มู่เฉินยืนอยู่ข้างทะเลสาบอยู่นาน ความเงียบมืดมิดรายล้อมเพียงเสียงสายลมและระลอกคลื่นเบา ๆ
ทันใดนั้นกลับมี เสียงฝีเท้า คู่หนึ่งดังเข้ามาใกล้จากด้านหลัง มู่เฉินหันขวับ ะโออกไปเสียงเข้ม
“ใคร!”
จากเงามืด ปรากฏร่าง สตรีน้อยในชุดขาว เดินออกมาอย่างดุดัน
“ข้าต่างหากที่ต้องถาม ว่าเ้าเป็ใคร… กล้ามาบุก สำนักหอมบุปผา ยามวิกาลเช่นนี้”
มู่เฉินเมื่อรู้ว่าตนเผลอรุกล้ำพื้นที่ผู้อื่น จึงค่อย ๆ ถอยห่างออกจากทะเลสาบ แต่ด้วยทั้งกายและใจที่ไม่มั่นคง ร่างก็พลันลื่นล้มถลาลงไปในสายน้ำเย็นเยียบทันที…
เช้าวันถัดมา มู่เฉินลืมตาขึ้นอีกครั้งในห้องปลอดโปร่ง ผ้าม่านขาวบางพลิ้วไหวราวอยู่ท่ามกลางแดน์ กลิ่นหอมของสมุนไพรอ่อน ๆ ช่วยให้ลมหายใจปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก
เขาพึมพำกับตนเองอย่างสับสน
“นี่… ข้าตายไปแล้วหรือ?”
ไม่ทันไร เสียงพิณแว่วมาแต่ไกล บรรเลงทำนองอ่อนหวานเย็นใจ มู่เฉินประคองกายลุกขึ้น เดินฝ่าม่านขาวออกไปทีละก้าว
เบื้องหน้าเป็ทะเลสาบกว้างใหญ่ ด้านซ้ายมีผาสูงตระหง่านแตะฟากฟ้า ด้านขวามีป่าไผ่เขียวขจีลู่ลมไหวเบา ๆ ตรงกลางมีสะพานหินทอดยาวสู่ศาลากลางน้ำ และที่ศาลานั้นเองเป็ต้นกำเนิดเสียงพิณ
แสงอรุณส่องจ้าเข้าตาจนพร่ามัว มู่เฉินต้องหลับตาลงอยู่หลายครา ก่อนที่สายตาจะเริ่มชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
ภาพที่เห็นตรงหน้านั้น สตรีชุดขาว นั่งบรรเลงพิณอยู่กลางศาลา ข้าง ๆ มีสาวน้อยอีกผู้หนึ่ง และไม่ห่างออกไปมี ผู้เฒ่าชุดขาวถือไม้เท้า นั่งอยู่
มู่เฉินก้าวช้า ๆ เข้าใกล้ แต่ยังไม่ทันเอ่ยวาจา เสียงใสเจื้อยแจ้วของสาวน้อยชุดขาวก็ดังขึ้นทันที
“เ้าคนบ้า! เมื่อคืนยังไม่ตายอีกหรือ? ข้าต้องลำบากหามเ้าจากทะเลสาบมาถึงเรือน เหนื่อยแทบตาย!”
มู่เฉินนึกย้อนถึงเื่เมื่อคืน ก็ตอบกลับด้วยเสียงเรียบนิ่ง
“ขอบคุณแม่นางน้อยที่ช่วยเหลือ”
ผู้เฒ่าที่ได้ยินรีบเอ่ยห้าม พร้อมตักเตือนศิษย์สาวให้รู้จักมารยาท มู่เฉินจึงโค้งคำนับคารวะอีกครั้งเพื่อขอบคุณ
ผู้เฒ่าเชิญมู่เฉินให้นั่งลง ก่อนขอให้ยื่นแขนมาตรวจชีพจร จากนั้นส่งต่อให้สตรีผู้บรรเลงพิณเป็ผู้ตรวจสอบบ้าง
มู่เฉินแอบพินิจสตรีชุดขาวผู้นั้น นางอายุคงมากกว่าตนไม่กี่ปี รูปโฉมงดงามอ่อนหวานราว ดอกบัวขาวท่ามกลางสายน้ำสงบ ใบหน้าประดับเพียงเครื่องสำอางน้อยนิด ทว่าเรียบพิสุทธิ์ยิ่งนัก กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ จากร่างนางยิ่งชวนให้ผ่อนคลายเหมือนอยู่ในห้วงความฝัน
เสียงนางเอื้อนเอ่ยเบา ๆ อ่อนช้อยรื่นหู
“ร่างกายแข็งแรงดี แต่น่าแปลกนัก... ไม่มีาแ ไม่ถูกพิษ แต่ชีพจรกลับสับสนวุ่นวาย จิตใจมิอาจสงบลงได้”
ผู้เฒ่าผมขาวหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ยว่า
“นั้นมิใช่โรคกาย หากแต่เป็ แผลทางจิตใจ... ซึ่งรักษาได้ด้วยเวลาเท่านั้น หาใช่โอสถใดเยียวยาได้”
สตรีชุดขาวพยักหน้ารับคำอย่างสงบเสงี่ยม
แต่เมื่อมู่เฉินนึกถึงเื่เมื่อวันวาน ภาพพิธีแต่งงานและใบหน้าของอี้หรงก็ผุดขึ้นอีกครั้ง หัวใจเ็ปจนไอแรงหลายครั้งติดกัน
ผู้เฒ่าจึงสั่งให้สาวน้อยรีบพยุ่งมู่เฉินกลับเข้าเรือนพัก สาวน้อยทำท่าขัดใจทันที
“เหตุใดต้องเป็ข้าอีกเล่า! ต้องมาลำบากหามเ้าคนบ้าเช่นนี้อยู่ร่ำไป”
ผู้เฒ่ายิ้มบาง ๆ ก่อนกำชับให้นางช่วยประคองโดยไม่อาจปฏิเสธได้
มู่เฉินเมื่อถึงเตียงก็ปล่อยร่างอิดโรยนอนลง สตรีชุดขาวเดินตามเข้ามาพร้อมถาดยาสมุนไพรและเข็มเงินสำหรับฝังเข็ม นางจัดเตรียมอย่างสงบ ก่อนเริ่มฝังเข็มลงบนร่างมู่เฉินทีละจุด
ไม่กี่อึดใจต่อมา มู่เฉินก็พลันหลับใหลหมดสติไป...
ข้ามวันอีกครา มู่เฉินตื่นขึ้นมาพร้อมกลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นที่คุ้นเคย กลิ่นนั้นอบอวลอยู่ในอากาศอย่างนุ่มนวล ทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าเหมือนได้รับการผ่อนคลาย แม้ยังคงรู้สึกอ่อนแรงจนเห็นได้ชัด แต่เขาก็ฝืนก้าวออกจากเรือนไปอย่างช้า ๆ
สายตาทอดยาวไปยังศาลากลางทะเลสาบ เงาสะท้อนน้ำระยิบระยับยามเช้าเผยให้เห็นร่างสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ที่นั่น นางเอนศีรษะลงกับโต๊ะ มือเรียวรองแก้ม หลับตาพริ้มเหมือนกำลังเคลิ้มฝัน มู่เฉินเดินเข้าไปใกล้ด้วยจังหวะระมัดระวัง ไม่กล้ารบกวนความสงบ แต่ไม่นานนัก นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พลันหันมายิ้มอบอุ่นให้เขา
มู่เฉินโค้งคำนับ นางเพียงพยักหน้าตอบรับก่อนกล่าวเสียงนุ่มละมุนว่า นางชื่อ ซูเยว่ ส่วนสตรีน้อยอีกคนชื่อ ไป๋ลู่ และท่านผู้เฒ่าที่เขาได้พบเมื่อวานคืออาจารย์ของพวกเราทั้งสอง
ยังไม่ทันสนทนาต่อ เสียงใสดังแว่วมาแต่ไกล
“ท่านจะบอกชื่อข้าให้คนบ้าที่แหกปากดึก ๆ ดื่น ๆ นั่นทำไมเล่า!”
ไป๋ลู่เดินเข้ามาพร้อมถาดอาหาร วางหม้อข้าวต้มหอมกรุ่นกับถ้วยชามลงตรงหน้า สีหน้าของนางทั้งห้าวทั้งขึงขัง
“นี่ของท่าน กินเสียเถอะ! หากข้ารู้ว่าเ้ากินไม่หมด หรือบ่นว่าไม่อร่อยละก็… ข้าจะกลับมาตีเ้าให้ตาย!”
ว่าจบก็สะบัดหน้าเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของข้าวต้มร้อน ๆ และบรรยากาศชวนหัวเราะเบา ๆ ซูเยว่ยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“ข้าวต้มนั่น เ้าเด็กนั่นเป็คนทำ ท่านก็อย่าได้ถือสานางเลย รีบกินเถอะ ก่อนจะเย็น”
มู่เฉินแม้เกรงใจ แต่กลิ่นหอมละมุนและท้องที่หิวโหยก็บังคับให้เขากินจนหมดหม้อ
ทั้งสองสนทนากันอยู่ครู่ใหญ่ มู่เฉินถาม นางก็ตอบ ไม่มากไม่น้อย นางมิได้ย้อนถามสิ่งใดเหมือนผู้ใฝ่รู้อย่างไร แต่กลับให้ความรู้สึกสงบเย็นราวกับสายน้ำ
ไม่นาน เสียงไป๋ลู่ก็ดังเรียกจากหน้าเรือน
“ศิษย์พี่! อาจารย์เรียกท่านทั้งสอง”
มู่เฉินเดินตามไป เห็นท่านผู้เฒ่านั่งอยู่บนเก้าอี้ไผ่ ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ร่างกายเ้าดีขึ้นหรือยัง” ผู้เฒ่าถาม
มู่เฉินโค้งคำนับแล้วตอบ แม้ยังอ่อนแรงบ้างแต่โดยรวมก็ดีขึ้นมาก
“เช่นนั้น… ยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย”
ท่านผู้เฒ่ากล่าวพร้อมพยักหน้าไปทางไป๋ลู่
แววตาของสาวน้อยสว่างวาบทันที นางก้าวขึ้นลานไม้ด้วยท่าทีมั่นใจ มู่เฉินมองแล้วรู้ว่าหากท่านผู้เฒ่าเอ่ยให้ประลอง เช่นนั้นนางย่อมมีฝีมือไม่ธรรมดา
เสียงไม้กระทบดังกรอบแกรบ ทั้งสองเริ่มปะมือทันที ไป๋ลู่เร่งจู่โจมอย่างรวดเร็ว ดวงตาเปี่ยมด้วยความคึกคะนอง มู่เฉินแม้เกรงใจที่นางอ่อนวัยกว่า แต่ก็หาได้ออมมือ ปะทะกันหลายกระบวนท่า ลมหมุนพัดแรงจากฝ่ามือที่ฟาดปะทะกัน
ครู่หนึ่งไป๋ลู่ก็เผยยิ้มเ้าเล่ห์ เมื่อเห็นว่าตนมีวิชาตัวเบาเหนือกว่า นางพลิ้วไหวราวผีเสื้อ หลบหลีกไปมารวดเร็ว ทำให้มู่เฉินตามติดลำบากยิ่ง
แต่ไม่นาน มู่เฉินก็ค้นกลอุบาย เขาล่อให้นางก้าวไปยืนบนแผ่นไม้ผุ แล้วออกแรงเหยียบอีกด้าน ทำให้ไม้สะบัดขึ้นจนไป๋ลู่เสียหลัก เพียงชั่วพริบตา ฝ่ามือของมู่เฉินก็หยุดอยู่ตรงหน้าของนาง
ไป๋ลู่เบิกตากว้าง ก่อนโวยวายเสียงดัง
“เ้าเล่นกลโกง!”
เสียงหัวเราะดังจากซูเยว่และท่านผู้เฒ่า
ผู้เฒ่าเพียงส่ายหน้าแล้วกล่าวสั่งสอน
“ไป๋ลู่ เ้าประมาณมากไป ประสบการณ์จริงย่อมสำคัญกว่าพลังลมปราณเพียงอย่างเดียว จงจำไว้”
จากนั้นทั้งสามนั่งสนทนากันต่ออยู่ครู่ใหญ่ก่อนท่านผู้เฒ่าจึงหันมาทางมู่เฉิน
“เ้าหนุ่ม… จะเป็ศิษย์ข้าไหม”
ไป๋ลู่สะดุ้งเฮือก รีบค้านเสียงดัง
“ไหนอาจารย์ว่า จะรับข้าเป็ศิษย์คนสุดท้ายไงเล่า!”
ซูเยว่หัวเราะเบา ๆ
“แล้วเ้าไม่อยากมีศิษย์น้องหรือ”
ไป๋ลู่เม้มปากนิ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ยิ้มออกมาเหมือนยอมรับ
“แล้วเ้าล่ะ คิดอย่างไร” ผู้เฒ่าถามมู่เฉิน
มู่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คนผู้นี้ทั้งท่าทางไม่ธรรมดา การได้เป็ศิษย์นับเป็วาสนาอันหายาก เขาจึงค้อมกายลงแล้วเอ่ยรับคำ
แววตาของผู้เฒ่าส่องประกายยินดี ก่อนเอ่ยเสียงทุ้ม
“ศิษย์ของข้า เ้าคงยังมีเื่ต้องทำมิใช่หรือ… จงกลับไปก่อน ค่อยมาใหม่วันหลังเถอะ”
มู่เฉินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจว่าสองคืนแล้วที่เขาจากสำนักคุ้มภัยมา ไม่รู้ว่าผู้ติดตามทั้งสองจะร้อนรนเพียงใด เขาจึงโค้งคำนับขอบคุณแล้วขอตัวจากลา
มู่เฉินเดินตามทางป่าไม้เขียวขจี แสงอาทิตย์ลอดใบไม้ลงมาเป็ลำแสงอ่อน ๆ เื้ั บทเพลงพิณอันสงบเย็นของซูเยว่ดังสะท้อนกังวานไปทั่วหุบเขา คล้ายกลบทุกความว้าวุ่นในใจ จนจิตใจของมู่เฉินพลันสงบนิ่งดุจสายน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น