4
อวิ๋นเซียสีหน้าอ่อนล้ายามพูดจาก็แฝงความทึ่มทื่ออยู่หลายส่วน เขาเอ่ยอย่างเฉยชาว่า
“ตามใจเถอะ”
เขาเอามือไพล่หลังเตรียมจากไป ราวกับใต้หล้าไม่มีสิ่งใดจะดึงดูดความสนใจของเขาได้อีกแล้ว
เจียงม่อโหลวเอ่ยเร้า “อวิ๋นเซีย! เ้าอย่าคิดว่าข้าล้อเล่นเชียว เห็นหรือไม่ว่านี่อะไร”
อวิ๋นเซียไม่ได้ผินหน้ากลับไป แต่ข้างกายเขากลับมีศิษย์ผู้หนึ่งร้องอุทาน
“เป็ถุงกลืนหมื่นิญญา! ท่านประมุข เ้าสำนักเจียงเขา...”
เจียงม่อโหลวเอ่ยเสียงเ็า
“มิผิด ใต้เขาลูกนี้คือหุบเขาขังมาร ถ้าหากข้าทำลายมันเสียที่นี่ปราณชั่วร้ายก็จะรั่วไหล ผนึกด้านนอกหุบเขาขังมารย่อมพังทลาย ผู้คนที่นี่จะหน้าไหนก็ไม่มีทางรอดทั้งนั้น อวิ๋นเซีย ก่อนตายเจียงสวินอี้ส่งจดหมายหาข้าด้วย บอกว่าหากวันหนึ่งเขาตายด้วยน้ำมือเ้าขึ้นมาห้ามข้าไปแก้แค้นแทนเขา แต่ถ้าเ้าบีบคั้นข้า ข้าจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแล้ว”
อวิ๋นเซียพลันหันขวับ “เขาส่งจดหมายให้เ้า? จดหมายล่ะ? เอามาให้ข้า!”
เจียงม่อโหลวเอ่ย “ทำลายไปแล้ว”
อวิ๋นเซียมีโทสะ “เ้าว่าอะไรนะ?!”
ครั้นเจียงม่อโหลวเห็นเขาหวั่นไหวสีหน้าก็ดีขึ้นหลายส่วน กล่าวอย่างไม่แยแสว่า
“คนก็ตายไปแล้ว เก็บจดหมายไว้จะมีประโยชน์อะไรเล่า อวิ๋นเซีย อย่าให้ข้าต้องเตือนความจำเ้า เ้าฆ่าเขาเองแท้ๆ ยังจะมาทำเสแสร้งให้ใครดูอยู่ได้”
อวิ๋นเซียราวกับถูกโจมตีหนักหน่วงจนถอยไปสองก้าว ใบหน้าขาวสะอ้านหล่อเหลาฉาบกลิ่นอายดำทะมึน แล้วพลันกระอักเืพรวดออกมาคำหนึ่ง
“ท่านประมุข!”
“ศิษย์พี่!”
เหล่าผู้คนรีบก้าวไปประคองอวิ๋นเซียกันเป็แถบ เจียงสวินอี้อดขมวดคิ้วน้อย ๆ ไม่ได้ การถูกอวิ๋นเซียฆ่าตายนั้นเป็จุดจบที่นิยายกำหนดไว้นานแล้ว อีกทั้งส่วนหนึ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะเขารนหาที่ตายเองด้วย
แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็พี่น้องที่เติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ตอนกระบี่ของอีกฝ่ายแทงเข้ามาในอก ตัวเขายังแอบรู้สึกหดหู่หน่อย ๆทว่าการที่คนตรงหน้ามีสภาพเช่นนี้ นับว่าเกินความคาดหมายเอาเื่
สำหรับโลกในหนังสือที่การคงอยู่ผูกติดอยู่กับพระเอกแล้วนี่ไม่ใช่เื่ที่ดีเลย
เจียงม่อโหลวชังน้ำหน้าเขาเหลือคณาจึงทำเป็มองไม่เห็น ยกถุงกลืนหมื่นิญญาแล้วเอ่ยว่า
“ประมุขอวิ๋นผู้องอาจเที่ยงธรรมเอ๋ย ในเมื่อเ้ากล้าสังหารพี่ชายข้าเพื่อผู้คนใต้หล้า เช่นนั้นก็คงไม่อาจทนเห็นผู้คนบนยอดเขานี้ตกตายไม่เหลือแม้แต่ซากเพราะดื้อดึงไม่ยอมมอบศพให้หรอกกระมัง”
อวิ๋นเซียผลักคนด้านข้างออกแล้วหยัดกายตรง เขาหัวเราะลั่นทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเจียงม่อโหลว
“เื่มาถึงขั้นนี้ข้าไหนเลยจะยังมาสนใจผู้อื่น อาสวินไม่อยู่แล้ว บนโลกนี้ยังมีสิ่งใดคู่ควรให้ข้าสนใจอีกรึ เ้าอยากทำลายนักก็ทำลายไป! ตายเสียให้หมด จะได้จบสิ้นกันเสียที!”
พอเขาโพล่งประโยคดังกล่าวรอบด้านก็พลันตะลึงค้าง ใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดไม่รู้ถึงความร้ายกาจของอาวุธวิเศษประจำภาคีิญญาซ่อน ส่วนเจียงม่อโหลวเองก็ขึ้นชื่อว่าเป็คนหัวแข็งดื้อด้าน ใครจะไปคาดว่าพอหายนะมาเยือน อวิ๋นเซียกลับมีท่าทีเช่นนี้
ฝูงชนโดยรอบพลันแตกตื่นโกลาหล ณ วินาทีนั้น บ้างพยายามละล่ำละลักโน้มน้าวเจียงม่อโหลว บ้างพุ่งไปเอ่ยอะไรบางอย่างกับอวิ๋นเซีย
เจียงสวินอี้สูดลมหายใจลึก ขณะกำลังจะก้าวออกไป กลับได้ยินเสียงดนตรีระลอกหนึ่งดังจากตีนเขา
เซวียนหลี!
เจียงสวินอี้ใจกระตุก ชะงักฝีเท้าทันที กระทั่งอวิ๋นเซียและเจียงม่อโหลวยังยุติการสนทนา
เสียงดนตรีกังวานใกล้มาเรื่อยๆ คนกลุ่มหนึ่งเยื้องย่างตรงมาอย่างแช่มช้า ผู้ที่นำอยู่หน้าขบวนสวมชุดแดงเรือนผมขาวโพลน รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน เครื่องหน้าเค้าโครงคมคายยิ่งนัก มีเพียงหางคิ้วหางตาที่เปี่ยมกลิ่นอายชั่วร้ายเลวทราม คอเสื้อข้างหนึ่งตั้งสูงดูแปลกตาพอควร
มันผู้นั้นคือประมุขมารเซวียนหลีที่ดับดิ้นณ ใจกลางถ้ำมารไปแล้วอย่างแน่นอน
ฝ่ายนั้นกวาดสายตามองรอบด้าน หัวเราะลั่นแล้วเอ่ยว่า
“ประมุขอวิ๋น ไม่พบกันนานนม เหตุใดจึงมีสภาพเยี่ยงนี้เล่า เปิ่นจั้วเห็นแล้วแช่มชื่นนัก!”
เขาหัวเราะพลางหันหน้าไปทางเจียงม่อโหลว ครั้นจะเอ่ยอะไรบางอย่างก็พลันชะงัก ตระหนักได้ว่าตนจำคนผิด จึงเอ่ยกับอวิ๋นเซียว่า
“แล้วคุณชายใหญ่เจียง เจียงสวินอี้ พี่น้องผู้แสนดีของเ้าไปไหนเสียเล่า”
อวิ๋นเซียหน้าซีดเผือดไม่พูดไม่จา ส่วนศิษย์วัยเยาว์จูนิเบียวข้างกายที่เพิ่งถูกเจียงสวินอี้สั่งสอนไปเวลานี้บนหน้ายังมีรอยเือยู่แท้ ๆ แผลยังไม่หายแต่ก็ยังจะซ่าลืมความเ็ป เอ่ยตอบเสียงดังว่า
“เจียงสวินอี้ละทิ้งคุณธรรม สวามิภักดิ์กับเผ่ามารทำร้ายท่านประมุขของข้า จึงถูกท่านประมุขกำจัดไปแล้ว! เ้ามารร้าย หากยังดื้อด้านไร้สำนึก เ้าก็ต้องมีจุดจบเช่นนี้แหละ!”
เมื่อเด็กหนุ่มพูดคำนี้ออกมา ทุกคนในภาคีิญญาซ่อนข้างหลังเจียงม่อโหลวต่างพากันถลึงตาโกรธแค้น บางคนถึงขั้นชักกระบี่ แต่กลับถูกเจียงม่อโหลวตวัดมือห้ามไว้ก่อน
สีหน้าของประมุขมารเซวียนหลีดูแข็งค้างไปครู่หนึ่ง เนิ่นนานกว่าจะเอื้อนเอ่ย
“เ้าว่า...อะไรนะ”
เด็กหนุ่มผู้นั้นชะงัก ยังไม่ทันตอบกลับ เซวียนหลีก็กล่าวต่อ
“ใครตายนะ เจียงสวินอี้รึ เจียงสวินอี้ตายแล้วรึ?!”
เสียงของเขาดังขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งกระหึ่มก้องะเืหูผู้คนดังหึ่ง ๆ บัดนี้ท่วงท่าอหังการของเซวียนหลีกดข่มเหนือผู้ใด ไม่มีใครตอบกลับเลยสักราย
ท้ายที่สุดเซวียนหลีพลันหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่าๆ ๆ ๆ ! ตายแล้วก็ดี ตายเสียก็ดี!” เขาเงยหน้ามองอวิ๋นเซีย “เ้าหนูนั่นร้ายกาจไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ตัวข้าในฐานะประมุขเผ่ามารถึงกับไม่รู้ว่าเขามาสวามิภักดิ์ั้แ่ตอนไหน! น่าสนใจ! น่าสนใจจริง ๆ !”
เจียงสวินอี้นิ่งค้างไปเมื่อเห็นคนผู้นี้ชักจะปากไม่มีหูรูดเขารู้เนื้อหาในนิยายถึงแค่ตอนที่ตัวเองตายไม่รู้ว่าต่อมาเซวียนหลีจะฟื้นคืนชีพไหม อวิ๋นเซียได้รู้ความจริงหรือเปล่าขณะลังเลว่าควรขัดขวางดีหรือไม่ ก็ดันปล่อยให้อีกฝ่ายเอ่ยปากไปเสียแล้ว
อวิ๋นเซียกำกระบี่แน่นเืสด ๆ จากง่ามมือที่ถูกบาดไหลอาบคมกระบี่สีขาวเงินเป็สาย หากใครตาแหลมหน่อยจะพบว่ากระบี่เล่มนี้เป็ของเจียงสวินอี้ นามของมันคือทลายมนตรา ไม่รู้เหมือนกันว่ากระบี่นทีฉายของตัวอวิ๋นเซียเองไปอยู่ที่ใดแล้ว
เขาเอ่ยถ้อยคำประโยคหนึ่งทว่าน้ำเสียงกลับแหบพร่าแทบฟังไม่ออก ศิษย์ข้างกายเขาจึงต้องช่วยแปลให้
“เ้าหมายความว่าอะไร”
ประมุขมารเซวียนหลีพลันหุบยิ้มเอ่ยด้วยสีหน้าชั่วร้าย
“เหอะเวลานี้หยกคู่ขั้นิญญาเหลือเพียงหนึ่งแล้ว จะไม่ให้ข้าฉวยโอกาสซ้ำเติมได้หรืออย่าหวังเลยว่าผู้ใดในที่นี้จะมีชีวิตรอดลงจากเขาไปได้แม้แต่คนเดียวนี่คือความประสงค์ของเปิ่นจั้ว!”
เจียงม่อโหลวบีบถุงกลืนหมื่นิญญาแน่นขึ้นเอ่ยอย่างเ็าว่า “กำลัง้าเช่นนั้นพอดี”
พูดยังไม่ทันขาดคำเจียงม่อโหลวก็พลันตกตะลึง มือขวายังไม่ทันชักกระบี่ จู่ ๆ มือซ้ายกลับว่างเปล่าถุงกลืนหมื่นิญญานั่นถึงกับถูกผู้อื่นแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตาทุกคน!
ทันใดนั้นเองหน้าผากของเขาก็ถูกพัดตบดังเพียะ
เจ็บน่ะไม่เจ็บหรอกเพียงแต่เกิดรอยแดงเป็ปื้นทันที
แม้ชื่อเสียงของเจียงม่อโหลวจะด้อยกว่าศิษย์พี่เจียงสวินอี้ของเขาอยู่บ้างแต่นั่นเพราะว่าเขาเป็คนเ็าห่างเหิน เอาแต่จดจ่อกับการบำเพ็ญเพียรหากว่ากันแค่พละกำลัง ตัวเขาเทียบชั้นอวิ๋นเซียได้ด้วยซ้ำ
ทว่าถูกฉกของที่ถือไปด้วยการลงมือครั้งเดียวเช่นนี้เขาไม่เคยประสบมาก่อนนับแต่เกิดมา ความเป็ไปได้จึงมีเพียงสองประการ
อย่างแรกคือคนลงมือคุ้นเคยกับกระบวนท่าของเขาอย่างยิ่งแต่ผู้ที่เข้าเกณฑ์ล้วนตายเกลี้ยงแล้ว
ประการที่สองคือวรยุทธ์ของคนผู้นี้ลึกล้ำเหลือประมาณ
เจียงม่อโหลวใจสั่นสะท้านใบหน้ายังคงเ็า เงยศีรษะกะจะดูเสียหน่อยว่าผู้ที่บุกเข้าใส่มีใบหน้าค่าตาเป็อย่างไร
...แทบไม่เห็นหน้าเลยเถอะ!
ครั้นเผชิญกับเจียงสวินอี้ที่มีเครื่องหน้าทั้งห้าเละเทะอาบเืเสียจนแยกไม่ออก น่ากลัวว่าต่อให้สายตาเฉียบแหลมเช่นไรก็ยากจะมองใบหน้าที่แท้จริงของคนผู้นี้ได้
เจียงม่อโหลว “...”
นี่มันผีสางจากไหนกัน!
ในเวลาเดียวกันหลายคนด้านหลังที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ต่างะโก้อง
“เ้าบ้านี่โผล่หัวมาจากไหนยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”
“ใช่แล้วแม้แต่ที่นี่ก็ยังกล้าก่อเื่ เ้าหนูนี่เสียสติจนเบื่อชีวิตแล้วรึ”
เจียงสวินอี้เอามือข้างหนึ่งไพล่หลังส่วนอีกข้างยกถุงกลืนหมื่นิญญาแกว่งไปมาตรงหน้า กล่าวอย่างเชื่องช้าว่า
“ถ้าข้าเป็พวกเ้าจะไม่มีทางเอ่ยวาจาหยาบคายกับคนที่ถืออาวุธสังหารเด็ดขาดไม่รู้จักประเมินสถานการณ์แบบนี้ ที่แท้แล้วข้าบ้าหรือว่าพวกเ้าเพี้ยนกันแน่?”
รอบด้านพากันเงียบกริบเมื่อได้ยินคำดังกล่าวแต่แล้วเงาร่างสองสาย หนึ่งซ้ายหนึ่งขวาก็พลันพุ่งออกมาจากด้านหลังอวิ๋นเซียทั้งคู่ต่างโจมตีเจียงสวินอี้พลางร้องะโลั่น
“ไอ้หนุ่มไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงยังไม่วางของในมือลงอีก!”
เจียงสวินอี้หัวเราะร่าทันใดนั้นสีหน้าก็พลันขรึม เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วตวาด
“ไสหัวไป!”
ทั้งสองถูกคลื่นิญญาอันทรงพลังกระแทกใส่ทั้งที่ยังไม่ทันประชิดตัวได้จนกลิ้งหลุน ๆ ลุกไม่ขึ้นอยู่เป็นาน
ทั้งสองคนเป็เพียงศิษย์สำนักบำเพ็ญเพียรเล็กๆ ที่มาเป็กำลังเสริม ไม่ได้ร่ำเรียนอยู่ในพรรคน้ะวันถูกสั่งสอนเช่นนี้นับว่าสมควรแล้ว เพราะแส่หาเื่เอง
ขนาดอวิ๋นเซียเองยังไม่ชายตาแลด้วยซ้ำแต่รีบเดินไปข้างหน้าสองก้าว ตาทั้งสองจับจ้องเพียงเจียงสวินอี้ชายหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “เ้า...เป็ใครกัน”
สีหน้าเขาเคร่งขรึมทว่าไม่อาจปกปิดความสั่นพร่าในน้ำเสียง
เจียงม่อโหลวตะลึงกับท่าทางของอวิ๋นเซียเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นในบัดดล เขาหันขวับไปจ้องหน้าเจียงสวินอี้เขม็ง
เจียงสวินอี้ยืนสองมือไพล่หลังเงยหน้ามองฟ้าไม่สนใจคนทั้งคู่ เวลานี้เอง เทวดาน้อยเซวียอิ่งจือที่เพิ่งกลับมารวมกลุ่มก็เดินเข้าไปบอกอวิ๋นเซียเสียงเบาอย่างเข้าอกเข้าใจ
“ศิษย์พี่ท่านนี้คือพี่ตู้หลี คุณชายใหญ่ตระกูลตู้ ได้ยินว่าไม่กี่วันก่อนจู่ ๆเกิดป่วยหนัก สมองไม่ใคร่แจ่มใสนัก ก็เลย…คือว่า…มีท่าทางผิดปกติไปบ้างน่ะขอรับ”
เซวียอิ่งจือเกิดมาไม่เคยพูดโกหกอวิ๋นเซียรู้เื่นี้ดี ประกายแสงในดวงตาจึงพลันหม่นลงแอบสมเพชตัวเองจนต้องแค่นเสียงหัวเราะพลางส่ายศีรษะด้วยหัวใจที่แตกสลาย
ครู่เดียวภาพตรงหน้าก็พร่าเลือนเขาพิงดาบทรุดกายนั่งกับพื้นเอาดื้อ ๆ
สองสามวันมานี้ลมปราณของอวิ๋นเซียไม่สม่ำเสมอนักยามนี้ยังแน่นหน้าอกและคลื่นเหียนอีก เป็สัญญาณเล็ก ๆ ของอาการธาตุไฟเข้าแทรกอารมณ์รุนแรงกอปรกับหมดอาลัยตายอยาก เขาปรารถนาจะตกตายไปเสียเดี๋ยวนี้แต่ชีวิตตนยังมีประโยชน์อยู่บ้าง จึงจำต้องหลับตานั่งขัดสมาธิโคจรพลังิญญาตัดขาดไม่รับรู้การต่อสู้ในโลกภายนอกอีก