“ฮูหยินยินดีรับพวกเราไว้ นับว่าให้เกียรติครอบครัวหลี่ของพวกเรามาก แต่ฮูหยินอาจยังไม่ทราบ ลูกชายคนโตของข้าสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉแล้ว ตอนนี้กำลังเดินทางศึกษาเล่าเรียนอยู่ภายนอก การที่พวกเรามาครั้งนี้ก็เพื่อไปพึ่งพิงเขา จึงเกรงว่าจะต้องทำให้ความปรารถนาดีของฮูหยินเสียเปล่าแล้ว”
เมื่อฮูหยินซุนได้ฟัง ก็รู้สึกว่าตนเองคิดตื้นเขินไป
หลี่เหลาต้าเป็ถึงซิ่วไฉ ตระกูลหลี่ก็นับว่าเป็ตระกูลผู้มีการศึกษา จะให้มาเป็บ่าวรับใช้ได้อย่างไร นั่นเท่ากับเป็การดูิ่กันชัด ๆ
นางรีบเรียกสาวใช้ให้นำเงินยี่สิบตำลึงมายัดใส่มือแม่เฒ่าหลี่ พร้อมทั้งเขียนที่อยู่ของตระกูลซุนให้
พลางกำชับว่าหากตระกูลหลี่มีเื่ลำบาก ก็สามารถไปพึ่งพิงได้
แม่เฒ่าหลี่ปฏิเสธไม่สำเร็จ จึงจำต้องรับไว้ ในใจยิ่งรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของฮูหยินซุนเป็อย่างยิ่ง
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตระกูลซุนยังต้องล่องเรือต่อไปอีกเจ็ดแปดวัน จึงตัดสินใจทิ้งแพะนมไว้ให้
ฮูหยินซุนยินดียิ่งนัก เพราะแม้แม่นมจะอาการดีขึ้นบ้างแล้ว แต่น้ำนมก็ยังไม่เพียงพอให้คุณหนูดื่มกินอยู่ดี
แม่เฒ่าหลี่อุ้มหลานสาวเดินออกไป ในใจรู้สึกผิดที่นำอาหารของหลานสาวมาส่งให้ผู้อื่น
แต่เมื่อก้มลงมองหลานสาวที่กำลังกำมือเล็ก ๆ ขยับไปมา ราวกับกำลังบอกลาคุณหนูตระกูลซุนอยู่ นางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แล้วก้มลงจุมพิตหลานสาวหนึ่งที
“ฝูหนิ่วของย่าเป็เด็กดีจริง ๆ ย่าจะรักเ้าเพียงคนเดียวใน่ชีวิตที่เหลือ! ไม่สิ คนทั้งตระกูลหลี่ต้องรักเ้า! หากไม่มีเ้า บ้านเราคงไม่อบอุ่นสงบสุขเช่นนี้!”
เจียอินซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของท่านย่า ส่งเสียงอ้อแอ้สองสามคำ แล้วมองดูแม่หนูน้อยตระกูลซุนเป็ครั้งสุดท้าย
เ้าตัวเล็ก หากมีวาสนาไว้พบกันใหม่นะ!
คนตระกูลหลี่อาศัย่เวลานี้บอกลาผู้ดูแลหวัง รวมถึงสาวใช้ แม่นม และบ่าวรับใช้ที่คุ้นเคย
ไม่นานนัก เรือลำใหญ่ก็จอดเทียบท่า คนตระกูลหลี่จึงทยอยลงจากเรือ
เมื่อเดินออกมาได้ไกลพอสมควร คนตระกูลหลี่ที่เงียบมาตลอดก็เริ่มได้สติ
“พวกเราถึงเมืองหลวงแล้วจริง ๆ หรือ?”
“นี่คือเมืองหลวงหรือ? โชคดีที่นั่งเรือมา ไม่อย่างนั้นเดินเท้าเป็เดือนก็คงยังมาไม่ถึง”
“พวกเราเหยียบพื้นดินอยู่แท้ ๆ แต่ทำไมยังรู้สึกโอนเอนเหมือนอยู่บนเรือเลย”
หลี่เหลาเอ้อร์ซึ่งเป็คนรอบคอบที่สุด ขยับเข้าไปใกล้มารดาแล้วถามว่า “ท่านแม่ จากที่นี่ไปบ้านท่านน้ายังเหลืออีกสองสามร้อยลี้ เราควรหาเกวียนหรือร่วมเดินทางไปกับกองคาราวานเพื่อเร่งเดินทางดีหรือไม่?”
ตอนนี้เจียอินกำลังเบิกตากว้างมองไปรอบ ๆ
ั้แ่ข้ามภพมา นางยังไม่เคยเห็นถนนหนทางที่รุ่งเรืองในสมัยโบราณ จึงรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็อย่างมาก
เมื่อแม่เฒ่าหลี่เห็นดังนั้น จึงรีบกล่าวว่า “ต่อให้จ้างรถหรือหากองคาราวานร่วมทาง ก็ยังไม่ต้องรีบออกเดินทางทันที หาที่พักพิงให้เรียบร้อยก่อน ให้ฝูหนิ่วของพวกเราได้ดูความครึกครื้นให้เต็มที่”
หลี่เหลาเอ้อร์เห็นท่าทางอยากรู้อยากเห็นของหลานสาวตัวน้อยก็อดขำไม่ได้
เด็กที่เพิ่งครบเดือน ผิวขาวอวบสะอาดสะอ้าน แถมสีหน้ายังหลากหลาย ดูอย่างไรก็น่าเอ็นดู
เขาเอื้อมมือไปลูบแก้มเล็ก ๆ ของหลานสาว เลียนแบบท่าทางของพวกหลานชาย
“ข้าขอแบ่งโชคลาภจากฝูหนิ่วบ้าง จะได้หาที่พักดี ๆ ได้”
คนตระกูลหลี่เดินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็ออกจากท่าเรือ เข้าสู่ย่านการค้าที่อยู่ใกล้เคียง
ที่นี่ไม่แออัดเท่าท่าเรือ แต่มีความรุ่งเรืองมากกว่า
ทุกคนเดินบนถนนสายยาวที่ปูด้วยแผ่นหินสีเขียว สองข้างทางมีร้านรวงตั้งเรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ
โครงสร้างเป็อิฐสีเขียวและรูปแกะสลักไม้ กำแพงสีขาวหลังคาสีเทา บนกรอบหน้าต่างและขื่อประตูมีการแกะสลักลวดลายประณีตงดงาม
หน้าประตูร้านยังมีแผงลอยเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน วางขายสิ่งของละลานตา ทั้งอาหารและเครื่องใช้มีครบครันทุกอย่าง
ใบหน้าของคนตระกูลหลี่เต็มไปด้วยความทึ่ง โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น หันมองซ้ายมองขวาไปทั่ว
หากไม่ถูกบิดามารดาดึงรั้งไว้ คงวิ่งหายไปไหนต่อไหนแล้ว
เจียอินพยายามยืดคอ บิดหัวเล็ก ๆ มองไปรอบตัว ความงดงามแบบโบราณทำให้นางอดชื่นชมในสติปัญญาของชนชั้นแรงงานไม่ได้
“ยา ยา...” เจียอินยิ่งมองก็ยิ่งดีใจ จนเผลอไปดึงผมของท่านย่าเข้า
แม่เฒ่าหลี่รีบอุ้มผ้าอ้อมขึ้นมา โดยใช้มือหนึ่งรองท้ายทอยของหลานสาวไว้
ในที่สุดเจียอินก็ได้มองโลกในมุมมองปกติ อารมณ์จึงยิ่งดีขึ้นจนถึงขั้นหัวเราะออกมา
“ดูฝูหนิ่วของพวกเราสิ มีความสุขขนาดไหน!”
แม่เฒ่าหลี่ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย นางอุ้มหลานสาวพิงไหล่ไว้
เถาหงอิงยิ้มตาม ขณะที่กำลังจะพูด อู๋ชุ่ยฮวาก็ร้องโวยวายขึ้นมาทันที
“เหลาเอ้อร์ เหลาเอ้อร์! เ้าเห็นเอ้อร์โก่วหรือไม่ เมื่อกี้ยังอยู่ข้างข้าอยู่เลย พริบตาเดียวก็หายไปแล้ว รีบช่วยข้าหาเร็ว!”
เดิมทีหลี่เหลาเอ้อร์ก็ไม่ชอบอู๋เอ้อร์โก่วอยู่แล้ว พอได้ยินว่าหายตัวไปจึงไม่ได้รีบร้อน
“เขาเป็คนเป็ ๆ จะหายไปได้อย่างไร? คงเดินวนเวียนอยู่แถวนี้แหละ หาให้เจอก็พอ”
ทว่าอู๋ชุ่ยฮวาไม่สบายใจ เมื่อเห็นว่าหลี่เหลาเอ้อร์ไม่อยากช่วยหา จึงทรุดตัวลงนั่งร้องไห้กับพื้น
“ข้าไม่อยากอยู่แล้ว น้องชายคนเดียวของข้าหายไป ท่านก็ไม่ช่วยข้า นี่มันช่างใจดำเหลือเกิน!”
พอนางอาละวาดเช่นนี้ สายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาก็จับจ้องมาที่พวกเขา ทำให้คนตระกูลหลี่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
หลี่เหลาเอ้อร์รีบดึงภรรยาขึ้นจากพื้น ซึ่งอู๋ชุ่ยฮวาก็ไม่กล้าอาละวาดจนน่าเกลียดเกินไป ได้แต่สะอึกสะอื้นมองไปทางแม่เฒ่าหลี่
สีหน้าของแม่เฒ่าหลี่เ็าจนน่ากลัว นางนึกเสียใจเป็หมื่นครั้งที่เอาอู๋เอ้อร์โก่วซึ่งเหนียวเหมือนกาวมาด้วย
แต่ตอนนี้จะปล่อยปละละเลยก็ไม่ได้ จึงสั่งลูกชายว่า “ไปหาแถวนี้ดู ระวังตัวด้วย อย่าก่อเื่”
หลี่เหลาเอ้อร์ถลึงตาใส่อู๋ชุ่ยฮวาอย่างแรงด้วยความโกรธ แต่สุดท้ายก็ยอมไล่น้อง ๆ ออกไปหา
หลี่เจียเหรินเองก็ไม่ชอบมารดาและท่านน้า เพียงแต่เขาพูดอะไรไม่ได้ จึงหาที่ร่มใต้ต้นไม้ริมทาง แล้วเอ่ยชวนท่านย่า “ท่านย่า อุ้มฝูหนิ่วมานั่งพักสักครู่เถิด”
เจียอินชอบพี่ชายคนโตที่สุขุมคนนี้ นางจึงส่งยิ้มให้ พร้อมกับโบกมือเล็ก ๆ ราวกับจะให้กำลังใจเขา
มีมารดาที่เป็ตัวปัญหาขนาดนี้ พี่ชายคนนี้ในอนาคตคงต้องมีเื่ให้กลุ้มใจและลำบากใจแน่ ๆ ...
ไม่รู้ว่าหลี่เจียเหรินเข้าใจความปรารถนาดีของน้องสาวหรือไม่ เขาจึงยิ้มแล้วบีบมือเล็ก ๆ ของนางเบา ๆ จากนั้นก็ยืนซ้อนหลังท่านย่า เพื่อช่วยบังแสงแดดที่แผดเผา
ครึ่งชั่วยามต่อมา ทุกคนเริ่มกังวล ในที่สุดหลี่เหลาซื่อก็หิ้วคอเสื้อของอู๋เอ้อร์โก่วกลับมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
อู๋เอ้อร์ดูไม่พอใจอย่างมาก แต่ก็เกรงกลัวหมัดของหลี่เหลาซื่อ จึงได้แต่หดหัวทำตัวน่าสงสาร
ไม่ต้องบอกทุกคนก็เดาได้ว่าเขาต้องไปก่อเื่ไม่ดีมาอีกแล้ว
“น้องสี่ เ้าอย่าจับเขาแบบนั้นสิ คอเขาจะเจ็บเอาได้!”
อู๋ชุ่ยฮวารีบเดินตามหลังมา พยายามจะช่วยน้องชายให้พ้นจากมือของหลี่เหลาซื่อ แต่ถูกหลี่เหลาซื่อถลึงตาใส่จนต้องหดหัวลงอีกคน
หลี่เหลาซื่อเหวี่ยงอู๋เอ้อร์โก่วลงพื้นทันที แล้วกล่าวว่า “ข้ากับพี่รองไปลากตัวเขาออกมาจากบ่อนพนัน เ้าเด็กนี่ไม่รู้เอาความกล้ามาจากไหน ถึงได้กล้าแอบไปเล่นพนัน! หากพวกเราไปช้ากว่านี้อีกนิด เขาคงต้องกู้เงินจากบ่อนมาเล่นแล้ว! ในมือเขาไม่มีเงินสักแดงเดียว ถ้าแพ้ขึ้นมา ก็เป็พวกเราที่ต้องตามล้างตามเช็ดให้เขา!”
หลี่เหลาซื่อยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ จึงถีบอู๋เอ้อร์โก่วไปอีกที
ครอบครัวพวกเขาใจดี รับเ้าเด็กนี่มาด้วยเพื่อหนีออกจากแดนเหนือ แต่เขากลับไม่มีความกตัญญูเลยสักนิด คิดจะหลอกลวงคนอื่นโดยไม่ใช้สมอง!
เมื่อแม่เฒ่าหลี่ได้ยินเช่นนั้น สายตาที่มองอู๋เอ้อร์ก็เต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างที่สุด
“อู๋เอ้อร์โก่ว เ้าคิดว่าพอพี่สาวเ้าแต่งเข้าบ้านเราแล้ว บ้านเราต้องมารับเคราะห์แทนเ้าใช่หรือไม่? ก่อนหน้านี้เห็นว่าเ้าน่าสงสาร ไม่อยากให้เ้าต้องตาย ตอนนี้ถึงเมืองหลวงแล้ว เ้าไสหัวไปได้เลย บ้านเราไม่เลี้ยงเ้าไว้แล้ว!”
อู๋เอ้อร์โก่วไม่มีเงินติดตัวแม้แต่เหรียญเดียว หากจากตระกูลหลี่ไปคงต้องอดตายแน่ เขาจึงรีบคลานเข้าไปที่เท้าของแม่เฒ่าหลี่
“ท่านป้า ข้าผิดไปแล้ว ข้าแค่เห็นบ่อนพนันแล้วเกิดคันมือขึ้นมา ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว ขอร้องล่ะ อย่าทิ้งข้าเลย!”