บทที่ 5 การเป็อนุภรรยามีอะไรไม่ดี อย่างน้อยก็ดีกว่ากินรำข้าว กล้ำกลืนผักป่า!
ใบหน้าของโก่วตั้นที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอยู่แล้ว ยิ่งซีดเผือดลงไปอีก เขาปิดหูทั้งสองข้างด้วยมือ แล้วร้องะโออกมาว่า
"ไม่ใช่หรอก ซานนีตายไปแล้วชัด ๆ เมื่อวานข้ายังเห็นซานนีกลั้นลมหายใจ สิ้นใจไปกับตาเลย"
"ซานนีผูกคอตายนี่นา เมื่อคืนพวกเราก็ยังแบกซานนีขึ้นเกี้ยวดอกไม้ไปเลย"
"ซานนี อย่ามาตามหาข้าเลย เื่นี้ไม่เกี่ยวกับข้า เป็ลุงใหญ่ของเ้าต่างหากที่บังคับให้เ้าแต่งงานกับคนตาย! พวกข้าแค่รับเงินตำลึงมาทำงานเท่านั้น"
"……"
คำพูดที่ขาด ๆ หาย ๆ ของโก่วตั้นทำให้ทุกคนตะลึงงันและคนแรกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือป้ามู่ฮวา นางไม่อาจเชื่อสิ่งที่ได้ยินจึงคว้าแขนมู่ซีไว้
"ซานนี เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
มู่ซีขมวดหน้าน้อยของตน ปลายฟันกัดริมฝีปากแดงเบา ๆ โดยไม่ยอมพูดอะไร ประกอบกับใบหน้าที่ซีดเซียวเพราะขาดอาหาร ทำให้ผู้คนอดรู้สึกสงสารไม่ได้และในขณะนั้นเอง ลุงใหญ่มู่ยวีแห่งตระกูลมู่ผู้ได้ยินข่าวก็พาภรรยาเร่งรีบเดินทางมาถึง
มู่ยวีรีบพูดขึ้นก่อนโก่วตั้นจะเปิดปาก "ซานนี สามวันถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านได้ เ้ามาก่อนกำหนดทำไม?"
พูดแล้วเขาก็แสร้งทำเป็ขมวดคิ้วมองมู่หลี่ที่ยืนอยู่ข้างมู่ซี "มู่หลี่ เ้าไม่รู้จักคิดเลยหรือ?"
"น้องสาวเ้าแต่งงานไปอยู่ในเมืองเพื่อไปใช้ชีวิตที่ดี เ้าจะพานางกลับมาทำไม?"
พอพูดถึงเื่นี้ มู่หลี่ก็เดือดดาลขึ้นมา เขาชูคอพูดอย่างแข็งกร้าว "ชีวิตที่ดี ที่ลุงใหญ่ว่านั้นคือการไปเป็อนุภรรยาให้คนอื่นงั้นหรือ?"
"ถ้าน้องข้าไม่มีบุญวาสนามากพอ ก็คงถูกพวกท่านบีบบังคับจนตายไปแล้ว!"
"การเป็อนุภรรยานั้นมีอะไรไม่ดีเล่า อย่างน้อยก็ดีกว่ากินรำข้าว กล้ำกลืนผักป่าอยู่กับเรา!"
นางหลี่ซื่อภรรยาของมู่ยวีพูดอย่างองอาจมั่นใจ ดูราวกับภรรยาที่คล้อยตามสามีทุกเื่ ยิ่งพูดก็ยิ่งแสดงความพอใจในตัวเองออกมา นางตัดสินใจแล้วว่า กลับไปก็จะให้ลูกสาวคนที่สองของบ้านไปเป็อนุภรรยาที่ตลาดในเมือง
ทั้งสองหาทันสังเกตไม่ว่ามู่ซีแบมือเล็ก ๆ พลิกขึ้น แล้วยันต์พูดความจริงสองแผ่นก็ปลิวไปลงบนมู่ยวีและหลี่ซื่อตามลำดับ หลี่ซื่อยิ่งคิดยิ่งได้ใจ จึงพ่นความคิดในใจออกมาโดยไม่ปิดบัง "การเป็อนุภรรยาก็ยังได้กินดีอยู่ดี ข้าหาผู้ซื้อเอ้อร์นีได้แล้ว"
น่าเสียดายที่ซานนีตัวเล็กนั้นไม่มีบุญวาสนา ดันไปผูกคอตายเสียแทนที่จะเป็อนุภรรยา งั้นข้าก็จะขายมันให้เป็เมียผี..."
"หุบปาก!" มู่ยวี อยากจะหยุดยั้งไม่ให้นางพูดต่อ แต่ปากของตัวเองก็เริ่มควบคุมไม่ได้เช่นกัน
"ข้าทำเพื่อตระกูลหมู่ หากซานนีไปได้ดีในเมือง บางทีอาจจะได้ช่วยเหลือพี่น้องในบ้านบ้างก็ได้"
"นางหัวดื้อคนนี้ไม่มีบุญวาสนาเสียจริง กล้าดีแท้ที่แขวนคอตาย ฮึ ข้ามีวิธีจัดการมันอยู่มากมาย!"
"ไม่นึกว่ามันจะไม่ตายเสียที ซานนีเมื่อยังกล้ากลับมา ก็ให้ไปเป็อนุภรรยาต่อไปเถิด!"
มู่ยวีแทบคลั่งด้วยความโกรธ ความคิดเ่าั้ชัดเจนอยู่ในใจ แต่เขาไม่ได้ตั้งใจจะเอ่ยออกมาสักคำ ทว่าปากของเขากลับควบคุมตัวเองไม่อยู่ เขารีบเอามือปิดปากตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าไรนัก
"แล้วยังมีเ้ามู่หลี่คนนั้นอีก ตอนนี้มันยังหาเงินตำลึงได้อยู่ พอมันแก่ตัวลง ข้าจะส่งมันเข้าไปเป็ขันทีในวัง ได้ยินว่าค่าตอบแทนเงินตำลึงนั้นไม่น้อยเลยทีเดียว"
ผู้คนทั้งหลาย: ……
ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวหมู่ล้วนเป็คนใจดีและซื่อสัตย์ ไม่มีใครคาดคิดว่ามู่ยวีจะมีความคิดชั่วร้ายเช่นนี้ ต่างพากันตกตะลึงแทบไม่ได้สติกับคำพูดของมู่ยวี
"พระเ้าช่วย! ครอบครัวมู่ยวีนี่จนจนเสียสติไปแล้วกระมัง?"
"เคยเห็นคนขายลูกขายเมียกันมาบ้าง แต่ยังไม่เคยเห็นใครขายให้คนตายเลยสักที"
"ก็ไม่ใช่ลูกของพวกเขาเอง พวกเขาไม่มีสิทธิ์จะขายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?"
…
มู่หลี่ได้ยินดังนั้นอยากจะลงมือทำร้าย แต่ถูกมู่ซียับยั้งไว้ เพราะยุคโบราณกับยุคปัจจุบันนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในยุคโบราณ การขายลูกชายลูกสาวเป็เื่ปกติธรรมดา ไม่ถือว่าเป็เื่ผิดแปลกอันใด
ยิ่งไปกว่านั้น อักษร "ความกตัญญู" เพียงคำเดียวก็กดทับคนจนหายใจไม่ออก แม้ฝ่ายตรงข้ามจะเป็เพียงลุงใหญ่ของพวกเขา แต่หากลงมือทำร้ายไป ก็อาจทิ้งคราบมลทินให้ถูกตำหนิติเตียนในภายหลังได้ มู่ซีมาถึงแล้ว ย่อมต้องพาพี่ชายผ่านวันที่ดี ๆ ไปด้วยกัน ไม่อาจปล่อยให้คนเลวทรามเ่าั้มาทิ้งรอยด่างพร้อยไว้ในชีวิตของพี่ชายได้
เห็นเพียงนางคว้าแขนเสื้อของป้ามู่ฮวาด้วยความไม่เชื่อ แล้วเอ่ยปากพูดอย่างตะกุกตะกักว่า "ท่านป้า เขาเป็ลุงใหญ่ของข้าจริง ๆ หรือ? ข้ากลัวเหลือเกิน" นางซับน้ำตาด้วยความเสียใจแทบขาดใจ ทำทีเหมือนได้รับาแอย่างหนัก
"บิดาของข้าเป็น้องชายแท้ ๆ ของลุงใหญ่มิใช่หรือ ท่านจะใจแข็งโหดร้ายได้เพียงนี้ได้อย่างไร? พวกเราล้วนเป็ลูกหลานของตระกูลมู่ทั้งนั้น!"
"ซานนี" มู่หลี่ยกมือใช้แขนเสื้อค่อย ๆ เช็ดน้ำตาให้นาง มู่ซีจึงฉวยโอกาสแสดงฝีมือทันที
"เมื่อลุงใหญ่ทนเห็นหน้าพวกเราไม่ได้เช่นนี้ ก็แยกครัวเรือนกันเสียเลยแล้วกัน" ตอนที่ปู่ย่าเสียชีวิตไป ทั้งสองครอบครัวก็ยังไม่ได้แยกครัวเรือนกัน ร่างเดิมจึงต้องอาศัยอยู่ร่วมกับมู่ยวีและพวกเขามาตลอด แม้จะต้องแยกครัวเรือน ฝ่ายที่มีความผิดก็ต้องไม่ใช่นางกับพี่ชาย มู่ซีจึงแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมา
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่ซื่อก็คัดค้านทันที "ไม่ได้ แยกบ้านแล้วข้าจะเอาเ้าพวกนั้นไปขายได้อย่างไร?"
ผลของยันต์พูดความจริงนั้นได้ผลดียิ่งนัก อย่างน้อยที่สุด ความคิดในใจของหลี่ซื่อก็ซ่อนเร้นไม่ได้เลย ประกอบกับที่นางปากเบา ปากพล่อยดั่งไฟพ่น เป็คนชอบยุยงส่งเสริมนินทาชาวบ้าน จึงทำให้คนในหมู่บ้านที่นางสร้างความขุ่นเคืองไว้มีอยู่ไม่น้อย ผู้คนจึงพากันคิดแต่สิ่งเลวร้ายเกี่ยวกับนาง
มู่ซีส่งสัญญาณตาให้มู่หลี่และเขาก็ทำตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้า วิ่งตรงไปยังบ้านของหลี่เจิ้ง
มู่ยวีไม่ได้สังเกตเห็น เขารู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่งกับถ้อยคำที่ตนเองพูดออกไปต่อหน้าภรรยา พยายามจะควบคุมตัวเองแต่กลับทำไม่ได้ จึงได้แต่พยายามควบคุมใจไม่ให้คิดพล่านไปเรื่อย ทำให้สีหน้าของเขาดูน่าขบขันอยู่ไม่น้อย
มู่ซีจ้องมองดูลักษณะโหงวเฮ้งของชายทั้งสอง โครงหน้าและกล้ามเนื้อนูนเด่น ดูดุร้ายโเี้และยังมีไอแค้นอ่อน ๆ คลุ้งอยู่รอบตัว ช่างไม่ใช่คนดีเลย
ป้ามู่ฮวามีาุโสูงกว่ามู่ยวีนางชี้นิ้วไปที่หลี่ซื่อแล้วด่าว่า "บ้านมู่ยวีนะ ข้าไม่ได้จะว่าเ้า แต่เมื่อก่อนตอนที่แม่ของซานนียังอยู่นั้น เขาปฏิบัติกับเ้าอย่างไร? ถ้าไม่ใช่เพราะสองสามีภรรยานั้นช่วยชีวิตพวกเ้าไว้ พวกเ้าจะยังมีชีวิตอยู่อย่างดีได้หรือ? พวกเ้าไม่เพียงแต่ไม่รู้บุญคุณ ยังกลับอกตัญญูอีก ไม่กลัวฟ้าผ่าบ้างหรือ!"
"ข้าให้พวกมันช่วยหรอก? พวกมันโง่เขลาเองต่างหากที่อยากช่วยพวกเรา" หลี่ซื่อพูดจาโดยไม่เลือกคำ ดั่งอุปมาชาวนากับงู
มู่ซีหรี่ตาลงมองด้วยความสังเกต บัดนี้นางได้ทราบแล้วว่า การเสียชีวิตของบิดามารดาแห่งร่างเดิมในปีนั้นล้วนเกี่ยวพันกับญาติไร้ยางอายคู่นี้ด้วย ดูเหมือนว่าไอแค้นนี้น่าจะเชื่อมโยงกับบิดามารดาของร่างเดิม นางจึงต้องไม่ลงมือเบานัก
ในขณะนั้น มู่เอ้อร์นีรีบวิ่งมาถึง นางปิดปากมารดาของตนด้วยความรวดเร็วว่องไว "ป้ามู่ฮวา บิดามารดาของข้าแค่พูดเื่ไร้สาระ ท่านอย่าได้เอาไปใส่ใจเลย ซานนีคือ น้องสาวของข้าและยังเป็หลานสาวของพวกเขา เราจะรักใคร่ดูแลนางอย่างดีอยู่แล้ว"
แม้จะรู้ดีถึงนิสัยของบิดามารดาตน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น เอ้อร์นีก็ต้องปกป้องบิดามารดา ท้ายที่สุดแล้ว การหลอกลวงซานนีนั้น นางก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน
"ซานนี เด็กน้อย เ้ามาเสียทีแล้ว" มู่ยวี สูดหายใจเข้าลึก ๆ รับกับสายตาแปลกประหลาดของผู้คนรอบข้าง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอาย
ป้ามู่ฮวา เปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน "พูดพล่อย ๆ กัน? แล้วซานนี แต่งตัวมาแบบนี้เรียกว่าพูดพล่อย ๆ หรือ?" มู่ซีสวมชุดสีแดง แต่เป็ผ้าคุณภาพต่ำ อีกทั้งยังหามาอย่างเร่งรีบ ตัวใหญ่เกินไปมาก ดูราวกับเด็กแอบเอาเสื้อผ้าของผู้ใหญ่มาสวมใส่
มู่เอ้อร์นีรีบร้อนอยากจะโต้แย้ง แต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะปากไม่เก่ง หาข้ออ้างไม่ได้
มู่ยวีกลับรู้สึกว่าตนเองมีเหตุผล กล่าวว่า "ชุดนี้มีอะไรผิดหรือ? นี่ยังเป็ชุดที่ย่าของซานนีเคยสวมมาก่อนเลยนะ" ได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างพากันอึ้ง ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็ชุดของซานนี แต่ที่เขาพูดออกมาฟังดูราวกับว่าเป็ของที่เขาเอื้อเฟื้อมอบให้เสียนี่
"เกิดอะไรขึ้นกัน เอะอะโวยวายอะไร?"
ขณะนั้นหลี่เจิ้งที่ถูกมู่หลี่เรียกตัวมาก็มาถึงพอดี หลี่เจิ้งเป็ผู้เฒ่าอายุราวหกสิบปี เนื่องด้วยอายุที่มากขึ้น ท่านจึงกำลังมองหาผู้สืบทอดตำแหน่งหลี่เจิ้งคนใหม่ ดังนั้นในปัจจุบันท่านจึงแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับกิจการในหมู่บ้านอีกต่อไป