเพลิดเพลินกับการฝึกฝนกระบวนยุทธ์ บำเพ็ญจิตเดินลมปราณ และทำความเข้าใจท่าร่างอสูรมายา
เจ็ดวันแรกผลกล้วยที่มันเก็บตุนบนไว้เรือนถูกกินจนหมด ป่ากล้วยรอบเรือนก็ถูกมันใช้เป็ที่ซ้อมมวยจนเหลือแต่ซากจึงไม่มีผลกล้วยให้กินอีก จำต้องหาอาหารไกลขึ้น บ้างไปจับปลาตามแหล่งน้ำ บ้างปีนป่ายต้นไม้หาผลไม้ บางวันก็ไปขุดหัวเผือกหัวมันมาเผากิน
กระบวนมวยอรุณโรจน์ของอุทัยก้าวหน้าเป็อย่างมาก สามารถความคุมพลังปราณประสานกระบวนท่าใช้ออกได้ดังใจปรารถนา
ส่วนท่าร่าง 'มายาอสูร' ก็บรรลุในขั้นปฐม สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วดังเงามายา เร่งเร้าความเร็วขีดสุดประดุจแสงเดินทาง แต่จำกัดใน่เวลา่สั้นๆ เท่านั้น เนื่องจากท่าร่างระดับความเร็วแสงนั้นสิ้นเปลืองพลังจิตเป็อย่างมาก ส่วนการปกปิดพลังปราณรวมทั้งพลังชีวิตสามารถทำได้อย่างมิดชิดต่อเนื่องยาวนาน แค่เฉพาะท่าร่างนี้หากใช้ออกก็เพียงพอสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งทวีปแล้ว
อุทัยได้สำรวจดูพื้นที่โดยรอบเรือนน้อยพบว่าสถานที่แห่งนี้คือป่าทึบในหุบเขาซึ่งไร้ผู้คน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเพชรปราการห่างออกมานับร้อยเส้น
สารรูปของมันเป็ดังคนดง ทั้งร่างกายเปลือยเปล่าเหลือเพียงผ้าน้อยผืนเดียวเป็ผืนที่มันใช้นุ่งโจงกระเบนหยักรั้งสูง หัวที่เคยเกรียนมีเส้นผมยืดยาวหน้าตามอมแมมเนื้อตัวกระด่างกระดำดูซอมซ่อน่าสมเพช
หากยังรั้งอยู่เนิ่นนานกว่านี้มันคงกลายเป็คนดงขึ้นมาจริงๆ จึงได้ตัดสินใจเดินทางออกมา จดจำได้ว่าอีกไม่นานภายในเมืองเพชรปราการจะมีการจัดงานสมโภชพระเจดีย์หลวงประจำปี งานจัดอย่างยิ่งใหญ่มีการแสดงมหรสพ การละเล่นต่างๆ และพ่อค้าต่างถิ่นมาออกร้านค้าขายมากมาย
ที่ขาดไม่ได้มีการจัดแข่งขันชกมวย โดยผู้ชนะจะได้รับอัฐอยู่ไม่น้อย เมื่อปีกลายมันเคยทดลองเข้าแข่งขัน ผ่านถึงเพียงรอบที่สามกลับถูกชกจนสลบคาลาน คิดได้ดังนั้นมันจึงตั้งเป้าหมายให้งานชกมวยครั้งนี้เป็ที่ฝึกฝีมือหาประสบการณ์การต่อสู้ดังที่อาจารย์เคยกำชับไว้
ก่อนอื่นใดอุทัยมีสิ่งของซึ่งเป็บิดาผู้ให้กำเนิดมอบไว้ให้ครั้งอยู่มัธยปุรา และยังมีอัฐอีกเล็กน้อยเก็บซ่อนอยู่ภายในสำนักตักสิลา .. คงต้องย้อนกลับไปอีกครั้งแล้ว
เมื่ออุทัยเดินทางออกจากป่าพบว่าตามรายทางเริ่มมีขบวนคาราวานพ่อค้าวาณิชเดินทางมาร่วมงานสมโภชพระเจดีย์หลวงอย่างคึกคัก มันอ้อมผ่านตัวเมืองและหลีกเลี่ยงการพบเจอผู้คน
จนตะวันเกือบลับขอบฟ้าจึงมาถึงป่าไผ่ที่มันเคยใช้ฝึกบำเพ็ญจิตกับปรมาจารย์สุรินทร์ เป็สถานที่ที่มันเกือบทิ้งชีวิตน้อยๆ เอาไว้ .. ที่นี่อยู่ห่างสำนักตักสิลาเพียงยี่สิบเส้น แต่คงต้องรออีกหลายชั่วโมงให้ศิษย์ทั้งหลายเข้าเรือนนอนไปเสียก่อน จึงได้เสาะหาที่สงบภายในป่าไผ่นั่งโคจรลมปราณผ่านเส้นลมปราณทั้งสาม
.. ดึกสงัดภายในสำนักตักสิลา ศิษย์ทั้งหลายได้เข้าเรือนนอนหมดแล้ว .. บรรยากาศเงียบสงบ .. ตะเกียงโคมไฟถูกจุดอยู่เพียงประปราย
กฎของสำนักกำหนดให้ศิษย์ทั้งหลายต้องอาศัยอยู่ภายในเรือนพักประจำบ้านของตนเท่านั้น บริเวณโดยรอบนอกอาคารกลับไร้ซึ่งผู้คน
เงาร่างสายหนึ่งพลิกตัวข้ามกำแพงอย่างเงียบงัน เงาไหววูบลดเลี้ยวตรงไปยังเรือนพักคนงานข้างโรงครัว แล้วหยุดลงข้างหน้าต่างเรือนพักหลังหนึ่ง
ในความมืดปรากฏเป็อุทัยหยุดซุ่มอยู่ เรือนพักข้างเคียงมีเสียงกรนและเสียงพลิกตัวของคนงานผู้พักอาศัย มันมิกล้าชะล่าใจแม้แต่น้อยเพราะสถานที่แห่งนี้เป็ถึงสำนักยุทธ์ ย่อมต้องมียอดยุทธ์ระดับปรมาจารย์อยู่มากมาย .. ั้แ่ออกจากป่าไผ่ก็ใช้ท่าร่าง 'มายาอสูร' เคลื่อนที่รวดเร็วที่ดังเงามายา
อุทัยมองลอดเข้าไปภายในห้องพักผ่านซอกหน้าต่างที่เปิดแง้มกลับไม่พบผู้ใดอยู่ภายใน ห้องพักนี้กว้างขวางสามารถบรรจุผู้พักอาศัยได้ถึงหกคน และก่อนหน้านี้มันเพียงพักอยู่กับลุงเอิบแค่สองคนเท่านั้น
สภาพภายในเป็ดังเช่นครั้งที่มันจากมา ข้าวของเครื่องใช้ทั้งของมันและของลุงเอิบยังถูกทิ้งไว้อย่างเดิม แต่มีละอองฝุ่นหนาเหมือนไม่ได้ทำความสะอาดมานาน เป็ไปได้ว่าั้แ่มันจากมายังไม่มีใครเข้ามาภายในห้องพักนี้เลย
'ลุงเอิบไปที่ใดแล้ว' อุทัยสงสัย .. แต่เป็เช่นนี้ก็ดีจะได้เคลื่อนไหวโดยไม่มีผู้พบเห็น
เพียงพริบตาอุทัยเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเสื่อนอนภายในห้อง แล้วเคลื่อนย้ายหีบสำหรับเก็บข้าวของอย่างแ่เบา บนพื้นภายใต้หีบมันแอบทำช่องลับเอาไว้ั้แ่วันแรกที่มันเข้าพักเมื่อสามปีก่อน จวบจนวันนี้มันก็ยังไม่เคยเปิดออกสักครั้ง แม้แต่ลุงเอิบที่ย้ายตามมาพักอาศัยภายหลังก็มิเคยล่วงรู้ว่ามีช่องลับเช่นนี้อยู่
ช่องลับถูกสร้างไว้อย่างแเีอุทัยใช้เล็บเขี่ยไม้กระดานแง้มเปิดเป็ช่องออก มันล้วงมือเข้าไปหยิบฉวยสิ่งหนึ่งติดมือขึ้นมาเป็สิ่งของห่อหุ้มด้วยผ้าสีดำเก่าคร่ำครึลักษณะกลมยาวราวสองคืบเศษ
อุทัยเคลื่อนย้ายหีบกลับสู่ที่เดิมโดยไร้เสียง เปิดหีบหยิบฉวยเสื้อผ้าออกมาหลายชุดพร้อมข้าวของเครื่องใช้บรรจุเป็ห่อผ้าห่อหนึ่ง คนะโวูบขึ้นบนขื่อมือล้วงไปในความมืดใต้หลังคา พอดึงมือกลับมากลับมีถุงผ้าเล็กๆ ใบหนึ่ง นั้นคือถุงที่ใช้เก็บอัฐซึ่งมีอยู่เพียงเล็กน้อย ได้มาจากการทำงานรับจ้างต่างๆ นับเป็ทุนรอนเพียงหนึ่งเดียวของมัน
อุทัยทิ้งตัวลงมาอย่างไร้เสียงทำท่ากำลังจะจากไป มันยืนนิ่งจ้องมองดูห่อผ้าในมือหวนคิดถึงบิดามารดาผู้ล่วงลับ
.. ค่ำคืนเมื่อสามสี่ปีก่อน บิดาของอุทัยได้รับคำสั่งด่วนให้ติดตามทัพของเ้านพรัตน์ไปตั้งรับทัพมหาการีย์ ณ หัวเมืองทางทิศตะวันตก บิดามารดารวมทั้งคนสนิทสามสี่คนมาประชุมหารือกันกลางดึก
อุทัยถูกเรียกตัวเข้ามาภายหลังพบเห็นบิดาแต่งชุดออกศึกเต็มอัตรา มีสีหน้าเคร่งเครียด มารดาและคนสนิทก็มีสีหน้าวิตกกังวล
พอมันเดินเข้าไปถึง บิดาก็จับไหล่ของมันไว้ ยิ้มให้และกล่าวว่า
"คืนนี้บ่าวชรีย์จะลอบนำเ้าไปยังเมืองเพชรปราการ หลังศึกทัพการีย์สงบแล้ว .. บิดามารดาจะรับตัวเ้ากลับมา"
บิดาของมันรู้ว่าการศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ยังไม่มั่นใจว่าจะยันทัพมหาการีย์เอาไว้ได้หรือไม่ ส่วนการดำรงอยู่ของกรุงนพเทพฯ ก็มิได้เห็นผลเลิศเท่าใด เพื่อปกป้องเืเนื้อเพียงหนึ่งเดียวของมัน จึงลอบส่งอุทัยไปยังสถานที่อันปลอดภัย
พร้อมกับมอบของสิ่งหนึ่งถูกบรรจุไว้ในห่อผ้าแ่า ลักษณะยาวคล้ายอาวุธชนิดหนึ่ง
"ดาบวิเศษเล่มนี้ บิดาขอมอบมันแก่เ้า ภายภาคหน้าจงใช้มันคุ้มครองตัวแลมารดาเถิด"
อุทัยรับดาบเอาไว้อย่างสงสัยใจพร้อมกล่าวว่า
"แล้วมารดาเล่า ? บิดาท่านจะไปรับผู้บุตรเมื่อไร ? ผู้บุตรมิไปได้หรือไม่ ?"
เด็กน้อยถามคำถามมากมาย มันใยิ่งนัก ตลอดมามันไม่เคยเดินทางไกลห่างบิดามารดามาก่อน
มารดาผู้อ่อนโยนโอบกอดอุทัย กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
"มารดาจะรั้งรอบิดาอยู่ที่นี่ เ้าอย่าดื้อดึงทำบิดามารดาลำบากใจหนา"
แม้จะยังเด็กและไม่ทราบเหตุผลเบื้องลึก แต่ก็รับรู้ถึงสถานการณ์อันตึงเครียด มันไม่้าสร้างความกังวลแก่บิดามารดา ได้แต่ก้มหน้าน้ำตาคลอพยักหน้ารับคำสั่ง
บิดากลั่นใจออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
"ชรีย์พานายน้อยออกเดินทางในบัดดล"
"ขอรับ .. นายท่าน ..” บ่าวผู้หนึ่งตอบรับ
หลังจากคืนนั้นมันถูกส่งตัวออกเดินทางไกล และมิได้พบหน้าบิดามารดาผู้ให้กำเนิดอีก ข่าวคราวจากสหายของบิดาแจ้งว่าทั้งคู่ได้เสียชีวิตแล้ว
อุทัยเปิดผ้าที่ห่อหุ้มออก พบเห็นเป็ดาบสั้นพร้อมฝักยาวสองคืบเศษ ลักษณะทื่อด้านเรียบง่ายเล่มหนึ่ง มองดูคล้ายดังมีดยาวมากกว่า ด้ามจับและฝักมีสีดำสนิทมองดูแล้วไม่ใช่ของวิเศษอันใด แต่ดาบเล่มนี้มีน้ำหนักเบาราวขนนก
เมื่อครั้งรับดาบมาอุทัยเคยทดลองดึงดาบออกจากฝักคราหนึ่ง แต่ไม่สามารถดึงออกได้ ครานี้ก็เช่นกันตัวดาบกับปลอกผนึกติดแแ่ไม่สั่นคลอนแม้แต่น้อย มันทดลองแผ่พลังปราณทั้งสามลงตัวดาบ
.. ฟึบบบบบ
กลับชักดาบออกมาได้ ดาบถูกดึงออกจากฝักอย่างง่ายดาย
.. ทื่อด้านสีดำสนิทไม่สะท้อนแสง ตัวดาบยาวคืบเศษไม่รู้จัดสร้างด้วยโลหะชนิดใด ดูไปไร้ซึ่งความคมแม้แต่น้อย แต่ภายในิญญามันกลับััได้ว่าดาบสั้นเล่มนี้ไม่ได้ธรรมดาดังเช่นลักษณะภายนอก จึงลองโคจรพลังปราณทั้งสามเข้าสู่ตัวดาบ
ฉับพลันดาบสั้นกลับแผ่กลิ่นอายโบราณาชนิดหนึ่งออกมา บางสิ่งภายในถูกปลุกตื่นขึ้น ปรากฏอักขระเรืองแสงรำไรที่โคนตัวดาบสั้น เป็อักขระโบราณที่อุทัยไม่เคยพบเห็นมาก่อนแต่ภายในิญญาของมันกลับมีสำนึกรู้
'สยบจักรภพ'
นามของดาบติดตรึงสายตาของอุทัย มันจ้องมองเหม่ออยู่เนิ่นนาน
.. วิ๊งงงงงงง .. วิ๊งงงงงงง .. วิ๊งงงงงงง .. ดาบส่งเสียงหวีดหวิว
.. แย่แล้ว !!!
พลังของตัวดาบยิ่งมายิ่งแผ่ขยายรุนแรง อุทัยแตกตื่นจนมือสั่นรีบเก็บดาบสั้นลงฝัก คนใช้ออกด้วยท่าร่างมายาอสูรพุ่งหลบเข้ามุมห้องเก็บงำพลังชีวิตอย่างมิดชิด
ผ่านไปราวห้าลมหายใจอุทัยััถึงกระแสพลังยุทธ์ บุคคลพร้อมท่าร่างรวดเร็วอย่างที่สุดหยุดยืนอยู่บนหลังคาเรือนอักษรห่างไปกว่าห้าสิบวา อุทัยแอบมองลอดผ่านช่องหน้าต่างแคบ
ปรมาจารย์ชัยยะ !!! จ้าวสำนักตักสิลา
ปรมาจารย์ชัยยะกวาดสายตาส่งจิตััออกทุกทั่วทิศทาง ระหว่างมันนั่งชำระเอกสารภายในห้องอักษรกลับรับรู้ถึงพลังงานพิสดารเลือนรางขุมหนึ่ง จึงติดตามออกตรวจสอบ กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด .. คนยังรั้งยืนนิ่งสงบบนหลังคา
ปรมาจารย์ชัยยะจ้องมองมาทางเรือนพักคนงานที่อุทัยแอบซุ่ม ด้วยสัญชาตญาณมันพบว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง มันะโขึ้นลงสี่ห้าครั้งกลับมายืนอยู่บนหลังคาเรือนพักคนงานหลังหนึ่ง
'มารดามัน อย่ามาทางนี้' อุทัยลอบอุทานภายในใจ มันหดตัวนิ่งเงียบระงับความตระหนก แม้แต่ลมหายใจก็ไม่กล้าระบายออก
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า !!!!!"
เสียงหัวเราะพลันดังกังวานขึ้นจากทิศทางตรงข้าม
ปรมาจารย์ชัยยะหันขวับตามเสียง ปรากฏบุรุษชุดดำหยุดยั้งบนอาคารสูงซึ่งห่างออกไปหลาย่ตึก พร้อมกล่าวว่า
"ชัยยะ เ้ายอดเยี่ยมยิ่งกลับรับรู้ถึงตัวข้า คงต้องประเมินเ้าใหม่แล้ว" เสียงของมันช่างเป็ที่คุ้นหูอุทัยยิ่งนัก
ปรมาจารย์ชัยยะะโลอยตัวกลับไปหยุดยั้งบนตึกอักษรเช่นเดิม จ้องมองบุรุษชุดดำที่อยู่ห่างออกไปสาม่ตึก
"ฮ่า .. เป็ท่านอาจารย์สุรินทร์ผู้ยิ่งใหญ่นั่นเอง .. จากกันไม่นานดูท่าท่านก้าวหน้ามิใช่น้อย" ปรมาจารย์ชัยยะกล่าวกับบุรุษชุดดำ มันเข้าใจว่าพลังปราณพิสดารที่ััได้ในขณะแรกมาจากบุคคลผู้นี้ .. ซึ่งมิใช่ใครอื่น .. มันก็คือปรมาจารย์สุรินทร์นั่นเอง
"ย่อมแน่นอน .. เด็กน้อยเช่นเ้า วันนี้คงถูกทุบตีแล้ว .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสียงปรมาจารย์สุรินทร์
'ตัวบัดซบ... มาได้เหมาะเจาะยิ่งนัก' อุทัยระบายลมออกจากปาก ขยับกายไปริมหน้าต่างลอบสังเกตการณ์
ทั้งสองถ่ายทอดเสียงผ่านลมปราณต่อกันโดยตรง แต่ด้วยพลังปราณพิสดารอุทัยกลับสามารถลอบฟังทั้งสองสนทนากันได้
ปรมาจารย์สุรินทร์ไม่รอช้า มันเคลื่อนที่ลอยตัวพร้อมดาบยาวในมือพุ่งมาอย่างรวดเร็ว
ประกายไฟสีแดงฉานแผ่ปกคลุมทั่วผืนฟ้า ด้วยพลังจักษุปราณอุทัยมองเห็นใบหน้าของมัน
.. ลุงเอิบ !!!
อุทัยปากอ้าตาค้าง คิดไม่ถึงว่าปรมาจารย์สุรินทร์ผู้าุโที่ใช้วิชา 'กฤษณะบำเพ็ญ' อันโหดร้ายแก่มัน และลุงเอิบ .. แท้จริงก็คือบุคคลเดียวกัน
ช่างน่าแค้นใจนัก .. ตลอดเวลาสามปีอุทัยถูกจับตามองโดยปรมาจารย์สุรินทร์อย่างใกล้ชิด ถึงกับแสดงเป็ลุงเอิบพ่อครัว และพักอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน เพื่อคอยเฝ้าควบคุมมัน
.. ดังการขุนสุกรตัวหนึ่งให้อ้วนพี .. รอวันนำขึ้นเขียงแบ่งกันบริโภค
ส่วนปรมาจารย์ชัยยะก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าใด ทำได้ทุกวิถีทางเพื่อพลังอำนาจแม้เป็เื่ที่ผิดศีลธรรมก็ตาม มันกับปรมาจารย์สุรินทร์กลับร่วมมือกันทำร้ายเด็กน้อยเช่นอุทัย
อุทัยกำหมัดแน่นชิงชังพวกมันทั้งสองยิ่ง ทั้งคู่ล้วนเป็คู่แค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกเดียวกันได้อีกต่อไป
"แสดงให้เราดูสิว่า เ้าเหมาะสมกับตำแหน่งเ้าสำนักหรือไม่ ฮ่า ฮ่า ..." เสียงปรมาจารย์สุรินทร์ดังก้องทั่วท้องฟ้า ทำทุกผู้คนภายในสำนักตื่นจากนิทรา
'ดาบอัคคีโลกันตร์' ของปรมาจารย์สุรินทร์ส่งพลังร้อนลวกรุนแรงดังไฟจากขุมนรกฟาดเข้าหาปรมาจารย์ชัยยะโดยใช้พลังทั้งหมดสิบส่วน
.. อัคคีบรรลัยกัป !
หลังจากดูดซับพลังจากมุขชำระจิตที่บ่มเพาะในร่างกายอุทัย ปรมาจารย์สุรินทร์ก็บรรลุระดับขั้น ‘อัคระปราณ' วิชาดาบธาตุอัคคีก็รุดหน้าแผ่พลังทำลายล้างสุดร้อนแรง
'พลังของมันก้าวหน้าอย่างก้าวะโ กลับบรรลุถึงขั้นอัคระ !!! ' ปรมาจารย์ชัยยะรู้สึกตึงมือยิ่ง มันไม่รอช้าสองมือปรากฏหอกสั้นคู่หนึ่ง 'หอกคู่ัผ่าน์' ะเิพลังเข้าปะทะกับพลังดาบธาตุอัคคี
ปรมาจารย์ชัยยะเป็ผู้ฝึกยุทธ์โดยมีธาตุธรณีเป็พื้นฐาน นับเป็ธาตุที่มีพลังป้องกันแข็งแกร่งที่สุด มันมิกล้าประมาทใช้ออกด้วยพลังป้องกันขั้นสุดยอด
.. เกราะัธรณี !
ร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยัสีเหลืองผุดผ่องะโพุ่งเข้าหาเปลวอัคคีที่วิ่งพล่านเข้ามา
.. เปรี้ยงงงงงง !!!
พลังทั้งสองเข้าปะทะกันเสียงดังสนั่นปลุกคนทั้งสำนักตื่นจากห้วงนิทรา
พลังธาตุอัคคีถูกต้านทานกระจายออกทุกทั่วทิศทาง ก่อเกิดสะเก็ดประกายไฟตกกระจายไปทั่วสำนัก อาคารส่วนใหญ่ปลูกสร้างด้วยไม้พลันติดไฟขึ้นมา
"ตัวข้าก็อัคระยุทธ์ มาดูว่าผู้ใดเหนือกว่ากัน" ปรมาจารย์ชัยยะกล่าวพร้อมเร่งเร้าพลังปราณถึงขีดสุด หลังจากดูดซับพลังจากมุขชำระจิตอีกส่วนหนึ่ง มันก็บรรลุระดับขั้น ‘อัคระปราณ' เช่นกัน
ด้วยศักดิ์ศรีเ้าสำนักศึกครั้งนี้ปรมาจารย์ชัยยะจะแพ้ไม่ได้ มันเป็ผู้มีพร์สูงสุดในรอบห้าร้อยปีของสำนักตักสิลา คนผู้เดียวสามารถฝึกวิชาธาตุธรรมชาติได้ถึงสี่ธาตุนั่นคือ ธรณี วารี วายุ และอัคคี
หลังจากต้านทานเพลงดาบอัคคีไว้ได้ ปรมาจารย์ชัยยะจึงดำเนินการตอบโต้เปลี่ยนจากรับเป็รุก
.. วายุถล่มอเวจี ! ประสาน .. วารีสยบมาร !
ปรามาจารย์ชัยยะสะบัดหอกคู่ใช้ออกด้วยการประสานกระบวนท่าทำลายล้างของธาตุวายุและวารี ก่อเกิดเป็เกลียวลมพายุประสานสายน้ำพุ่งตรงเข้าหาปรมาจารย์สุรินทร์
"ฮ่า ฮ่า ย่อมได้... เด็กน้อยเช่นเ้าต้องได้รับการสั่งสอนแล้ว" ปรมาจารย์สุรินทร์กล่าว มันก็ถือดีเช่นกัน แม้มันมิใช่จ้าวสำนักแต่ก็นับเป็ผู้าุโผู้หนึ่ง ความแข็งแกร่งของพลังปราณอาจจะเป็รอง แต่ความพิสดารของวิชาเวทกลับเหนือล้ำกว่าชัยยะมากนัก
.. พยุหะอัคคีบรรลัยกัป !
ปรมาจารย์สุรินทร์ใช้ออกด้วยกระบวนท่าเดิม แต่พันดาบออกต่อเนื่องนับร้อยดาบเป็พยุหะดาบอัคคีเข้าปะทะ
.. เปรี้ยงงงงงง !
.. เปรี้ยงงงงงง !
.. เปรี้ยงงงงงง !
เสียงปะทะดังอย่างต่อเนื่องพลังปราณกระจายทั่ว ทำหลังคากระเบื้องของอาคารรอบข้างนับพันนับหมื่นชิ้นปลิวกระเด็น
กระแสลมฝนและเปลวอัคคีกระจายทั่วท้องฟ้าปรกคลุมสำนักตักสิลาไว้ ผู้คนทั้งสำนักั้แ่เบื้องสูงถึงเบื้องล่างตื่นตระหนกต่างเร่งรุดเข้าตรวจสอบเหตุการณ์
เห็นพวกมันผิดใจกัน อุทัยภาวนาให้ทั้งคู่ต่อยตีกันจนตายไปข้างหนึ่ง .. ไม่สิต่อยตีกันให้ตายไปทั้งสองฝ่ายได้ยิ่งดี
ภายนอกทั่วสำนักกลับวุ่นวายโกลาหล เหล่าศิษย์และคนงานร้องะโเคาะเกราะไม้แจ้งเตือนอัคคีภัย ส่วนครูมวยผู้ฝึกสอนต่างมุ่งเข้าสู้ศูนย์กลางของการต่อสู้
'ไม่ไปตอนนี้แล้วจะรอถึงเมื่อใด'
อุทัยคิดได้ดังนั้นพลันเร่งเร้าท่าร่างหยิบฉวยคบเพลิงจากภายนอกกลับมาวางเพลิงภายในห้องพักและอาคารอื่นข้างเคียงเพื่อปกปิดหลักฐาน
เมื่อเปลวเพลิงโหมลุกไหม้มันจึงออกมาด้านนอก ลอบปะปนกับผู้คนที่กำลังสับสนอลหม่านจนมาถึงกำแพงทางด้านทิศใต้ พลิกตัวข้ามกำแพงแล้วเร่งเร้าท่าร่างมายาอสูรใช้ความเร็วสุดฝีเท้าหลีกเร้นกายหายไป