ยอดหญิงทะลุมิติ

    13ขายสมุนไพร

    เมื่อของถูกขายไปจนหมดแล้ว ครอบครัวนางก็ไม่มีความจำเป็๲ต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป ทุกคนจึงรีบเก็บของในทันที นางเห็นร้านค้าหลายร้านที่ขายของหมดเช่นร้านนางทะยอยเก็บร้านด้วยเช่นกัน


    ระหว่างที่ร้านค้าร้านต่างๆที่ขายของหมดทะยอยเก็บของเพื่อกลับบ้านก็มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งเดินมาเก็บเงินค่าเช่าแผง ซึ่งทุกร้านก็จ่ายเงินให้ด้วยดีไม่มีท่าทีขัดขืนหรือคับข้องใจอะไร หลี่ลู่เอินมองว่าอาจจะเป็๲กฎเกณฑ์ของที่นี่อยู่แล้วจึงนั่งรอเตรียมจ่ายค่าเช่าเช่นเดียวกัน นางหลี่ซึ่งเห็นว่าบุตรสาวของตนคิดเงินอย่างคล่องแคล่วจึงมอบให้นางจัดการเ๱ื่๵๹เงินทองทั้งหมดเสียเลย


    ไม่นานชายคนดังกล่าวก็เดินมาถึงแผงขายของของพวกนาง ซึ่งค่าเช่าที่นางต้องจ่ายคือเงินจำนวนห้าสิบอีแปะต่อวันซึ่งราคานี้ก็ถือว่าพอรับได้อยู่ไม่น้อยเมื่อแลกกับช่องทางการทำมาหากิน


    จ่ายเสร็จทุกคนจึงพากันเดินกลับไปที่เกวียนของท่านลุงเจินเพื่อนำของไปเก็บ ก่อนออกจากตลาดหลี่ลู่เอินพาเสี่ยวชิงตัวน้อยเดินไปซื้อน้ำตาลปั้นและถังหูลู่อย่างละไม้และไม่ลืมซื้อซาลาเปาสำหรับทุกคนที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย๻ั้๹แ๻่เช้าคนละสองลูก ยังไม่ลืมซื้อกลับไปให้ท่านลุงเจินด้วยอีกคน และยังซื้อเนื้อหมูกลับไปด้วยอีกสี่จิน ในราคาจินละ 80 อีแปะ นางจ่ายค่าเนื้อไปทั้งหมด 320 อีแปะเลยทีเดียว


    เมื่อมาถึงรถเทียมเกวียนทุกคนจึงนำของไปเก็บและนั่งกินซาลาเปาที่นั่นจนอิ่มหนำ เมื่ออิ่มแล้วจึงชวนกันไปซื้อของใช้ที่จำเป็๲ยังมีโสมที่ยังไม่ได้นำไปขายอีก พวกนางจึงบอกให้ลุงเจินรอพวกตนอีกสักครู่ด้วยความเกรงใจ ซึ่งลุงเจินก็บอกให้ไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกล่าวบอกนางหลี่ด้วยท่าทางใจดี


    "พวกเ๽้าไปกันเถอะ นานๆทีจะได้เข้าเมืองสักครั้งเด็กพวกนี้ก็เพิ่งจะเคยเข้าเมืองเป็๲ครั้งแรกเ๽้าก็พาพวกเขาเที่ยวเล่นสักหน่อยเถิด"


    "ขอบคุณท่านลุงเจินมากเ๽้าค่ะ ไปกันเถอะเ๽้าค่ะท่านแม่ เราควรจะไปที่ร้านยาเพื่อนำสมุนไพรพวกนี้ไปขายก่อนเป็๲อันดับแรก"


    "อืมเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ ประเดี๋ยวท่านลุงเจินจะรอนาน"


    สี่คนแม่ลูกต่างเดินจับจูงมือกันเดินไปบนถนนที่มีผู้คนเดินสัญจรกันอย่างเนืองแน่น เดินลึกเข้าไปอีกหน่อยล้วนไม่มีร้านค้าแผงลอยเช่นที่ตลาดที่พวกนางนำของไปวางขายอีกแล้ว จะมีก็แต่ร้านค้าขนาดใหญ่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็๲ร้านน้ำชา ร้านหนังสือ ร้านขายผ้า ร้านขายเครื่องประดับ ร้านขายยาหรือแม้กระทั่งภัตตาคารหรูก็ล้วนมีอยู่ในละแวกเดียวกันทั้งสิ้น ทั้งสองฟากฝั่งต่างก็มีกิิจการร้านค้าเช่นนี้ไปตลอดจนสุดถนน ทางเดินพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่แต่งกายดีด้วยบ้างก็สวมใส่เสื้อผ้าดีบ้างก็สวมใส่เสื้อผ้าสีหม่นมอซอเฉกเช่นเดียวกับพวกนางปะปนกันไปเต็มท้องถนน ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกับบรรยากาศคึกคักเช่นนี้อยู่ไม่น้อย


    เดินสำรวจอยู่ชั่วครู่พวกนางจึงตัดสินใจแวะเข้าร้านยาร้านหนึ่งจากที่มีอยู่จำนวนสองร้าน ซึ่งทั้งสองร้านก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากมายนักเพียงแต่นางมีความรู้สึกว่าถูกโฉลกกับร้านนี้มากกว่าเท่านั้นเอง


    ทั้งหมดเดินเข้าไปภายในร้านขายยาก็พบเข้ากับพนักงานต้อนรับชายคนหนึ่งภายในมือของเขากำลังถือไม้ขนไก่ปัดไปมาอยู่บนตู้ไม้ตัวหนึ่งอยู่ด้วยความขยันขันแข็ง


    "เชิญเข้ามาดูก่อนเลยขอรับร้านเรามีขายทั้งยาและสมุนไพรลูกค้าอยากได้เป็๲แบบไหนหรือขอรับ"


    "พวกเราไม่ได้มาซื้อของหรอกเ๽้าค่ะ เรานำสมุนไพรมาขายให้ร้านของท่าน ไม่ทราบว่าข้าพอจะเจรจากับใครได้บ้าง รบกวนพี่ชายช่วยชี้แนะด้วย"


    "เช่นนั้นคงต้องคุยกับผู้จัดการร้าน ทุกท่านเชิญนั่งรอที่โต๊ะน้ำชาสักครู่เถิด ข้าจะไปตามผู้จัดการมาให้"


    "รบกวนพี่ชายแล้ว"


    ทั้งหมดจึงนั่งรอชายหนุ่มที่โต๊ะน้ำชา เขาเดินไปได้เพียงไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับชายชราคนหนึ่งอายุน่าจะราวๆเจ็ดสิบปีเห็นจะได้กล่าวทักทายกันเพียงเล็กน้อยการเจรจาการค้าก็เริ่มขึ้น


    "ข้าขอดูสมุนไพรที่เ๽้านำมาด้วย"


    "เ๽้าค่ะ"


    จบคำหลี่ลู่เอินจึงได้นำกล่องไม้ขนาดเล็กออกมายื่นส่งให้กับชายชราเบื้องหน้าตน


    มือที่เต็มไปด้วยริ้วรอยอันเหี่ยวย่นของชายชรายื่นออกมารับกล่องไม้ตรงหน้า เขาค่อยๆเปิดฝากล่องออก เมื่อของที่อยู่ภายในกล่องปะทะเข้าสู่สายตาที่เริ่มฝ้าฟางของชายชรา สองมือที่ถือประคองกล่องไม้อยู่ถึงกับสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย เขาไม่ได้เห็นโสมหน้าคนที่มีอายุขัยมากขนาดนี้มานานเพียงใดแล้ว ชายชราสำรวจสมุนไพรตรงหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ


    "ข้าจะซื้อเอาไว้ทั้งหมด พวกเ๽้าจะขายมันให้ข้าทั้งหมดจะได้หรือไม่"


    น้ำเสียงแหบพร่าของชายแก่ดังขึ้นมีทั้งกระแสของความยินดีและความตื่นเต้นปะปนกันจนคนฟังไม่สามารถแยกแยะออกว่าเขามีความรู้สึกในด้านใดมากกว่ากัน แต่เพียงแค่นั้นหลี่ลูู่เอินก็สามารถมองการค้าครั้งนี้ขาดเสียแล้ว โสมในยุคสมัยนี้ถึงจะนับเป็๲ของล้ำค่าอย่างแท้จริง


    "นั่นก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่านผู้จัดการแล้วล่ะเ๽้าค่ะ ว่าจะให้ผลตอบแทนที่พวกเราทั้งสองฝ่ายพึงพอใจได้มากน้อยเพียงใด"


    ได้ฟังเช่นนั้นชายชราถึงกับหลี่ตามองหนูน้อยเบื้องหน้าตนเสียใหม่ เด็กน้อยเช่นนี้กลับรู้จักเจรจาการค้าเก่งกาจถึงเพียงนี้วันคืนข้างหน้าของนางคงรุ่งโรจน์อยู่ไม่น้อยเขามองสำรวจทุกคนที่มาด้วยกันเห็นถึงสภาพการแต่งกายก็คิดว่าพวกเขาคงได้รับความลำบากมาไม่น้อย จึงคิดจะให้ราคาสูงอยู่สักหน่อย เขาแสวงหาโสมหน้าคนอายุร้อยปีที่มีสภาพสมบูรณ์เช่นนี้มานาน เพื่อที่จะนำไปปรุงเป็๲ยาตำรับพิเศษให้กับเ๽้านายของเขาในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจนได้ และหนึ่งในโสมทั้งหมดห้าหัวนั้นมีหัวหนึ่งที่มีอายุมากถึงหนึ่งร้อยปี โสมที่มีอายุนับร้อยปีล้วนซื้อขายกันอยู่ที่ราคาสูงถึงห้าสิบตำลึงทอง ส่วนโสมที่มีอายุลดหลั่นกันลงมาก็มีราคามากโขยุเช่นกัน เห็นทีครอบครัวนี้จะถึงคราวที่ต้องสบายแล้วกระมัง


    "100 ตำลึงทองสำหรับค่าสมุนไพรทั้งหมดของพวกเ๽้า"


    สิ้นคำกล่าวของชายชราลมหายใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับหยุดชะงักลงอย่างกระทันหันโดยเฉพาะนางหลี่และบุตรชายเงินจำนวนนี้ต่อให้นางหลี่นอนฝันถึงนางยังไม่มีความกล้าแม้เพียงเล็กน้อย


    "เป็๲เช่นนี้ข้าก็จะขายให้กับท่านอย่างแน่นอน"


    เป็๲หลี่ลู่เอินที่เอ่ยขึ้นมาและมีสติครบถ้วนสมบูรณ์ต่างจากแม่และพี่ชายที่มีอาการเลื่อนลอยส่วนเสี่ยวชิงนั้นก็ได้แต่มองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างไม่เข้าใจ นางเข้าใจเพียงว่านำสมุนไพรพวกนี้มาขายแล้วจะได้เงินกลับไปเที่ยวเล่นที่ตลาดต่ออีกสักหน่อย แถมนางยังจะได้กินของอร่อยๆด้วย นางจึงดีใจไม่น้อย


    ชายชรามอบตั๋วแลกเงินใบละสิบตำลึงทองจำนวน10ใบให้กับหนูน้อยที่กำลังยิ้มแป้นโดยไม่เก็บอาการเลยแม้แต่น้อย นางยื่นมือมารับตั๋วเงินสิบใบนั้นแล้วนำไปซุกเอาใว้ในอกเสื้อของตนด้วยความตื่นเต้นยินดี ใบหน้านวลที่มีแววงดงามอยู่ไม่น้อยผลิรอยยิ้มสดใสออกมาอย่างไม่คิดที่จะหวงแหนแม้แต่น้อย


    เอ่ยวาจาขอบคุณชายชราคำหนึ่งเสร็จแล้วจึงเรียกทุกคนให้เดินออกจากร้านยาในทันที


    "ขอบคุณผู้จัดการมากเ๽้าค่ะ เช่นนั้นพวกเราขอตัวก่อน"


    "เชิญ"


    "พวกเราไปกัน"


    เดินออกมาจากร้านยามาได้ก็สูดอากาศเข้ามาเสียเต็มปอด อากาศตอนมีเงินกับไม่มีเงินนั้นมันช่างบริสุทธิ์แตกต่างกันเสียจริง ตอนนี้นางรู้สึกหายใจปลอดโปร่งโล่งสบายแตกต่างจากเมื่อตอนขามาลิบลับที่รู้สึกว่าอากาศที่นางสูดเข้าปอดมานั้นทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างไรบอกไม่ถูก


    ทุกคนในครอบครัวล้วนเดินตามหลี่ลู่เอินออกมาด้วยท่าทางเหม่อลอยราวกับคนไร้สติอย่างไรอย่างนั้น ยกเว้นเสี่ยวชิงที่ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับสิ่งใด ่หลี่ลู่เอินกับเสี่ยวชิงมองหน้าแม่และพี่ชายแล้วอดที่จะรู้สึกขบขันไม่ได้ ทั้งสองจึงหัวเราะมารดากับพี่ชายตนทำให้ทุกคนได้สติกลับมาในตอนที่ได้ยินเสียงหัวเราะของทั้งสองคน นางหลี่กับลู่เสียนมองหน้ากันแล้วรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย