เกิดเป็นขุนศึกเป้าใหญ่ พร้อมระบบเทพแมงดา NC

    ตอนที่ 3: กายเหล็กไหล!


    ฟุ่บ!

    เป้าทะยานตัวพุ่งหลบหลังบานประตูกระท่อมเก่าอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นรัวโครมคราม เขาค่อยๆ แง้มประตูไม้ออกไปกวาดสายตามองฝ่าเงามืดหลังกระท่อมอีกครั้ง... ทว่าร่างตะคุ่มปริศนากับแววตาคมกริบยามเย็นวานนั้นได้เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงปริศนาชวนขนลุกและกลิ่นอายสงครามที่คืบคลานเข้ามา

    รุ่งเช้าวันต่อมา... สายลมภูเขาพัดกระโชกแรงหวีดหวิวผ่านทิวไม้หนาทึบที่โอบล้อมรอบตัวค่ายบ้านป่าชายแดน ท้องฟ้าเบื้องบนคราคร่ำไปด้วยเมฆสีหม่นทะมึนลอยต่ำจนแทบจะกลืนกินยอดเขาไกลโพ้น บรรยากาศยามเช้าช่างเต็มไปด้วยความอึมครึมอบอ้าวปนหนาวเยือกของลมป่า เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดังระงมราวกับเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบจากธรรมชาติ ขณะที่ภายในค่ายเริ่มมีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับพวกหน่วยสอดแนมของ ‘พยัคฆ์ทมิฬ’ แคว้นอริที่เข้ามาเคลื่อนไหวลับๆ ล่อๆ อยู่แถบชายป่า ทำเอาเหล่าชาวบ้านที่ออกไปเก็บของป่าและผู้รักษาค่ายพากันจับกลุ่มวิจารณ์ด้วยสีหน้าตื่นระแวดระวัง

    ในกระท่อมพักหลังเก่าที่เงียบสงบ ‘เป้า’ ลุกขึ้นมาจากที่นอน แผ่นหลังอันผอมแห้งบิดยืดจนเกิดเสียงกระดูกข้อต่อลั่นดังเปรี๊ยะเลียนแบบจังหวะกลองศึก เขายกมือขึ้นทาบอกปัดฝุ่นละอองที่ร่วงลงมาจากหลังคาจากผุๆ พลางหลับตาเพ่งจิตสำรวจสเตตัสในสมอง

    ทันใดนั้น หน้าจอแสงสีทองอร่ามเรืองรองปรากฏขึ้นกลางลานสายตาของเขาโชว์สถิติเด่นหรา

    **[ หน้าต่างสถานะ: กายเหล็กไหล ขั้นที่ 1 ]**
    * **ค่าความทนมือทนตีน:** 90/100
    * **พละกำลัง:** 1.2 ชั่ง
    * **แต้มระบบสะสม:** 10 แต้ม

    ‘อีกแค่สิบแต้ม... สิบแต้มเท่านั้น กายเหล็กไหลของกูก็จะเลื่อนเป็นขั้นที่สองแล้ว!’ เป้ากวาดสายตามองตัวเลขเหล่านั้นด้วยแววตาเป็นประกายวับวาว น้ำลายสอในลำคอด้วยความกระหายอยากทดลองของดีในโลกใบนี้ ชาติก่อนเป็นได้แค่กระสอบทรายให้เขารุมยำเอาเศษเงิน ชาตินี้มีระบบสุดยอดคอยหนุนหลัง หากพัฒนาให้ถึงขีดสุด เขาคงมีผิวหนังเหนียวดั่งทองคำสลักเป็นแน่แท้

    แต่การจะหาอีกสิบแต้มนี้ จะไปล่อตีนไอ้ศรและพวกลูกน้องมันให้มาเตะตอนนี้ก็คงยาก เพราะพวกมันเหนื่อยเพลียแอกแร็กหลบไปนอนหมดสภาพกันตั้งแต่เมื่อวาน เป้าจึงต้อง ‘เดินสายฟาร์มแต้ม’ แบบย่อยๆ ทั่วหมู่บ้าน

    ไอ้หนุ่มกะล่อนเป้าตุงขยับโจงกระเบนสั้นสีซอมซ่อ คาดผ้าขาวม้าสีแดงคู่ใจกระชับเอว แล้วเดินผิวปากออกจากกระท่อมมุ่งหน้าสู่ลานกลางค่ายด้วยกิริยาเบิกบานสำราญใจ

    เขาเดินตรงเข้าไปหาแก๊งสมุนทหารยามชาวบ้านที่กำลังยืนล้อมวงลนเตาไฟต้มน้ำร้อนอยู่ใต้ร่มไม้ริมรั้วค่าย ทหารยามสองสามคนนั้นมีรูปร่างกำยำล่ำสัน ผิวคล้ำแดดเพราะต้องกรำศึกและใช้แรงงานหนัก ถือหอกไม้ปลายเหล็กกล้าดูถมึงทึง

    เป้าแสยะยิ้ม ยักคิ้วขวาขึ้นลงสองสามที แสร้งทำเป็นเหยียบเปลือกกล้วยป่าหรือรากไม้ที่พาดผ่านพื้นโคลน แล้วโถมร่างผอมๆ เข้าใส่ทหารยามร่างยักษ์คนหนึ่งอย่างจงใจจนเกิดเสียงดังโครมใหญ่!

    ฝุ่นดินกระจายว่อนเป้าล้มลุกคลุกคลานเอาไหล่ชนตูดทหารยามคนนั้นจนกระเด็นไปข้างหน้า

    “เฮ้ย! ใครวะ! เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลยเรอะไอ้หมานี่!” ทหารยามคนนั้นตวาดห้วน หันกลับมาจ้องเขม็ง เห็นเป็นไอ้เป้าขยะบ้านป่าที่เคยขโมยเสบียงก็ขมวดคิ้วแน่น

    “โอ๊ยๆ ขอประทานโทษทีจ้ะพี่ชาย! พอดีสะดุดยอดหญ้าลมมันแรงไปนิดเลยเซมาซบสะโพกอันแข็งแกร่งของพี่” เป้าพยุงตัวลุกขึ้นยืนพลางทำหน้าทะเล้น ยื่นตูดของตัวเองไปใกล้ๆ ปลายหอกของอีกฝ่าย “แต่พูดก็พูดเถอะนะจ๊ะ แข้งขาของพี่เนี่ยดูทื่อๆ เหมือนไม้กระดานผุเลยนะจ๊ะ ลองเอาหน้าแข้งมาสะกิดตูดหรือฟาดสะโพกพี่เป้าเบาๆ สักแป๊กดูซิว่าจะหักหรืองอไหม ลองดูขำๆ ไหมจ๊ะพี่?”

    “ไอ้บ้าเป้า! มึงโดนตีเมื่อวานจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วรึไงวะ! มาชวนให้กูเตะตูดเนี่ยนะ!” ทหารยามอีกคนร้องขึ้นด้วยความหมั่นไส้ระคนขำขัน

    “ก็แหม่... ร่างกายมันอยากปะทะนี่จ๊ะพี่ชาย เตะส่งๆ มาเถอะจ้ะ ถือว่าทำบุญทำทานให้คนบ้าตัวเล็กๆ” เป้ายังไม่ลดละความพยายาม แกล้งยักไหล่ทำหน้าน่าหมั่นไส้ขั้นสุดยั่วโมโห

    ทหารยามร่างยักษ์ที่โดนเป้าล้มทับเมื่อครู่ อดรนทนความกวนโทสะของไอ้หนุ่มนี่ไม่ไหว มันแสยะยิ้มก่อนจะง้างเท้าเตะผ่าหมากเตะตูดเป้าส่งๆ ไปทีหนึ่งหวังสะเดาะเคราะห์เสียงดัง *ปึ้ก!*

    **[ ติ๊ง! แจ้งเตือน: ท่านได้รับแรงกระแทกจากปลายเท้า... ค่าความทนมือทนตีน +3 แต้ม! ]**

    เป้ายังนอนไม่สะทกสะท้าน รีบเด้งตัวลุกขึ้นมากอดคอทหารยามอีกคนแล้วเป่าหูมันเบาๆ “อุ๊ย... พี่เตะเบายังกับมดคันไฟกัดก้นเลยจ้ะ ขอแรงกว่านี้อีกนิดได้ไหมจ๊ะ เอาแบบเน้นๆ สักปังนึงพี่!”

    “ไอ้เวรนี่มันกวนบาทาจริงว่ะ! เอานี่ไปกินปะปะไร!” ทหารยามคนที่สองกระแทกหมัดเข้าที่ท้องเป้าด้วยความรำคาญไปหนึ่งที ส่วนอีกคนคว้าท่อนฟืนดิบขว้างใส่หลังเป้าดัง *โครม!*

    *ตุ้บ! ปึ้ก!*

    **[ ติ๊ง! แจ้งเตือน: ท่านได้รับการกระแทกหน้าท้อง... ค่าความทนมือทนตีน +4 แต้ม! ]**
    **[ ติ๊ง! ท่านโดนท่อนฟืนกระแทกหลัง... ค่าความทนมือทนตีน +3 แต้ม! ]**

    **[ ติ๊ง! ยินดีด้วยอย่างยิ่งจ้าโฮสต์สุดหล่อ! ค่าความทนมือทนตีนบรรลุเป้าหมาย 100/100 เป็นที่เรียบร้อยแล้วจ้ะ! ]**

    ทันทีสิ้นเสียงระบบเจื้อยแจ้ว เป้าก็พยักหน้าให้พวกทหารยามที่ทำหน้างงเต๊ก “ขอบคุณสำหรับบาทายามเช้านะจ๊ะพี่ๆ ขอตัวไปอึแป๊บนึง!” แล้วเขาก็วิ่งจู๊ดหลบออกไปหลังพุ่มไม้ใหญ่ ทิ้งให้พวกยามเฝ้าค่ายยืนเกาหัวแกรกๆ นึกด่ามันในใจว่า ‘ไอ้คนบ้าหลงยุคแท้ๆ’

    เมื่อพ้นสายตาผู้คน เป้าก็ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิหลังโขดหินใหญ่ ทันใดนั้นกระแสความร้อนระอุแปลกประหลาดประหนึ่งเหล็กกล้าที่เพิ่งถูกดึงออกจากเตาหลอมแผ่ซ่านออกมาจากจุดศูนย์กลางใต้ร่มผ้า มันไหลผ่านตามเส้นชีพจรทั่วร่าง ร้อนผ่าวจนแผ่นหลังและไหล่ขึ้นสีแดงระเรื่อ ผิวหนังด้านนอกที่เคยผอมแห้งกร้านแดดเริ่มเกิดการหดเกร็งและขยายตัวอย่างเป็นรูปธรรม

    กล้ามเนื้อหน้าท้องของเป้าบีบรัดตัวแน่นตึงเปรี๊ยะลอนกล้ามเนื้อแบนราบปูดขึ้นเป็นลอนคลื่นชัดเจนหกสลัก แข็งปั้กราวกับแผ่นไม้กระดานตะเคียนที่ใช้ทำฝาบ้าน ผิวหนังทั่วตัวยืดหยุ่นและตึงกระชับจนเขารู้สึกได้ว่าถ้ามีใครมาตบหรือชกตัวเขาในยามนี้ จะต้องเจ็บมือไปเองแน่นอน

    **[ ติ๊ง! ยินดีด้วยจ้าโฮสต์สุดหล่อ! อัปเกรดสำเร็จสู่ ‘กายเหล็กไหล ขั้นที่ 2’ พละกำลังเพิ่มเป็น 1.5 ชั่ง หนังเหนียวแน่นเป็นไม้ตะเคียนจนระบบต้องตบมือรัวๆ ให้เลยนะจ๊ะ! แต้มระบบสะสม 30 แต้มแล้วจ้า! ]**

    เป้าเอามือกุมท้องลูบลอนกล้ามเนื้อที่อัดแน่นเป็นแผ่นหินแล้วหัวเราะเอิ๊กอ๊าก “โอ้โห... อึดแน่นปึกเลยว่ะ แบบนี้กล้ามท้องแน่นเปรี๊ยะแบบนายแบบฟิตเนสเลยนี่หว่า ยอดเยี่ยมกระเทียมเจียวจริงๆ”

    หลังจากดื่มด่ำกับระดับพลังใหม่แล้ว เป้าก็เริ่มรู้สึกฮึกเหิม เขาตระหนักว่าภัยสงครามกับแคว้นพยัคฆ์ทมิฬใกล้เข้ามาทุกที ลำพังแค่ตั้งรับรับตีนอย่างเดียวคงไม่พอรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ได้แน่ เขาจำต้องมีทักษะการต่อสู้เชิงรุกเพื่อเอาตัวรอด

    เขาเหลือบไปเห็นมีดพร้าถากไม้ผุๆ เก่าๆ เล่มหนึ่งวางทิ้งไว้ข้างกระท่อมเก็บของ เป้าจึงย่องไปหยิบขึ้นมาถือไว้ในมือขวา ด้ายดิบพันมัดกำปั้นตามสัญชาตญาณนักมวยเก่ายังคงฝังลึก เป้าตั้งการ์ดมวยโบราณย่างสามขุมก้มตัวต่ำ สายตาดุดันจ้องมองไปข้างหน้า เตรียมร่ายรำแม่ไม้มวยไทยคาดเชือกผสมผสานกับมีดในมือเพื่อลองตั้งรับและจู่โจมเชิงรุก

    เขาเริ่มสืบเท้าไปข้างหน้า เงื้อมีดพร้าขึ้นหมายจะฟันฉับใส่ตอไม้ผุใกล้ตัวเพื่อทดลองความแรง

    ทว่า... ทันทีที่เขาออกแรงกล้ามเนื้อต้นแขนจะเหวี่ยงฟันมีดลงไป!

    **[ คำเตือนจากระบบจ้ะโฮสต์! ระบบนี้คือ ‘เทพแมงดา’ ไม่ใช่ ‘จอมยุทธ์บ้าพลัง’ จ้ะ! ระบบจึงบล็อกความสามารถในการต่อสู้เชิงรุกที่เป็นภัยต่อผู้อื่นชั่วคราว โฮสต์จะไม่สามารถต่อยตี ฟันแทง หรือขวี้ยงปาสิ่งของใส่ใครเพื่อทำร้ายได้จ้า! ]**

    เป้าอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน “อ้าว! แล้วถ้าข้าศึกบุกมาฟันคอกู กูจะทำยังไงวะ? ให้นอนอมยิ้มรับคมดาบเฉยๆ เรอะ! ระบบบ้าอะไรเนี่ย!”

    **[ แหมๆ อย่าเพิ่งทำหน้าบึ้งสิจ๊ะโฮสต์สุดเซ็กซี่... วิชาต่อสู้เชิงรุกจะค่อยๆ ปลดล็อกผ่านการ ‘ทำกิจกรรมรัก ประสานพลังหยินหยาง’ กับแม่หญิงผู้มีวาสนาร่วมชะตาเท่านั้นจ้ะ ยิ่งสัมพันธ์รักลึกซึ้งเท่าไหร่ พลังจู่โจมโฮสต์จะยิ่งระเบิดทวีคูณจ้า... ตอนนี้สวมบทบาทกระสอบทรายเสน่ห์แรงไปก่อนนะจ๊ะ! ]**

    “เชี่ยเอ๊ย! ระบบเทพแมงดาหรือระบบขู่เข็ญบังคับให้หาเมียกันแน่วะ!” เป้ากุมขมับสบถด่าอย่างประชดประชัน “จะให้กูไปมีอะไรกับสาวก่อนถึงจะต่อยคนได้เนี่ยนะ? บ้าบอคอแตกที่สุด ชาตินี้กูจะได้ป้องกันตัวเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย!”

    ขณะที่เป้ากำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียด สบถด่าท้องฟ้าสายลมอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นด้านข้างพุ่มไม้ข่อยป่าอีกครั้ง

    ‘แม่หญิงกระดังงา’ เดินถือตะกร้าสานใส่หญ้าคาแห้งผ่านมา หล่อนหยุดชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นเป้ากำลังยืนทำท่าเหมือนคนโดนของ แขนขากระตุกกึกๆ ปากก็บ่นงึมงำมองฟ้ามองดินราวกับคนคุยกับผีสางเทวดา

    ดวงตาคู่สวยฉายแววห่วงใยระคนสงสัยปนหวาดระแวง หล่อนค่อยๆ ก้าวเข้ามาถามช้าๆ “พี่เป้า... เจ้า... เจ้าเป็นอะไรไปรึ ทำไมถึงได้ยืนชักกระตุกทำท่าพิลึกปานนั้นล่ะพี่ หรือว่าบาดแผลเมื่อวานมันซึมลึกเข้าสู่สมองจนเจ้าเสียจริตไปจริงๆ”

    เป้าสะดุ้งโหยง รีบเกลี่ยสีหน้าดึงมาดกะล่อนกวนประสาทกลับมาทันที เขายืดอกโชว์ลอนกล้ามท้องแน่นเปรี๊ยะผ่านรอยแยกของเสื้อผ้าเก่าๆ ขยิบตาชวนเย้าแหย่

    “ปัดโธ่กระดังงาจ๋า พี่ไม่ได้เสียจริตหรือโดนของป่าที่ไหนหรอกจ้ะ พี่กำลังออกกำลังกายเรียกเหงื่อ ฝึกวิชาเรียกพลังลมปราณนวดกล้ามเนื้อให้ฟิตปั๋งอยู่น่ะจ้ะ ไม่เชื่อเจ้าลองเอามือมาลูบคลำหน้าท้องพี่ดูสิจ๊ะ แข็งปั้กราวกับแผ่นไม้กระดานเลยนะจ๊ะแม่หญิง” เป้าทำทะเล้นยื่นตัวเข้าไปใกล้ หวังจะให้หล่อนได้สัมผัสกายช่วยปลดล็อกพลังรุก แต่กระดังงากลับหน้าแดงซ่านรีบถอยหนีพลางค้อนขวับวงใหญ่

    “เจ้าคนลามก! ข้าไม่หลงกลลูบตัวเจ้าหรอก!” กระดังงาพูดเสียงดังแก้เขิน แต่แววตาก็ยังคงแฝงความสงสัยในวิชาแปลกประหลาดของเขา “แต่พี่เป้า... ยามนี้ในค่ายตึงเครียดหนักนัก พวกผู้ใหญ่เริ่มล้อมคอกเสบียงหนาแน่น มีข่าวลือว่าหน่วยสังหารพยัคฆ์ทมิฬลอบเข้ามาใกล้ค่ายขึ้นทุกที เจ้าอย่าได้เดินเพ่นพ่านห่างตัวกระท่อมไปไกลนักหนา ข้าเป็นห่วง...”

    “จ้ะกระดังงา พี่เป้าสัญญาว่าจะไม่ห่างกายเจ้าเลยจ้ะ ห่วงเจ้ามากกว่าห่วงตัวเองซะอีก” เป้าส่งสายตาหวานเชื่อมจนหญิงสาวก้มหน้าเอียงอายรีบเดินเลี่ยงหนีไปทำงานต่อทันที เป้าลอบยิ้มกริ่มมองตามแผ่นหลังบางพลางคิดว่า ‘ระบบบอกว่าต้องมีกิจกรรมรัก... เออ แบบนี้ค่อยมีแรงจูงใจฟาร์มพลังหน่อยว่ะ ฮี่ๆ’

    เป้ายืนอยู่ข้างกระท่อมลูบหน้าท้องตัวเองอย่างเพลิดเพลินใจ บรรยากาศรอบข้างที่เคยร้อนอบอ้าวยามสายบัดนี้กลับเริ่มมืดครึ้มเพราะกลุ่มก้อนเมฆหนาตัว ลมบดเบียดเสียดแทรกผ่านทิวไม้ป่าชายแดนส่งเสียงหวีดหวิวดูน่าเกรงขาม ทว่าในจังหวะที่เป้ากำลังเหม่อลอยวิเคราะห์ความสามารถใหม่ของระบบนั้นเอง...

    กระแสลมสังหารและกลิ่นอายอันตรายลึกลับโชยมาปะทะจากด้านหลังอย่างฉับพลัน!

    ไอ้ศร—อันธพาลตัวแสบที่พกพาความแค้นมาเต็มอก—มันแอบซุ่มย่องตามเป้ามาเงียบๆ ตั้งแต่เมื่อครู่ ในมือหนากำยำของมันถือ ‘ไม้หน้าสาม’ ท่อนใหญ่เนื้อแน่นแข็งเป๊กยาวประมาณสองศอก มันสะสมความอับอายและต้องการล้างแค้นที่โดนไอ้สวะเป้าปากแจ๋วยั่วตีนเมื่อวาน วันนี้มันจึงกะจะลอบฟาดเป้าให้กระดูกหักปางตายคาที่เพื่อสยบความกวนประสาท!

    เมื่อเห็นเป้ากำลังยืนหันหลังเหม่อลอย ไอ้ศรก็ขบกรามกรอด แววตาโหดเหี้ยม แผดเสียงร้องในลำคอเบาๆ แล้วเงื้อท่อนไม้หน้าสามขึ้นสุดแขน โถมน้ำหนักตัวฟาดเปรี้ยงลงตรงกึ่งกลางแผ่นหลังของเป้าอย่างสุดกำลังวังชา!

    *ปึ้กกกกกก!!!*

    เสียงไม้หนาหนักกระทบเนื้อแผ่นหลังดังสนั่นทึบกึกก้องไปทั่วบริเวณแรงปะทะนั้นหน่วงหนักจนดินโคลนใต้เท้าของเป้าถึงกับยุบตัวลงไปเล็กน้อย ฝุ่นละอองไม้แห้งฟุ้งกระจายว่อน

    ทว่า... ร่างกายผอมแห้งของเป้ากลับยืนนิ่งสนิทเป็นหินผา ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่คืบเดียว! ไม่มีแม้เสียงกระดูกหักร้าว และไม่มีอาการคุกเข่าล้มคว่ำกองกับพื้นแต่อย่างใด

    สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือเสียงดัง *เปรี๊ยะ! โครม!* ของท่อนไม้หน้าสามในมือของไอ้ศรที่ฉีกหักเป๋สะบั้นสะเด็นออกจากกันเป็นสองซีก เศษไม้ร่วงพรูลงบนพื้นดินเกลื่อนกลาด!

    ไอ้ศรยืนตาค้าง ตัวแข็งทื่อราวกับโดนสาป มือทั้งสองข้างที่กำปลายเศษไม้หักสั่นพั่บๆ รัวประหนึ่งสุนัขโดนฝนตกใส่ หน้าผากมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็ม ใบหน้าถอดสีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด แววตาของมันจดจ้องมองแผ่นหลังของเป้าด้วยความตื่นระทึกขวัญและหวาดกลัวสุดขีด

    เป้าค่อยๆ หมุนศีรษะหันกลับมามองข้ามไหล่ช้าๆ ส่งสายตาเยือกเย็นทว่าเจือปนรอยยิ้มกะล่อนกวนประสาทขี้เล่นชวนละลายดวงใจ เขายื่นมือไปปัดเศษฝุ่นผงไม้ที่ติดอยู่ตรงไหล่เบาๆ เหมือนปัดฝุ่นละอองธรรมดา

    “ปัดโธ่... พี่ศรจ๋า ขยันมาแจกตีนแจกไม้แต่เช้าเลยนะจ๊ะ แต่วันนี้ไม้พี่ดูเปราะบางเหมือนข้าวเกรียบว่าวเลยนะจ๊ะพี่ หักง่ายหักดายปานนี้ กลับไปซื้อไม้หน้าสามร้านใหม่เหอะจ้ะ ร้านนี้โดนเขาหลอกขายไม้ผุให้แล้วล่ะมั้งจ๊ะพี่ศรสุดหล่อของน้องเป้า”

    “มึง... มึง... ไอ้ตัวประหลาด! ไอ้ปีศาจหนังเหนียว!” ไอ้ศรร้องเสียงหลงหลุดตะโกนดั่งคนเสียสติ ความกลัวปนสับสนครอบงำจิตใจจนหมดสิ้น มันขว้างเศษไม้หักทิ้งลงดินทันที แล้ววิ่งเตลิดเปิดเปิงสะดุดขาตัวเองล้มลุกคลุกคลานแหกปากร้องโวยวายหนีหายเข้าไปในหมู่บ้านอย่างลนลาน หมาวัดรุมไล่เห่าตามตูดเป็นพรวน

    เป้าหัวเราะก๊ากพลางเอามือลูบแผ่นหลังตัวเอง พบว่ามีเพียงคราบฝุ่นสีแดงและรอยช้ำจางๆ ที่มีความรู้สึกปวดตึงระบมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ราวกับโดนมือดีนวดจัดกระดูกให้เบาๆ นี่แหละคืออานุภาพที่แท้จริงของ ‘กายเหล็กไหล ขั้นที่ 2’ ที่แม้แต่ไม้หน้าสามเนื้อแข็งก็ไม่สามารถระคายผิวปาดเนื้อได้!

    **[ ติ๊ง! รับแรงปะทะจากไม้หน้าสามหน้าหงาย: ต้านทานสมบูรณ์! ค่าความทนมือทนตีน +20 (สะสม 120/300) แหม... หนังหนาเหมือนหน้าเลยนะโฮสต์! ]**

    เป้ากระชับผ้าขาวม้าแดงยิ้มแก้มแทบปริ ทว่ารอยยิ้มอิ่มเอิบใจของเขาอยู่ได้เพียงไม่กี่อึดใจ...

    *เกร๊งๆๆๆๆๆๆๆ!!!*

    เสียงระฆังเกราะเหล็กส่งสัญญาณเตือนภัยอันเป็นสัญลักษณ์วิกฤตสูงสุดดังกึกก้องสะท้อนจากหอสังเกตการณ์กลางค่าย รัวดังถี่ยิบและหนักหน่วงจนผืนดินป่าดูสั่นสะเทือน เสียงฝีเท้าผู้คนวิ่งชุลมุนวุ่นวายดังกึกก้อง เสียงตะโกนร้องบอกต่อกันด้วยความลนลานสอดแทรกเข้ามาในสายลมหนาวป่า

    “ข้าศึกบุก! ข้าศึกพยัคฆ์ทมิฬบุกเข้ามาแล้วโว้ย! พวกมันซุ่มโจมตีหน่วยลาดตระเวนท้ายค่ายเสบียงแล้ว!”

    “นายบ้าน! พวกผู้ใหญ่บ้านแจ้งข่าวร้าย! ข้าศึกโอบล้อมจากแนวป่าท้ายค่ายแล้ว! เตรียมอาวุธเร็วเข้าพวกเรา!”

    ความโกลาหลระเบิดขึ้นในพริบตา ชาวบ้านวิ่งถือหอกไม้กระบอกน้ำวุ่นวาย ใบหน้าแต่ละคนเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวาสุดขีด เนื่องจากค่ายหมู่บ้านชายแดนแห่งนี้เป็นเพียงจุดเฝ้าระวังเสบียงเล็กๆ ห่างไกลปืนเที่ยง ไร้การเหลียวแลหรือส่งกำลังเสริมทหารหลวงจากส่วนกลาง หากโดนโจมตี ทุกคนต้องจับอาวุธสู้ตายเพื่อรักษาชีวิตตนเองและครอบครัวเท่านั้น

    เป้าขยับโจงกระเบนสั้นของเขาแน่น ดึงด้ายดิบคาดเชือกที่ข้อมือให้กระชับ แววตากวนประสาทแปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบและดุดันขึ้นมาเล็กน้อยตามสัญชาตญาณนักสู้เก่า

    ‘ถึงเวลาทดลองรับศึกจริงแล้วสินะ... กายเหล็กไหลขั้นสองของกู จะทนคมดาบคมแหลมของทหารพยัคฆ์ทมิฬได้แค่ไหนกันเชียว วาจาอ้อนตีนของจริงคงได้เริ่มเปิดฉากยามนี้แหละโว้ย!’

    เป้าสูดลมหายใจร้อนผ่าวเข้าลึกๆ กำลังจะก้าวเท้าวิ่งตามฝูงชนไปยังท้ายค่ายเสบียง ทว่าสายตาพลันเหลือบไปเห็นรอยเท้าเปื้อนโคลนขนาดใหญ่สองคู่ลึกๆ ที่มุ่งหน้าเบี่ยงออกนอกประตูค่ายไปทางแนวป่าชายเลน... สวนทางกับทิศทางที่ทุกคนวิ่งหนี!

    เมื่อเป้าพิจารณาทิศทางของรอยเท้านั้น หัวใจของเขาพลันกระตุกวูบหนาวเหน็บขึ้นมาทันที

    นั่นมันทิศทางของดงดิบ สวนสมุนไพรนอกค่าย... ซึ่งแม่หญิงกระดังงาเพิ่งจะเดินถือตะกร้าสานออกไปหาสมุนไพรเมื่อครู่!

    "ชิบหายแล้ว! กระดังงา!"

    เป้ากู่ร้องเสียงหลง ลืมสิ้นเรื่องเสียงสัญญาณเตือนภัยท้ายค่าย เขาหักเลี้ยวตัวพุ่งทะยานฝ่าสายฝนและพุ่มไม้รกชัฏ ออกนอกค่ายเสบียงมุ่งตรงไปยังเส้นทางป่าดิบชื้นทันที!

    (โปรดติดตามตอนต่อไป...)