เจียหลี่เจี๋ยยิ้มพรายแววตาแพรวพราวเหมือนดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืนต้องมองไปที่หญิงสาวหน้าหวาน เริ่มพูดบทกลอนท่อนแรกออกมา
"กรุ่นกลิ่นกายหอมอบอวลชวนหลงใหล"
เผิงเสี่ยวอันนั้นไม่ได้ตอบไปในทันทีนางยืนนิ่งไปสักครู่ กำลังคิดในใจว่าแค่บทกลอนบทแรกของบุรุษผู้นี้ก็ทำให้รู้ว่าเป็คนประเภทไหน ก่อนจะต่อบทกลอนไปก็ยิ้มยั่วยวนพูดเสียงดังฉะฉาน "ให้คลั่งไคล้ใหลหลงมิรู้หาย"
เจียหลี่เจี๋ยยิ้มเ้าเล่ห์เหมือนมีนัยยะบางอย่างแฝงเอาไว้ สายตาที่มองเหมือน????เสือที่หิวโหยจ้องจะตะครุบเหยื่อกินอย่างไรอย่างนั้น
"หากได้เ้ามาอยู่เคียงคู่เคียงข้างกาย"
พอหญิงสาวจะต่อกลอนบทนี้ชายหนุ่มก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนจนทำให้หญิงสาวไม่ได้พูด กลับต้องเป็ฝ่ายฟังเขาต่อกลอนของตัวเองไปอย่างนั้นเสียดื้อๆ
"ขอสัญญาว่าจะรักจนตราบชั่วนิจนิรันดร์"
เมื่อชายหนุ่มกล่าวบทสุดท้ายจบก็มีแต่เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วหออี้จี้ จากนั้นเขาก็เดินเข้ามาใกล้ๆ หญิงสาว ยื่นจอกสุราให้พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มละมุนละไมว่าทั้งนางและเขาต่างเสมอกัน อยากจะให้ดื่มเพื่อมิตรภาพของทั้งสองคนจะได้หรือไม่
แต่ใช่ว่าเผิงเสี่ยวอันจะยอมรับจอกสุรานั้นง่ายๆ นางขอให้เขาต่อบทกลอนอีกสักหนึ่งบทจะได้หรือไม่จากนั้นจะยอมดื่ม
ซึ่งเจียหลี่เจี๋ยก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรยินยอมที่จะต่อบทกลอนกับหญิงสาวอีกสักบทหนึ่งเผื่อจะได้เชื่อมสัมพันธไมตรีให้แน่นแฟ้นมากกว่านี้นี่เป็ความคิดของชายหนุ่มเพียงฝ่ายเดียว กับหญิงสาวคิดอยากจะฉีกหน้าชายหนุ่มเสียมากกว่าจึงแต่งบทกลอนพูดถึงผู้ชายที่เ้าชู้
เจียหลี่เจี๋ยมิได้หวั่นเกรงต่อบทกลอนของหญิงสาวเขายังคงมีท่าทีเรียบเฉยยิ้มที่มุมปากอย่างเ็าก่อนจะกล่าวบทต่อไป ซึ่งความหมายโดยรวมก็จะเป็การเกี้ยวพาราสีหญิงสาวทั้งนั้น แต่ก็ถูกหญิงสาวตอกกลับจนเกือบจะทำให้อับอาย
เขาเป็บุรุษที่ลื่นไหลยิ่งกว่าปลาไหลจึงสามารถเอาตัวรอดจากบทกลอนของหญิงสาวมาได้ตลอด
เมื่อผลตัดสินเป็อันว่าทั้งสองเสมอกันหญิงสาวก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เจียหลี่เจี๋ยก็ยอมรับในคำตัดสิน ทั้งคู่จึงดื่มสุราก่อนที่ชายหนุ่มจะจากไปก็ได้พูดคำกลอนของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง
"กรุ่นกลิ่นกายหอมอบอวลชวนหลงใหล
ให้คลั่งไคล้ใหลหลงมิรู้หาย
หากได้เ้ามาอยู่เคียงคู่เคียงข้างกาย
ขอสัญญาว่าจะรักจนตราบชั่วนิจนิรันดร์"
จบบทกลอนบทนี้ก็เดินถึงหน้าประตูใหญ่ของหออี้จี้พอดี และได้หันกลับมาพูดกับหญิงสาวว่าบทกลอนบทนี้เขามอบให้นางเพียงคนเดียวเท่านั้น
เผิงเสี่ยวอันกลับไม่ท่าทีสนใจต่อคำกล่าวของเจียหลี่เจี๋ยเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังไม่ยืนกอดอกมองด้วยสายตาดูถูกปากแบะใส่แสดงอาการรังเกียจ หากเป็ผู้หญิงคนอื่นถูกบุรุษบอกรักถึงขนาดนี้คงจะดีใจจนเนื้อเต้นแต่ไม่ใช่กับหญิงสาวผู้นี้แน่นอน
เจียหลี่เจี๋ยถึงจะถูกหญิงสาวทำท่าทางหมางเมิน ก็ไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใดเขาหัวเราะเสียงทุ้มเสียงหัวเราะนั้นน่าฟังนัก
"หึ! แล้วพบกันใหม่" พอพูดจบเขาก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว
เผิงฝูกุ้ยนายหญิงของหออี้จี้ยืนอยู่บนชั้นสองดูเหตุการณ์ต่างๆ อยู่นานแล้ว เมื่อเห็นว่าเจียหลี่เจี๋ยจากไปก็รีบเดินลงมาเข้าประชิดตัวลูกสาว ถึงจะรู้สึกทึ่งและประหลาดใจในความสามารถของเผิงเสี่ยวอันที่เพิ่งฟื้นมาจากความตายแต่ก็ไม่ได้กล่าวถามอะไรออกไปมีแต่สั่งให้ชิงหลานพากลับไปที่ห้องเพื่อพักผ่อนเท่านั้น
เผิงเสี่ยวอันกลับปฏิเสธว่ายังไม่อยากกลับไปอยู่ที่ห้องเวลานี้นางหิวมากอยากหาอะไรกินหน่อย ในระหว่างที่นั่งทานอาหารก็ถามสาวรับใช้ว่ากิจการของที่นี่เป็ยังไงบ้างดีหรือไม่
แต่จากที่ดูแล้วก็คงจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่คนไม่ค่อยมาเที่ยวที่นี่จึงได้ดูซบเซาไปบ้าง
สาเหตุก็คงมาจากบุรุษส่วนมากมักจะไปเที่ยวที่หอคณิกาของอีกฟากถนนหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่นี่เท่าไหร่ คงไม่ต้องบอกว่าเหตุใดจึงชอบไปที่นั่นมากกว่าที่นี่
เผิงเสี่ยวอันนั่งฟังอย่างตั้งใจในขณะที่คีบอาหารเข้าปากไปด้วยท่าทางหิวโซ เคี้ยวอาหารกลืนลงท้องไปเรียบร้อยก็เริ่มพูดกับชิงหลานว่าไม่ต้องห่วงต่อจากนี้ไปที่นี่ก็ต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน มีนางอยู่ทั้งคนจะกลัวอะไรเื่ยากง่าย ตนเองเผชิญมาแล้วอาจจะมีก็แต่ครั้งนั้นที่ถูกจับมัดตรึงไว้กับเสา ไร้หนทางหนีรอดจริงๆ จึงทำให้ิญญาข้ามภพมาโผล่ที่นี่
พอนึกถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองถูดทรมานอยู่ๆ ก็นึกถึงหญิงสาวที่แต่งชุดโบราณขึ้นมาอย่างกะทันหัน จากนั้นก็บ่นพึมพำเบาๆ
"เหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง"
หญิงสาวพยายามคิดว่าผู้หญิงที่แต่งชุดโบราณคนนั้นพูดอะไรกับเธอกันแน่ นั่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดย้อนนึกถึงภาพนั้นจ้องมองไปที่ริมฝีปาก ส่วนตัวเองก็พูดขมุบขมิบเรียนแบบอยู่นานสองนานแต่ก็ยังจับใจความไม่ได้
เมื่อไม่รู้ว่าผู้หญิงที่แต่งตัวโบราณพูดอะไรสุดท้ายหญิงสาวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพูดว่า ช่างเถอะ...ช่างเถอะไม่สนใจแล้วจะพูดอะไรก็ช่างเวลานี้ขอกินไว้ก่อน
กองทัพต้องเดินด้วยท้องหากท้องยังไม่อิ่มจะคิดอะไรออกได้ จึงเอาแต่นั่งคีบอาหารเข้าปากโดยที่ไม่สนใจอะไรอีกแล้วพออิ่มหนำสำราญเป็ที่เรียบร้อย ก็ตั้งใจว่าจะออกไปเดินเล่นด้านนอกของหออี้จี้ แต่ก็ถูกขัดขวางด้วยชิงหลานที่ไม่เห็นด้วยเพราะหญิงสาวเพิ่งฟื้นขึ้นมาอยากจะให้กลับไปพักผ่อนที่ห้อง
เมื่อถูกกีดกันไม่ให้ออกไปด้านนอกหญิงสาวก็ได้แต่เดินคอตกกลับไปที่ห้องของตนเอง แต่ใช่ว่าคนอย่างนางจะยอมอะไรง่ายๆ ซะเมื่อไหร่ล่ะเข้าไปที่ห้องก็จริงแต่ก็เปิดหน้าต่างก้มมองไปยังเบื้องล่าง ในหัวสั่งการว่าออกทางหน้าต่างน่าจะง่ายกว่าเดินออกไปทางด้านหน้าประตูที่มีคนเฝ้า
ส่วนร่างกายก็ทำตามเป็อย่างดีเพียงก้าวเท้าข้ามหน้าต่างไปยังไม่ทันจะปีนออกไปด้านนอกชิงหลานก็เข้ามาซะก่อนและรีบดึงตัวเผิงเสี่ยวอันให้กลับเข้ามาอยู่ด้านในห้องตามเดิน
"คุณหนูจะทำอะไรเ้าคะ"
"รู้ไหมว่ามันสูงแค่ไหนตกลงไปแข้งขาหักจะทำอย่างไร"
"โถ! ก็ข้าเบื่อนี่นาอยากออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง"
"คุณหนูเวลานี้ก็ดึกมากแล้วนายหญิงคงไม่อนุญาตให้คุณหนูออกไปเดินเล่นแน่ๆ เอาไว้พรุ่งนี้พี่ชิงหลานจะพาคุณหนูออกไปเดินเล่นดีไหมเ้าคะ"
หญิงสาวตอบรับแบบไม่เต็มใจว่าก็ได้ ในเมื่อวันนี้ไปไม่ได้พรุ่งนี้ค่อยไปกันจึงได้กลับไปนั่งที่เตียงทำหน้าบึ้งตึงก่อนจะล้มตัวนอน