เรื่องที่ตระกูลกู้และตระกูลถังต้องโทษจองจำนั้นนับเป็นเรื่องที่น่าพอใจยิ่งทำให้กู้ชิงเฉิงอารมณ์ดีขึ้นอีกหลายส่วน สมแล้วที่สุภาษิตโบราณกล่าวว่า‘ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดร้อน’ เมื่อไป๋ฉี่เหรินลงมือทุกสิ่งก็คลี่คลายในทันใด
“แต่ว่าฮ่องเต้ก็ยังเมตตา ไม่ยอมสั่งประหารทั้งสองตระกูล” กู้ชิงเฉิงกล่าวกับโม่อวี้เฉินขณะรับประทานอาหารเช้าส่วนกู้จิ่งเซวียนนั้นไปวิ่งเล่นอยู่ด้านข้างแล้ว
"อืม...ค่อยเป็นค่อยไปเถิด มีเสด็จแม่คอยดูแล หลังวังย่อมไม่วุ่นวาย"โม่อวี้เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากออกมาอันที่จริงแล้วเขาเองก็ไม่โปรดปรานวิธีการฆ่าคนอย่างไร้ความผิดของฮองเฮาเท่าใดนักจึงเคยทัดทานอยู่หลายครั้ง แต่เนื่องจากเขาไม่ได้พำนักอยู่ในวังหลังจึงสามารถยับยั้งได้ในจำนวนจำกัด
“แผนการของฮ่องเต้นั้น... ยากที่จะคาดเดาได้จริงๆ” กู้ชิงเฉิงเชื่อมั่นในความสามารถของฮองเฮาเป็นอย่างยิ่งเมื่อครั้งอดีต วังหลังของฮ่องเต้ฉินมีสนมงามถึงสามพันนางทว่าฮองเฮากลับแทบจะกลายเป็นเพียงของประดับบารมีเท่านั้น ด้วยความโกรธแค้นนางจึงทำให้ฮ่องเต้ฉินประสบปัญหาไร้สมรรถภาพในวัยกลางคน แม้แต่เรื่องทายาทก็ยังเป็นปัญหาจะเห็นได้ว่าฮองเฮาอำมหิตเพียงใด
ตอนที่อ่านนิยายกู้ชิงเฉิงรู้สึกว่าฮองเฮาผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนักและแน่นอนว่านางก็รู้สึกว่าฮ่องเต้ไร้ยางอายถึงที่สุดคนทั้งสองราวกับคู่ที่ฟ้าดินสร้างมาให้เป็นของกันและกันจริงๆ
“วันนี้เสด็จพ่อไม่ต้องการให้เจ้าเข้าวังแล้ว” โม่อวี้เฉินกระซิบอีกครั้ง“เจ้าคิดว่า... ไม่จำเป็นต้องรักษาอีกต่อไปแล้วหรือ”
กู้ชิงเฉิงพยักหน้า“เพคะ ไม่จำเป็นแล้ว”
“เจ้าเป็นผู้รักษาให้หายขาดหรือ?” แววตาของโม่อวี้เฉินทอประกาย
“ไม่ใช่เพคะ” กู้ชิงเฉิงส่ายหน้า “ยังไม่เร็วขนาดนั้น ข้าได้ทำการบำรุงรากฐานให้มั่นคงก่อนจากนั้นจึงค่อยเปิดเส้นลมปราณ แต่แม้แต่การบำรุงรากฐานก็ยังไม่สำเร็จเลย”
นางยักไหล่พลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจแน่นอนว่าการไม่ต้องเข้าวังย่อมเป็นเรื่องดีนางย่อมไม่ต้องการเข้าวังไปพบฮ่องเต้ฉินที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ผู้นั้นระยะหลังมานี้ ฮ่องเต้ฉินชักจะยิ่งเกินเลยไปทุกที
“ดูท่าเขาจะพบวิธีแล้ว” ทว่าโม่อวี้เฉินกลับมีสีหน้ากังวลเล็กน้อยฮ่องเต้ฉินผู้นี้ช่วงนี้ช่างแปลกประหลาดนัก
--------
ในวังหลวงท่านหญิงหลิงหยางก็รู้สึกหงุดหงิดเช่นกัน ฮองเฮาชักจะทำไม่ดีต่อนางมากขึ้นทุกทีช่วงนี้นางก็เคราะห์ร้ายมากพออยู่แล้ว แม้จะไม่มีใครปลอบใจ ก็ยังดีกว่าถูกซ้ำเติมดังนั้น นางจึงไม่ได้ไปตำหนักฮองเฮามาหลายวันแล้ว
“เด็กน้อยผู้นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก” ฮองเฮาขมวดคิ้วเนื่องด้วยกู้ชิงเฉิงใช้เล่ห์เหลี่ยมกำจัดนางกำนัลเฉาผู้เป็นมือขวาของนางไปแล้วนางจึงไม่มีคนสนิทที่ไว้ใจได้เช่นเดิมอีกต่อไป มีเพียงหลิงหยางเท่านั้น
“ไปเถอะ ไปเชิญท่านหญิงมา” ฮองเฮากล่าวอย่างแผ่วเบา
ในขณะเดียวกันหลิงหยางก็ฉวยโอกาสที่ฮ่องเต้ประทับอยู่ในราชสำนักช่วงเช้าแอบลอบเข้าไปในห้องบรรทมของเขา
กู้ตงหลิงในชุดอาภรณ์วังหลวงยืนสง่างามอยู่ใต้ต้นไม้ ใบหน้าของนางดูขาวและนุ่มนวลกว่าแต่ก่อนเล็กน้อยทำให้ความงามโดยรวมของนางเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ทว่าแววตาของนางกลับดูว่างเปล่า
“นี่ กู้ตงหลิง” หลิงหยางสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้กู้ตงหลิง นางไม่อยากถูกฮองเฮารังเกียจดังนั้นจึงต้องทำอะไรบางอย่าง ยามนี้กู้ตงหลิงคือก้างขวางคอของฮองเฮานางจะช่วยฮองเฮากำจัดมันเสียก่อน
ทว่ายามนี้กู้ตงหลิงกลับดูไร้พิษสงนักเมื่อไม่มีลิ้นนางจึงพูดไม่ได้ ได้แต่แหงนหน้ามองท่านหญิงหลิงหยางอย่างนั้นคิ้วของนางขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว แววตาแฝงความรังเกียจเล็กน้อย
“เจ้าอย่าคิดนะว่าตอนนี้เจ้าได้ปีนป่ายขึ้นไปบนเตียงของฝ่าบาทแล้วจะวิเศษวิโสเจ้าก็เป็นแค่หญิงแพศยาที่ใครก็อาจจะร่วมหลับนอนด้วยได้ยังกล้าฝันเฟื่องว่าจะได้ดิบได้ดีราวกับปีนขึ้นกิ่งไม้กลายเป็นหงส์ฟ้า [1]!”หลิงหยางเห็นสีหน้าเช่นนั้นของนางก็บันดาลโทสะขึ้นมาทันที
เป็นแค่พวกต่ำทรามแท้ๆยังจะมาแสร้งทำเป็นดอกบัวขาว นางนั้นรู้ตื้นลึกหนาบางของกู้ตงหลิงเป็นอย่างดีกู้ตงหลิงไม่ใช่คนดีมีคุณธรรมเลยแม้แต่น้อย
‘เพียะ!’ กู้ตงหลิงก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวยกมือตบหลิงหยางอย่างแรง พร้อมทั้งโบกมือไปยังมุมมืด
ผู้คนในเงามืดรุดหน้าเข้าจับตัวเกอหลิงหยางกดร่างนางลงแล้วฟันสันมือให้นางสลบเหมือด จากนั้นก็ลากนางออกไป ไม่ได้โยนนางทิ้งไปหากแต่ส่งนางไปยังห้องลับแห่งหนึ่ง
--------
เมื่อฮ่องเต้ฉินออกลงจากท้องพระโรงก็รีบกลับตำหนักในทันที เขาส่งขุนนางที่มาขอเข้าเฝ้ากลับไปทั้งหมดเขาไม่เคยแตะต้องสตรีในวังหลังมานานกว่ายี่สิบปี ครั้นได้เริ่มสัมผัสก็ไม่อาจหยุดยั้งได้อีกต่อไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกู้ตงหลิงที่ยังเยาว์วัยและงดงามยิ่งนักเขาจึงหลงใหลในตัวนางไม่มีเบื่อ เขาไม่ได้นอนเป็นเวลาหลายค่ำคืนโยนทุกสิ่งทุกอย่างทิ้งไปเบื้องหลัง
เดิมทีกู้ตงหลิงยืนอยู่ในอุทยาทหลวงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ครั้นเห็นฮ่องเต้ฉินเสด็จมา ใบหน้าของนางก็ปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อยรอยยิ้มนั้นแผ่วเบา แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับ ‘ยิ้มเดียวล่มเมือง’ยิ่งทำให้ฮ่องเต้ฉินหลงใหลจนไม่อาจถอนตัว
เขาก้าวตรงเข้าไปถอดฉลองพระองค์ลายมังกรออกคลุมบนบ่าของกู้ตงหลิง “เหตุใดสนมรักจึงมาอยู่ที่นี่ระวังจะป่วยเพราะความเย็น”
ย่างเข้าฤดูสารทในยามเช้าก็เริ่มมีลมเย็นพัดโชยแล้ว กู้ตงหลิงเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆดวงตาชะม้ายชายตาราวหญิงงามแรกแย้มนางยกมือขึ้นจับมือของฮ่องเต้ฉินที่กำลังคลุมฉลองเขาให้ทำให้ใจของฮ่องเต้ฉินละลายสิ้น เขาอุ้มกู้ตงหลิงขึ้นมาในอ้อมแขนทันที“ไปเถิด เจ้ากลับไปกับข้า ที่นี่หนาวนัก”
ครั้นกลับไปแล้วก็ย่อมไม่อาจอยู่นิ่งฮ่องเต้ฉินต้องการชดเชยทุกสิ่งที่สูญเสียไปตลอดเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา...
“ข้าต้องการให้เจ้าให้กำเนิดโอรสแก่ข้า และจะแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาท”ฮ่องเต้ฉินมีพลังงานอันมหาศาลไม่สิ้นสุด เปี่ยมด้วยพละกำลังยิ่งนักยามนี้พระองค์โน้มใบหน้าไปกระซิบข้างหูของกู้ตงหลิงกู้ตงหลิงเพียงแต่แย้มยิ้มตอบกลับ รอยยิ้มนี้เปรียบเสมือนยาพิษที่ทำให้ฮ่องเต้ฉินจมดิ่งลงไปไม่รู้จบ
ตลอดหลายวันต่อมาฮ่องเต้ฉินแทบจะไม่ได้จัดการกิจการบ้านเมืองในราชสำนักเลยเขาโยนฎีกาทั้งหมดให้โม่อวี้เฉินส่วนเขาเองก็หมกมุ่นอยู่แต่ในอ้อมกอดอันอ่อนโยนของกู้ตงหลิง
“ฝ่าบาท” ยามค่ำที่ใกล้จะถึงเวลาเสวยฮองเฮาที่ไม่พบเห็นเกอหลิงหยางมาหลายวัน ก็ตามหามาจนพบ นางบุกเข้ามาโดยตรงครั้นเห็นกู้ตงหลิงนั่งอยู่ข้างกายของฮ่องเต้ นางก็โกรธเคืองเป็นอย่างมากนางคุ้นเคยกับกู้ตงหลิงดีแต่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนกู้ตงหลิงจะไม่ได้งดงามชวนมองถึงเพียงนี้ ในชั่วขณะหนึ่งนางถึงกับเผลอมองจนใจลอย
กู้ตงหลิงเองก็เงยหน้าขึ้นมองฮองเฮาดวงตาของนางแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันและดูแคลนอย่างลึกซึ้ง
“นางแพศยา เจ้าทำอะไรกับหลิงหยางของข้า!” ฮองเฮาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวยกมือฟาดลงบนใบหน้าของกู้ตงหลิงอย่างแรง
ใบหน้าของกู้ตงหลิงถูกตบจนหันไปอีกทางบนใบหน้าเล็กๆ ที่ขาวผ่องราวหิมะ ปรากฏรอยนิ้วมือห้านิ้วอย่างชัดเจนแล้วก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำในทันที
‘เพียะ!’ ฮ่องเต้ฉินยกมือฟาดฮองเฮากลับโดยไม่ลังเลเช่นกัน
“ไสหัวออกไป” สตรีโง่เขลาผู้นี้ยังคงโอหังนักตระกูลเกอเสื่อมอำนาจไปนานแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จักสำนึกถึงฐานะของตนเองฮองเฮาตกตะลึงกับการถูกตบ และมองฮ่องเต้ด้วยความไม่อยากเชื่อ “ฝ่าบาท ทรงกล้าตบหม่อมฉันเพื่อหญิงต่ำต้อย...”
กู้ตงหลิงไม่ได้โต้เถียงหรือสร้างเรื่องใดๆเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยน้ำตาไหลรินด้วยความคับแค้น ใบหน้าเล็กๆของนางบัดนี้บวมช้ำแล้ว
ยามนี้ฮ่องเต้ฉินมองไปทางกู้ตงหลิงแล้วหันไปมองฮองเฮา ก็ไร้อารมณ์ที่จะเสวยอาหารโดยสิ้นเชิง ฮองเฮาชราลงแล้วอีกทั้งใบหน้ายังแสดงออกถึงความอิจฉาริษยาและร้ายกาจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับกู้ตงหลิงแล้ว ราวกับหนึ่งอยู่บนสวรรค์อีกหนึ่งอยู่ใต้โคลนตม และผู้ที่อยู่ใต้โคลนตมนั้น ย่อมเป็นฮองเฮา
“ไสหัวไป” ฮ่องเต้ฉินตรัสเสียงต่ำอีกครั้งในดวงตาปรากฏเจตนาสังหาร ยามนี้เขากำลังทะนุถนอมกู้ตงหลิงดุจแก้วตาดวงใจรักใคร่นางยิ่งนัก จะไม่ยอมให้นางเกิดอันตรายแม้แต่น้อยนี่คือของขวัญที่สวรรค์ประทานมาให้แก่เขา เขาจำต้องทะนุถนอมนางให้ดีฮองเฮาสิ้นหวังมานานแล้ว แต่ยามนี้ก็ยังคงเจ็บปวด นางก้มหน้าร้องไห้พลางจากไป
--------
“กู้ชิงเฉิง” เกอจวิ้นมาถึงตำหนักองค์รัชทายาทและขอเข้าพบกู้ชิงเฉิงทันที “ท่านป้าส่งข่าวมาว่าหลิงหยางหายตัวไปแล้ว”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? ท่านหญิงหลิงหยางไม่ได้อยู่ในวังหรือนางออกจากวังไปแล้วหรือ?” กู้ชิงเฉิงเองก็ประหลาดใจเล็กน้อยแต่การที่เกอหลิงหยางหายตัวไปแล้วแจ้งเกอจวิ้นทราบ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรแล้วเพราะเกอจวิ้นเป็นพี่ชายในนามของเกอหลิงหยาง
เชิงอรรถ
[1]ปีนขึ้นกิ่งไม้กลายเป็นหงส์ฟ้า (攀上枝头当凤凰) เป็นสำนวนจีนที่เปรียบถึงสตรีที่ได้แต่งงานกับบุรุษผู้สูงศักดิ์ ก็จะพลิกฐานะสูงส่งดุจดั่งนกเล็กเกาะกิ่งที่กลับกลายเป็นหงส์ฟ้า