‘งั้นก็ทำให้รักเสียสิ’ เสียงในหัวร้องเตือน จะว่าไปเื่ทำให้คนรักเป็งานถนัดอยู่แล้ว จะฮ่องเต้หรือองค์รัชทายาทก็ได้ ทั้งสองคนยิ่งดีใหญ่ เท่านี้อู๋ิก็จะมีโล่คุ้มภัยแล้ว
"เพคะองค์รัชทายาท" สรรพนามใหม่ถูกใช้ทันทีอย่างว่าง่ายพร้อมกับส่งยิ้มหวานไปให้อีกหนึ่งกรุบ
"เ้ากำลังประชดข้างั้นหรือ?”
“เรียกเสด็จพี่ทรงไม่อนุญาต เรียกองค์รัชทายาทก็ถูกหาว่าประชด เช่นนั้นเรียกอะไรดีเพคะ ราชสีห์ผู้ไม่พ่าย พยัคฆ์หน้าตึง หมาป่าเดียวดาย หรือบุตรัทะยานฟ้า อ้อ! แต่หม่อมฉันว่าชื่อนี้เหมาะสุด องค์รัชทายาทโบท็อก!” อู๋ิเข้าใจแล้วว่าทำไมเหมยฮวาจึงมักนำภาษาในโลกโน้นมาใช้ นั่นเพราะสามารถหลอกด่าใครก็ได้โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้นั่นเอง
“นั่นก็แล้วแต่เ้า เสด็จพี่เท่านั้นที่ไม่ได้ ไป กลับวังพร้อมข้า เสด็จพ่อทรงรอพบเ้าอยู่”
"ฮ่องเต้ทรง้าให้หม่อมฉันเข้าเฝ้าหรือเพคะ" อู๋ิหน้าซีด ฮ่องเต้ต้องทราบเื่ทั้งหมดแล้วและที่เรียกให้เข้าเฝ้าก็เพื่อจะลงโทษนางอย่างแน่นอน
“หม่อมฉันยังไม่อยากกลับเพคะ"
"ไม่กลับ? อู๋ิ! รู้หรือไม่ความอดทนของข้ามีจำกัด"
ทั้งสองจ้องตากันครู่ใหญ่ก่อนที่องค์รัชทายาทจะยกมือส่งสัญญาณให้คนสนิทจัดการปัญหาน่ารำคาญตรงหน้า
"อ๊ะ! อย่าคิดใช้กำลังบังคับกันเชียว ไม่งั้น... ไม่งั้นองค์รัชทายาทคงต้องนำศพหม่อมฉันกลับไปแทนแล้ว!" อู๋ิคว้าปิ่นบนศีรษะมาจ่อที่คอตัวเอง แม้จะกลัวพลาดแทบตายแต่ก็ต้องเสี่ยง หากเดาไม่ผิดองค์รัชทายาทหรงซิ่งฝืนใจมารับนางกลับวังตามคำสั่งของฮ่องเต้ และเพอเฟคชั่นนิสอย่างเขาต้องไม่ยอมให้มีข้อผิดพลาดในงานที่ได้รับมอบหมายอย่างแน่นอนดังนั้นก็น่าจะใช้เื่นี้ข่มขู่เขาได้บ้าง
"องค์หญิง! นั่นมันอันตรายนะเพคะ วางลงก่อนเถิดเพคะ" มู่หลานร้องห้ามขณะมองปลายแหลมคมที่อยู่ห่างจากคอของเ้านายเพียงนิดเดียวอย่างเป็กังวล
องค์รัชทายาทหรงซิ่งส่งสัญญาณให้เหล่าองครักษ์หยุดกระทั่งพวกเขาถอยกลับมายืนด้านหลังจึงหันไปทางเป้าหมายอีกครั้ง หากไม่ใช่เพราะฮ่องเต้กำชับว่าต้องพาตัวอู๋ิกลับวังอย่างไร้รอยขีดข่วน เขาคงจะปล่อยให้นางปลิดชีพตัวเองไปแล้ว
"ต้องทำอย่างไร เ้าจึงจะยอมกลับวังแต่โดยดี"
อู๋ิเผลอยิ้มก่อนจะรีบปรับสีหน้าเป็เคร่งขรึม
"ทรงต้องสัญญามาก่อนว่าพวกเราทั้งคู่จะไม่ถูกลงโทษ”
“ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ" ได้เห็นบุตรสาวของสตรีผู้นั้นถูกลงโทษ นับว่าเป็เื่ดีมากสำหรับเขา
"เช่นนั้นก็นำศพของหม่อมฉันกลับไป" อู๋ิแสร้งเงื้อมือขึ้น
"องค์หญิง!!"
"ได้! ข้าตกลง เ้าจะไม่ถูกลงโทษ"
อู๋ิหยุดการกระทำอันเป็อันตรายต่อตัวเองทันทีและลอบถอนหายใจโล่งอกแต่แล้วก็นึกเอะใจเมื่อเห็นสายตามุ่งร้ายขององค์รัชทายาทหรงซิ่งที่มีต่อมู่หลาน
"ไม่สิ ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่หม่อมฉันคนเดียวแต่ต้องสัญญาว่าพวกเราทั้งคู่จะไม่ถูกลงโทษ"
"เ้านายทำผิด บ่าวรับใช้ไม่ห้ามปราม โทษของนางหนักกว่าเ้าเสียอีก ข้าสัญญาว่าจะช่วย แต่จะช่วยเพียงคนเดียวเท่านั้น หากไม่ตกลง ก็เชิญเ้าลงมือได้เลย"
"มู่หลานไม่ผิด เป็หม่อมฉันเองที่ดึงดันออกมาข้างนอก ขโมยของหม่อมฉันก็ทำคนเดียว ไม่เกี่ยวกับนาง ดังนั้นหากจะต้องลงโทษให้ได้ล่ะก็ คนคนนั้นควรเป็หม่อมฉันเพคะ” ทราบดีว่าผู้ใดจะโดนโทษหนักสุดในเื่นี้ดังนั้นอู๋ิไม่มีทางยอมให้มันเกิดขึ้น
"จอมปลอม” องค์รัชทายาทเหยียดยิ้ม อู๋ิก็เหมือนกับมารดาของนาง แสร้งทำตนเป็คนดีทว่ากลับซ่อนความร้ายกาจไว้ข้างใน
“เลือกมา เ้าหรือว่านาง”
มู่หลานรีบคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้น
"หม่อมฉันยินดีรับโทษเพคะ"
อู๋ิมองมู่หลานก่อนจะหันไปทางองค์รัชทายาทหรงซิ่ง ดวงตาดุกร้าวมั่นคงบอกให้รู้ว่าการข่มขู่ของนางไม่ได้ทำให้เขายอมสยบเสียทีเดียว ก็อย่างว่าเขาเป็ถึงองค์รัชทายาทจะมาพ่ายแพ้แก่ตัวประกอบง่อย ๆ อย่างนางได้อย่างไร
“หม่อมฉันยินดีรับโทษเพคะ”
"องค์หญิง..."
อู๋ิส่ายหน้าไม่ให้มู่หลานพูดต่อและเสียบปิ่นกลับไปบนผมเหมือนเดิม
"หม่อมฉันพร้อมแล้ว กลับวังกันเถิดเพคะ ฝ่าาทรงรอนานแล้ว"
องค์รัชทายาทหรงซิ่งเพียงพยักหน้า เหล่าองครักษ์ก็ล้อมสตรีสองนางไว้ตรงกลาง ต่อให้มีปีกก็ไม่อาจหลบหนีได้
อู๋ิทุบตีเงาขององค์รัชทายาทหรงซิ่งด้วยความแค้นและครุ่นคิดวุ่นวายหาทางเอาตัวรอดจากการลงโทษวันนี้ รวมไปถึงหาที่คุ้มกะลาหัวจนกว่าจะได้พบเหมยฮวาด้วย
ปัง!
อู๋ิที่นั่งคุกเข่าสะดุ้งโหยงหลังฮ่องเต้ตบโต๊ะเสียงดัง ท่าทางของเขาตอนนี้น่ากลัวอย่างมาก ดูท่าจะโกรธมากทีเดียว
"ไม่เจ็บหรือเพคะ" อู๋ิถามออกไปอย่างลืมตัวก่อนจะรีบก้มหน้าหลังสบตาดุ
"ห่วงตัวเ้าเองเถิด! หนีออกไปเที่ยวนอกวังโดยไม่ได้รับอนุญาต! ขโมยของผู้อื่นจนถูกจับเข้าคุก เ้านำเกียรติขององค์หญิงไปไว้ที่ไหน หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป รู้ถึงผลเสียที่จะตามมาหรือไม่!" ฮ่องเต้หายใจหอบด้วยความโกรธขณะตะคอกถามบุตรสาวเสียงดังลั่นห้อง
"ทุกอย่างล้วนมีเหตุและผล จะทรงตัดสินที่ปลายเหตุอย่างเดียวไม่ได้เพคะ" อู๋ิแย้งตาใส
"สาเหตุงั้นหรือ?" น้อยนักที่จะมีคนกล้าโต้เถียงกับเขาดังนั้นความโกรธจึงถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจ
อู๋ิพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะชี้นิ้วไปยังฮ่องเต้อย่างกล่าวโทษ
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ดวงตาทุกคู่จับจ้องเด็กสาวและรู้สึกหวาดหวั่นแทนไม่น้อยเพราะไม่เคยมีใครกล่าวโทษฮ่องเต้ต่อหน้าตรง ๆ มาก่อน
"เ้าบอกว่าข้าคือต้นเหตุงั้นหรือ"
“เป็เพราะฝ่าาแน่นอน ส่วนเื่ขออนุญาต หม่อมฉันไม่มีใครให้ขออนุญาตนี่เพคะ”
“เหลวไหล! ทำไมจะไม่มี คนที่เ้าต้องขออนุญาตคือข้า!”
“อ่อ เป็เช่นนี้นี่เอง ครั้งหน้าหม่อมฉันจะต้องขออนุญาตจากฝ่าาแน่นอนเพคะ ว่ากันว่าผู้ไม่รู้คือไม่ผิด ถึงผิดก็นับเป็ความผิดครั้งแรกดังนั้นควรลงโทษสถานเบาอย่างว่ากล่าวตักเตือน คัดคัมภีร์ หรือกักบริเวณ ใช่หรือไม่เพคะ”
“ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเ้ามีวาทศิลป์เป็เลิศ ได้! เื่หนีออกจากวัง ข้ายอมให้ แล้วเื่ขโมยของล่ะ เ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร” เื่หลังเป็เื่ใหญ่เสื่อมเสียถึงราชวงศ์ อย่างไรก็ต้องลงโทษ นางจะได้หลาบจำ
“แต่เื่นี้ฝ่าามีส่วนผิดเต็ม ๆ นะเพคะ"
"บังอาจ! กล้าดีอย่างไรโยนความผิดให้ข้า" ฮ่องเต้ตบโต๊ะอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นชี้หน้าบุตรสาวมือสั่น
"เบี้ยหวัดของตำหนักอู๋ิถูกเบียดบังมาหลายปี ทั้งที่เื่ก็เกิดใต้จมูกฝ่าาแต่ก็ทรงไม่ใส่พระทัย หม่อมฉันไม่อยากตายก็ต้องดิ้นรนทำให้ท้องอิ่ม ส่วนเื่ทำให้ราชวงศ์เสื่อมเสีย เื่นี้ยิ่งเป็ไปไม่ได้ ฝ่าาคงไม่ทราบว่าหม่อมฉันไม่ได้มีชื่ออยู่ในหน้าบันทึกของราชวงศ์ต่งดังนั้นเื่ที่หม่อมฉันทำจะส่งผลต่อราชวงศ์อันทรงเกียรติได้อย่างไรเพคะ"
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบเป็ครั้งที่สอง ฮ่องเต้เองก็ไม่อาจหาคำใดมาโต้แย้งได้ทัน สรุปว่าผู้ผิดในเื่นี้แท้จริงคือตัวเขาเองงั้นหรือ
“ฝ่าา....” กงกงเซ่อเอ่ยเตือนเมื่อทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบนานเกินไป
“เ้าก็คิดว่าข้าผิดงั้นหรือ!"
"มะ... ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมก็แค่..."
ฮ่องเต้ยกมือห้าม กษัตริย์ผู้ครองใต้หล้าทว่าไม่อาจดูแลครอบครัวของตนให้สุขสงบได้ เช่นนี้ยังนับเป็กษัตริย์ที่ดีอยู่หรือไม่
"จากที่เ้าพูดมาทั้งหมด หมายความว่าเ้าไม่มีความผิดเลยอย่างนั้นสินะ”
“ผิดเพคะ หนึ่งคือออกจากวังโดยไม่ทราบมาก่อนว่าต้องขออนุญาตจากฝ่าา สองคือขโมยของผู้อื่น ต่อให้มีความจำเป็ อย่างไรก็นับว่ามีความผิด” อู๋ิแสร้งก้มหน้าสำนึกผิด
“เช่นนั้นไหนลองบอกสิว่าข้าควรลงโทษเ้าเช่นไร” ฮ่องเต้เสนอทางรอด ถือเสียว่าเป็การไถ่โทษความผิดของเขาก็แล้วกัน
“กักตัวสำนึกผิดเพคะ”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว บอกตามตรงว่าตอนนี้เขาเดาใจเด็กสาวไม่ถูกจริง ๆ ว่า้าสิ่งใด
“ข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเ้าจะไม่แอบหนีออกไปอีก”
“จะหนีได้อย่างไรเพคะ เวรยามตำหนักองค์รัชทายาทหรงซิ่งแ่าออกเพียงนั้น”
“ความหมายของเ้าคือ...”
“ลงโทษกักตัวที่ตำหนักขององค์รัชทายาทเพคะ ได้องค์รัชทายาทเป็หูเป็ตาให้ ฝ่าาคงจะวางพระทัยได้”
"เสด็จพ่อ กระหม่อมมีราชกิจมากมายที่ต้องจัดการดังนั้น..." องค์รัชทายาทหรงซิ่งรีบคัดค้านเมื่อเห็นเค้าลางความยุ่งยากมาเยือน
อู๋ิรีบลุกขึ้นไปกอดแขนองค์รัชทายาทแน่น ทั้งสองยื้อยุดกันอย่างไม่มีใครยอมใครก่อนจะกระซิบทวงสัญญา
“ทรงรับปากแล้วว่าจะช่วยแต่ไม่เห็นทำอะไรสักอย่าง คนไม่รักษาคำพูดต้องถูกลงโทษ”
ฮ่องเต้มองทั้งสองคนอย่างครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุด
"ได้ เช่นนั้นเอาตามเ้าว่าก็แล้วกัน"
"เสด็จพ่อ! แต่กระหม่อม..." องค์รัชทายาทหรงซิ่งยื่นมือไปด้านหน้าเพื่อคัดค้านแต่ก็ถูกสาวน้อยคว้าไว้อีกครั้ง แม้จะส่งสายตาข่มขู่ไปให้นางสักเท่าไหร่ก็ไม่เป็ผล
“ฝ่าาทรง้าพักผ่อนแล้ว พวกเรารีบออกไปกันดีกว่าเพคะ ไป ๆ" อู๋ิใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีลากแขนองค์รัชทายาทให้เดินออกไปด้านนอกจนสำเร็จก่อนจะปล่อยและถอยไปยืนห่างหลายจั้งเพื่อความปลอดภัย ต่อหน้าฮ่องเต้เขาไม่กล้าลงมือแต่ข้างนอกก็ไม่แน่ดังนั้นห่างไว้ก่อนเป็ดี
"แล้วเ้าจะต้องเสียใจ" องค์รัชทายาทหรงซิ่งกล่าวเสียงลอดไรฟันก่อนจะสะบัดตัวเดินหนีไปด้วยอารมณ์หงุดหงิด
“พวกเราจำเป็ต้องเข้าถ้ำเสือด้วยหรือเพคะ” มู่หลานอยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ บอกตามตรงนางยอมอยู่ตำหนักซอมซ่อหลังเล็กดีกว่าไปเผชิญหน้ากับเสือร้ายที่จ้องจะขย้ำอยู่ตลอดเวลาอย่างองค์รัชทายาทหรงซิ่ง
“อยู่ที่ไหนก็ถูกล่า หากต้องเลือกระหว่างเสือกับฝูงไฮยีน่า ข้าว่าลองไปอยู่กับเสือบ้างก็แปลกใหม่ดี ไปเถอะ ไปเก็บของกัน” อู๋ิผิวปากเดินนำมู่หลานกลับตำหนักอย่างอารมณ์ดี ฮ่องเต้มิได้เลวร้ายอย่างที่คิด เขาอาจถูกปิดหูปิดตาแต่เมื่ออธิบายก็ยอมรับฟัง ไม่ได้ไร้เหตุผลเสียทีเดียว กงกงเซ่อก็เหมือนจะถือหางนางอยู่ไม่น้อย ส่วนองค์รัชทายาทโบท็อกก็... ไม่เลวร้ายเท่าไหร่หรอกมั้ง
วันรุ่งขึ้น
“โบราณว่าไว้คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก แต่ข้าจะต้องอยู่ที่นี่ให้ได้แม้ต้องคับใจจนแทบะเิก็ตาม สู้!" อู๋ิชูกำปั้นขึ้นเหนือศีรษะและแหงนหน้ามองฟ้าด้วยแววตามุ่งมั่น ต่อให้ถูกรังเกียจเดียดฉันท์มากเพียงใดนางจะไม่มีวันหอบผ้าผ่อนกลับตำหนักอู๋ิเป็อันขาด
"สู้!" มู่หลานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยกแขนขึ้นเลียนแบบท่าทางของเ้านายแม้จะไม่เข้าใจก็ตาม
องค์รัชทายาทหรงซิ่งมองดูท่าทางประหลาดของสตรีทั้งสองก่อนจะส่ายหน้าและถอนหายใจ ลางสังหรณ์บอกว่าตำหนักแห่งนี้จะไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป
ไม่! เขาจะไม่ยอมให้เป็เช่นนั้นเด็ดขาด หากพวกนาง้าจะอยู่ที่นี่ ก็ต้องทำตามกฎของเขาอย่างเคร่งครัด
“สามข้อ! พวกเ้าต้องทำกฎสามข้อหากอยากอยู่ที่นี่!”
อู๋ิหุบยิ้มทันทีหลังได้ยินเสียงแข็งกร้าวของเ้าของตำหนัก ไม่มีงานเลี้ยงต้อนรับ มีแต่กฎข้อบังคับที่ต้องทำตาม แต่เขาคิดหรือว่ากฎเพียงสามข้อจะทำให้นางยอมแพ้และล่าถอยจากไปง่าย ๆ เฮอะ! ต่อให้เอาช้างมาฉุด นางก็ไม่มีทางออกไปจากที่นี่แน่นอน
“ตรัสมาได้เลยเพคะ”
“ข้อแรก เ้าและข้าจะไม่ร่วมโต๊ะอาหารกันเด็ดขาด” แค่มีคนที่เกลียดเดินไปมาในตำหนักก็ทำให้หงุดหงิดใจมากพอแล้ว หากจะต้องทนทานข้าวโดยเห็นหน้ากันและกันในระยะประชิด เกรงจะเกิดการนองเืเอาได้
“ตกลงเพคะ แต่มีข้อแม้อาหารของหม่อมฉันจะต้องไม่ด้อยไปกว่าขององค์รัชทายาท ที่สำคัญต้องมีเนื้อทุกมื้อ ตกลงหรือไม่เพคะ"
"เนื้อ?"
"อาหารของหม่อมฉันเน้นเนื้อ ไม่เน้นผักและต้องครบสามมื้อด้วย"
องค์รัชทายาทพยักหน้าตอบรับเพราะสิ่งที่ถูกต่อรองไม่ใช่เื่ยากอะไร
"เย้ ๆ มู่หลาน ต่อไปพวกเราไม่ต้องอดแล้วนะ ดีใจไหม"
องค์รัชทายาทหรงซิ่งมองอาการดีใจของทั้งสองคนอย่างครุ่นคิดและเริ่มพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าอย่างละเอียด ร่างกายผ่ายผอมบอบบาง เสื้อผ้าเนื้อหยาบกระด้างทั้งการตัดเย็บก็ไม่ประณีต มีบางอย่างผิดปกติ ทว่าเขาจำเป็ต้องสนใจด้วยงั้นหรือ ใบหน้าแกร่งส่ายไปมาเพื่อไล่ความเห็นใจที่ก่อตัวขึ้น
“ข้อสอง ห้ามพวกเ้าไปวุ่นวายที่ฝั่งตะวันออก ที่ของเ้าคือฝั่งตะวันตกเท่านั้น เข้าใจหรือไม่”
“หากวันใดหม่อมฉันเกิดเดินหลงไปฝั่งตะวันออก...”
“ข้าก็จะตัดขาทั้งสองข้างของเ้าทิ้ง" ไม่พูดเปล่าองค์รัชทายาทยังจ้องขาของทั้งคู่ด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม
“โอเค ๆ ตะวันขึ้นทิศใดหม่อมฉันสาบานว่าจะไม่ไปทิศนั้นเป็อันขาด ไม่เด็ดขาดเพคะ” อู๋ิรับปากแข็งขัน พยายามเก็บขาทั้งสองข้างให้พ้นจากสายตาคมกริบของอีกฝ่าย
“ข้อสาม อยู่ที่นี่ต้องเชื่อฟังข้า ข้าบอกซ้าย เ้าก็ต้องไปซ้าย บอกขวาคือขวา หากไม่ทำตาม ก็กลับที่ของเ้าไปได้เลย”
“ได้เพคะ เพราะอย่างไรหม่อมฉันก็ไม่-มี-วัน-ออก-จาก-ตำ-หนัก-อี้-เทียน เป็อันขาด” อู๋ิเน้นแต่ละคำอย่างหนักแน่น ก็แค่รับปากไปก่อนถึงเวลานางก็แค่หาเหตุผลมาหักล้างเพื่อไม่ทำก็เท่านั้น
“มาดูกันว่าเ้าจะทนได้สักกี่น้ำ”
สองพี่น้องจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใครก่อนจะหันหน้ากันไปคนละทางและแยกย้ายไปยังฝั่งของใครของมัน
"เฮอะ!"