ประตูทางเข้าใหญ่เปิดออกต้อนรับขบวนรถที่เลี้ยวจากถนนด้านหน้าเข้ามาอย่างช้าๆชายผิวคล้ำในชุด รปภ. ยืนตัวตรงยกมือทำความเคารพบุคคลที่อยู่ภายในรถตู้ยี่ห้อดังล้อรถหมุนเลื่อนไปตามถนนคอนกรีตที่เทลาดเข้าไปด้านในจนถึงหน้าอาคารสองชั้นตั้งตระหง่าน
รถคันแรกหยุดจอดตรงจุดรับ-ส่ง บานประตูเลื่อนเปิดไปทางด้านหลังโดยอัตโนมัติบุรุษร่างสูงก้าวเท้าลงจากตัวรถ เขาเงยหน้ามองตามขั้นบันไดหินอ่อนที่ทอดขึ้นไปสู่ประตูทางเข้าตัวอาคารเห็นพนักงานทั้งชายหญิงยืนสงบนิ่งรอต้อนรับอยู่หน้าประตูอย่างเป็ระเบียบสายตาทุกคู่มองมาที่ชายหนุ่มผู้โดดเด่นอยู่ในชุดสูทหล่อเนี๊ยบ
ไม่กี่อึดใจรถคันที่สองที่สามก็ตามมาจอดยังจุดเดียวกัน ผู้โดยสารรถแต่ละคันทยอยลงมาสมทบนับดูแล้วร่วมสิบคนเห็นจะได้
พอเจตน์ยืนอยู่หน้าสุดของแถวรีบเข้าไปแนะนำตัวเป็ภาษาอังกฤษในฐานะผู้จัดการทั่วไปส่วนฝั่งตรงกันข้ามก็ปรากฏชายร่างเล็กผอมเพรียวก้าวมาจากทางด้านหลัง
“สวัสดีครับคุณพอเจตน์ ผมชื่อประพันธ์รับหน้าที่เป็ผู้ช่วยและล่ามภาษาจีนครับ”
“ยินดีมากครับ ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ” ทั้งคู่จับมือทักทายกัน
“ท่านนี้คือท่านรองประธานจางเหวินเซียวและท่านนี้คือคุณหลี่เจี๋ยเลขาของท่านรองประธานครับ”
ประพันธ์แนะนำบุคคลสำคัญของวันนี้
เมื่อพอเจตน์รับทราบแล้วว่าผู้ใดคือผู้มีอำนาจสูงสุขในคณะผู้มาเยือนเขารีบผายมือไปด้านหลังเพื่อแนะนำอย่างเป็ทางการให้รู้จักประธานบริษัทฝั่งไทยด้วยเช่นกัน
“ผมขอแนะนำให้รู้จัก ประธานบริษัทของเรา ท่านนี้คือคุณสายสุนีย์ กิตติสรณ์ครับ”
สายสุนีย์ก้าวเท้ามาเผชิญหน้ากับบุคคลที่ถูกแนะนำว่าคือรองประธานจางเหวินเซียว
“สวัสดีค่ะ ดิฉันสายสุนีย์ กิตติสรณ์ยินดีต้อนรับท่านรองประธานจางเหวินเซียวและผู้มีเกียรติทุกท่านค่ะ”
เธอยิ้มให้ด้วยมิตรไมตรีคำกล่าวทักทายด้วยภาษาจีนอย่างคล่องแคล่วทำให้ทุกคน ณ ที่นั้นหยุดฟังและทึ่งในความสามารถด้านภาษาของเธอ
“ขอบคุณมากครับท่านประธานสายสุนีย์ที่ให้เกียรติมาต้อนรับด้วยตนเองสำเนียงภาษาจีนของท่านดีมากครับ”
จางเหวินเซียวอดชมเชยท่านประธานหญิงวัยกลางคนผู้นี้ไม่ได้ประกอบกับได้ทราบข้อมูลล่วงหน้าด้านความสามารถของประธานหญิงผู้นี้จากรายงานที่หลี่เจี๋ยส่งให้แล้วเมื่อหลายวันก่อน
“แล้ว...กรุณาอย่าเรียกผมรองประธานเลยครับ เรียกชื่อผมเถิดครับ”
ร่างสูงใหญ่ใบหน้าคมสันผมหยักศกสีดำเรียงเส้นสวยโค้งศีรษะเล็กน้อย
“ไม่นึกว่าท่านรองประธานของบริษัทที่มีชื่อเสียงจะเป็กันเองขนาดนี้นะคะ”
สายสุนีย์รู้สึกยินดีในความไม่ถือยศถืออย่างของรองประธานหนุ่มผู้นี้ชวนให้คิดถึงอดีตสามีชาวจีนที่นิสัยตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงรายนั้นถือตัวเป็ที่สุดจนคนรอบข้างอึดอัดใจไปตามๆ กัน
ก่อนที่รองเท้าสีน้ำตาลเข้มของชายร่างสูงจะก้าวขึ้นขั้นบันไดตามคำเชิญให้เข้าสู่ตัวอาคารเขากวาดสายตามองสิ่งแวดล้อมรอบนอกอาคารอย่างสนใจหางตาสะดุดเข้ากับร่างหญิงสาวในชุดเดรสกระโปรงที่ไม่น่าจะใช่ชุดยูนิฟอร์มของบริษัทยืนอยู่ภายในตัวอาคารชั้นสองฝั่งขวาผนังอาคารกระจกตัดแสงสีชานั้นทำให้ไม่อาจเห็นใบหน้าหญิงสาวได้ชัดเจนนัก
เป็ธรรมดาที่คนภายนอกย่อมไม่รู้ว่าบริเวณห้องชั้นสองฝั่งขวาที่เห็นนั้นคือห้องท่านประธาน
ภาพการต้อนรับอย่างเป็ทางการที่หน้าประตูใช้เวลาค่อนข้างนานหลายนาทีหญิงสาวยืนอยู่ภายในห้องมองผ่านผนังกระจกั้แ่รถตู้คันหรูจอดเทียบหน้าอาคารจนกระทั่งทุกคนเดินขึ้นบันไดเข้าสู่ตัวอาคาร
เอมมาลินกลับมานั่งที่โซฟานุ่มสักครู่หนึ่งเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนผนังจนแน่ใจว่าขณะนี้น่าจะเข้าสู่เวลาแห่งการประชุมต้อนรับลูกค้าแล้ว
ประตูห้องท่านประธานเปิดออกคนในห้องโผล่หน้าออกมาเพื่อดูลาดเลา
เมื่อไม่เห็นว่ามีใครเดินมาบริเวณนี้หญิงสาวก็รีบเดินจ้ำอ้าวไปตามโถงทางเดินชั้นสองจนมาถึงหน้าลิฟต์และคิดว่าจะเดินลงบันไดหนีไฟเพื่อหลบสายตาคน
ยังไม่ทันก้าวถึงจุดหมายประตูลิฟต์ที่อยู่ติดกับบันไดหนีไฟเปิดออกคนภายในรีบส่งเสียงเรียกทั้งที่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตู
“เดี๋ยวค่ะคุณหนูเอม! จะไปไหนคะ”
ที่แท้คือวิมลที่เพิ่งออกจากห้องประชุมชั้นหนึ่งหลังจากที่เสริฟเครื่องดื่มให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมเรียบร้อยแล้ว
“คุณวิมลนี่เอง” เอมมาลินหยุดเดิน หันมายิ้มเก้อๆ
“คือว่า...เอมอยากขอเข้าไปดูในข้างในโรงงานทอผ้าค่ะเมื่อก่อนเคยมาก็หลายครั้งแต่คุณแม่ไม่อนุญาตให้เข้าไปดูสักครั้งเลย”
“แหม วิมลก็จำได้ค่ะ สมัยก่อนโรงงานเรามีพื้นที่คับแคบเครื่องจักรก็เก่าไม่ทันสมัย ฝุ่นละอองก็มีมาก อันตรายสำหรับเด็กๆอย่างคุณหนูอย่างไงคะ”
ด้วยทำงานมานานหลายปีจึงจดจำทุกครั้งที่เอมมาลินมาเดินเที่ยวที่บริษัทพร้อมท่านประธานได้ดี
“วันนี้เอมเข้าไปดูได้แล้วใช่ไหมคะ เอมไม่ใช่เด็กๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้วด้วย”
“เอ....แต่ว่ากำหนดการวันนี้จะต้องพาลูกค้าเดินชมทั่วบริเวณรวมถึงโซนโรงงานด้วยสิคะผู้จัดการก็ย้ำว่าให้ทุกคนอยู่ประจำตำแหน่ง ไม่อยากให้เดินไปเดินมา”
“ลูกค้าจะเดินไปดูโซนไหนก่อนหรือคะ” อย่างไรก็ยังซักถามไม่เลิก
“เห็นว่าหลังออกจากห้องประชุมแล้วจะเริ่มเดินั้แ่โถงทางเดินชั้นสองผ่านห้องธุรการบัญชี จากนั้นก็รับฟังรายงานที่ฝ่ายการตลาด เดินผ่านห้องท่านประธานแล้วลงไปเดินชมขั้นตอนการทอผ้าที่ฝ่ายโรงงานเป็ที่สุดท้ายค่ะ”
เอมมาลินพยักหงึกๆ“งั้น....เอมขอเดินดูฝ่ายโรงงานก่อนที่ลูกค้าจะไปถึงได้ไหมคะ”
วิมลทำหน้าครุ่นคิดแล้วเหมือนนึกอะไรขึ้นได้“เอาอย่างนี้ดีไหมคะ”
“คุณหนูเอมเปลี่ยนเป็ชุดยูนิฟอร์มให้ดูกลมกลืนกับพนักงานฝ่ายโรงงานคนอื่นๆเสียก่อนจะได้ไม่เป็ที่สังเกตเห็นได้ง่าย แล้วพอถึงเวลาที่ลูกค้าเดินเข้าชมโรงงานขอให้คุณเอมหลบฉากไปก่อนสักประเดี๋ยว ทีนี้ก็คงไม่เป็ปัญหาแล้ว” หัวหน้าหญิงหาหนทางให้กับคุณหนูจนได้
“โอเคค่ะ เอมจะเดินดูอย่างระวังไม่ไปรบกวนลูกค้าแน่นอนค่ะ”
หญิงสาวรีบตอบรับยิ้มกว้างพอใจในวิธีการของวิมล
“ตามมาทางนี้ค่ะเดี๋ยววิมลจะสั่งเด็กจัดหาชุดยูนิฟอร์มโรงงานที่ขนาดพอดีตัวให้กับคุณหนูเอมนะคะ”
หญิงสาวก้าวตามวิมลไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ใส่ชุดยูนิฟอร์มโรงงานเป็ครั้งแรก
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จคนในกระจกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ชอบใจกับเสื้อเชิ้ตยูนิฟอร์มแขนสั้นสีฟ้าอ่อนปักชื่อบริษัทด้วยอักษรสีแดงที่อกด้านซ้าย กางเกงทรงกระบอกสีเดียวกับเสื้อออกจะยาวไปสักนิดแต่หญิงสาวคิดว่าก็ไม่เป็ปัญหาแค่พับขากางเกงขึ้นสองทบก็เรียบร้อยแล้ว
หญิงสาวรวบผมยกสูงมัดเป็หางม้าเพื่อความทะมัดทะแมงแซมดอกหอมหมื่นลี้ช่อเล็กๆที่ยางรัดผมสีดำทำให้เกิดกลิ่นหอมธรรมชาติใช้แทนน้ำหอมสังเคราะห์ได้เป็อย่างดี
เมื่อคิดว่าทุกอย่างดูเข้าที่เข้าทางแล้วจึงเดินออกจากห้องจนได้พบกับสาวผมหน้าม้าในชุดยูนิฟอร์มโรงงานสีเดียวกันยืนรออยู่
“สวัสดีค่ะคุณหนูเอม คุณวิมลสั่งให้ยุพาเป็คนพาคุณหนูเดินชมโรงงานค่ะ”เธอส่งยิ้มให้ยุพาที่เพิ่งเคยพบกันครั้งแรก
“หรือคะ งั้นรบกวนคุณยุพาด้วยนะคะ” นึกขอบคุณคุณวิมลจริงๆ อุตส่าห์หาคนนำทางให้
“เรียกยุพาเฉยๆ เถอะค่ะ เรียกคุณมันไม่ชิน” ยุพาทำหน้าเขินๆหัวเราะน้อยๆเพราะไม่คิดว่าลูกสาวท่านประธานจะมีมารยาทงามถึงขนาดเรียกสาวโรงงานอย่างเธอว่าคุณ
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่โรงงานที่วางผังไว้เป็อย่างดีด้วยการทาสีขาวเหลืองบนพื้นปูนแถบสีขาวยาวตรงไปจนสุดผนังกำหนดไว้ให้วางเครื่องทอผ้าแบบอัตโนมัติฝั่งตรงกันข้ามถูกทาพื้นด้วยแถบสีเหลืองยาวตรงไปจนสุดผนังขนานกันเป็ที่วางเครื่องทอผ้าแบบทอมือนั่นเองทั้งยังมีสัญลักษณ์รูปลูกศรแสดงถึงทางเดินที่ปลอดภัย
คุณหนูแสนสวยมองดูกรรมวิธีการทอผ้าด้วยเครื่องโครงเหล็กสี่เหลี่ยมมีมอเตอร์ควบคุมการเคลื่อนไหวได้โดยอัตโนมัติเธอรู้สึกทึ่งในเทคโนโลยีการทอผ้าแบบใหม่นี้เหลือเกินนึกชื่นชมคนโบราณที่คิดประดิษฐ์กี่ทอผ้าต้นตำรับจนคนรุ่นใหม่ต่อยอดผลิตเครื่องทอผ้าแบบอัตโนมัตินี้ได้สำเร็จ
หากแต่หญิงสาวคุ้นเคยกับเครื่องทอผ้าโครงไม้ในโซนแถบสีเหลืองมากกว่าพื้นที่บริเวณนั้นสำหรับวางเครื่องทอผ้าแบบทอมือที่น่าจะเรียกว่ากี่ทอผ้าขนาดใหญ่ได้เลยและพนักงานหญิงในส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคนทุกคนล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์และความชำนาญในการใช้กี่ทอผ้าแบบดั้งเดิม
ทำให้คิดถึงบรรยากาศเมื่อครั้งยังเด็กคุณยายสอนคนงานทอผ้าด้วยกี่ไม้ธรรมดาที่ขนาดเล็กกว่านี้มากเด็กน้อยเอมมาลินรบเร้าให้คุณยายช่วยสอนเธอจนสามารถทอผ้าลายพื้นฐานได้ั้แ่ครั้งนั้น
ครั้งนี้เมื่อพนักงานหญิงช่วยสอนทอผ้าลวดลายสวยแปลกตา จึงไม่ใช่เื่ยากสำหรับเธออีกต่อไป
หญิงสาวคิดเล่นๆขอให้การประชุมยาวนานกว่านี้อีกสักนิดเถิด คนทางนี้กำลังสนุกเลย
โถงทางเดินที่เคยมีพนักงานเดินขวักไขว่ไปมาบัดนี้กลับเงียบสงบตามคำสั่งของผู้จัดการพอเจตน์ที่ห้ามทุกคนเดินไปมาระหว่างแผนกในวันนี้ความเงียบคงอยู่สักครู่ใหญ่ ไม่นานนักมีเสียงกลุ่มคนเดินมาพร้อมเพรียงกันจากฝั่งซ้ายมือนำโดยพอเจตน์ที่ชี้ชวนให้ลูกค้าได้ชมสถานที่รอบบริเวณก่อนเข้าสู่ห้องฝ่ายการตลาดส่วนประพันธ์ล่ามจีนทำหน้าที่แปลภาษาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
จางเหวินเซียวหันไปมองห้องที่อยู่เยื้องไปเล็กน้อยหน้าประตูห้องนั้นมีป้ายเขียนกำกับทั้งภาษาไทยและอังกฤษว่า 'ห้องประธาน / President Room'
สายสุนีย์เ้าของห้องหันไปเห็นท่าทีสนใจเช่นนั้นจึงไม่อาจทำเป็นิ่งเฉยได้ รีบเรียกวิมลเข้ามาสอบถามเสียงเบา
“วิมล เข้าไปดูความเรียบร้อยในห้องของฉันหน่อยนะอ้อ....บอกยายเอมด้วยว่า.....”
“เอ่อ....คุณหนูไม่อยู่ในห้องค่ะท่าน” วิมลรีบบอกทันทีทั้งที่สายสุนีย์ยังพูดไม่จบประโยค
ประธานหญิงเห็นว่าเป็การดีที่ลูกสาวไม่อยู่ห้องสักพักจึงไม่ได้ถามต่อหันไปเอ่ยกับจางเหวินเซียว
“ทางนี้คือห้องทำงานของดิฉันเอง ถ้าคุณจางเหวินเซียวไม่รังเกียจเชิญด้านในค่ะ”
เห็นอยู่แล้วว่าจางเหวินเซียวไม่กล้าจะเอ่ยเพราะความเกรงใจสายสุนีย์จึงเป็ฝ่ายเชิญเสียเอง
“ครับ ผมขอรบกวนไม่นานหรอกครับ”
สายสุนีย์ออกจะแปลกใจเล็กน้อยที่ชายหนุ่มให้ความสนใจห้องทำงานของเธอเป็พิเศษแต่คิดขึ้นได้ว่าตำแหน่งที่ตั้งห้องผู้บริหารระดับสูงส่งผลต่อธุรกิจตามหลักฮวงจุ้ยจางเหวินเซียวอาจจะเคร่งครัดเื่ฮวงจุ้ยตามตำราจีนก็เป็ได้
เพื่อไม่เป็การรบกวนมากจนเกินไปจางเหวินเซียวจึงขอตัวเข้าไปภายในห้องท่านประธานเพียงคนเดียวปล่อยให้หลี่เจี๋ยเข้าไปนั่งฟังรายงานฝ่ายการตลาดพร้อมกับคนอื่นๆ
ชายหนุ่มเดินเข้าสู่ห้องกว้างโทนสีสว่างเขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างลวกๆ เหมือนมองหาใครสักคน แต่ก็ไม่เห็นว่ามีใครจึงก้าวเท้าช้าลงและเริ่มมองการจัดวางข้าวของที่เป็ระเบียบตามมุมต่างๆ ของห้อง
“เป็อย่างไรบ้างคะ ห้องทำงานของดิฉัน อาจจะคับแคบไปสักหน่อย”
“หามิได้ครับ” จางเหวินเซียวหันมาพูดด้วยความเกรงใจหากแต่สายตาทอดยาวไปด้านหลังของประธานหญิง รูปติดผนังนั้นช่างสะดุดตาเขาอย่างมาก
เขาเดินตรงมาหยุดอยู่ที่รูปภาพที่เดาไม่ยากว่าคือรูปครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วยคุณสายสุนีย์และสามีนั่งคู่กันบนเก้าอี้ไม้สักฉลุลายมีเด็กชายที่นั่งอยู่ที่ตักของผู้เป็พ่อ ส่วนหญิงสาวหน้าตาสะสวยหมดจดที่นั่งกอดแขนสายสุนีย์อยู่นั่นเล่า.......
ชายหนุ่มทำหน้าครุ่นคิดจ้องมองดวงหน้าหญิงสาวในรูปอย่างพินิจพิเคราะห์ไม่วางตา
“นั่นรูปครอบครัวของดิฉันเองค่ะสามีรับราชการอยู่กระทรวงการต่างประเทศประจำอยู่สำนักงานส่วนกลางที่กรุงเทพค่ะ”
“แล้วทั้งสองคนนี้คือลูกๆ ของคุณ...” จางเหวินเซียวไม่กล้าสอบถามตรงๆ
“อ่อ คุณจางเหวินเซียวคงเห็นว่าหน้าตาของทั้งคู่ดูไม่คล้ายกันสักเท่าไรลูกสาวคนโตเกิดกับอดีตสามีชาวจีนของดิฉัน ส่วนลูกชายเกิดกับสามีคนปัจจุบันค่ะ”น้ำเสียงที่ดูไม่ซีเรียส ทำให้จางเหวินเซียวคลายความกังวลที่เ้าของเื่ยินดีที่จะเล่าให้ฟังจึงดูไม่เหมือนเขาละลาบละล้วงในเื่ส่วนตัวมากจนเกินไป
“ไม่น่าเชื่อว่ามีลูกสาวโตขนาดนี้แล้วนะครับทั้งที่คุณสายสุนีย์ยังดูอ่อนเยาว์อยู่มาก ดูท่าทางจะเก่งเหมือนคุณแม่แน่นอนใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองดวงหน้างามประดับรอยยิ้มแห่งความสุขในรูปภาพนั้นประธานหญิงหัวเราะเบาๆ รองประธานหนุ่มผู้นี้ช่างใช้คำพูดถามทางอ้อมอย่างชาญฉลาด
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ เอมมาลินลูกสาวคนโตของดิฉันอายุเพิ่งย่างสิบแปดปีเขาขอไปเรียนต่อที่ประเทศจีน นี่ก็กลับมาเมืองไทย่ปิดเทอมแล้วเดี๋ยวเดือนหน้าต้องกลับไปเข้าร่วมปฐมนิเทศมหาวิทยาลัยชั้นนำที่โน่น”
เป็ธรรมดาที่คนเป็แม่ย่อมพูดถึงลูกสาวที่ทั้งสวยทั้งเก่งด้วยท่าทางภูมิอกภูมิใจ
“ชื่อเอมมาลิน.....ฟังดูเรียบง่ายดีนะครับผมเคยได้ยินว่าคนไทยมักจะตั้งชื่อยาวจนคนต่างชาติอย่างผมจำไม่ค่อยได้”
“ถ้าคุณจางเหวินเซียวมาเมืองไทยบ่อยๆ อีกหน่อยจะชินไปเองค่ะ”
ชายหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วยสำหรับเขาแล้ว ความน่าสนใจในสิ่งต่างๆ ยังมีอีกมาก
ร่างสูงกำยำก้าวตรงไปที่โซนห้องรับแขกขนาดย่อมใกล้กับผนังสีชามองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้
ตรงจุดนี้สินะที่สามารถมองลงไปเห็นบริเวณลานกว้างหน้าอาคาร
เขาเลื่อนสายตาลงมาที่โต๊ะรับแขกรู้สึกสนใจดอกไม้ที่ปักอยู่ในแจกัน ดอกไม้ที่จางเหวินเซียวเองก็รู้จักเช่นกัน ‘ดอกกุ้ยฮวา’ นั่นเอง
“ที่เมืองไทยก็ชอบดอกกุ้ยฮวาเหมือนกันหรือครับ ดอกสวยเหมือนที่เมืองจีนเลย”
“คงเพราะเป็เมล็ดพันธุ์ที่ยายเอม...เอ้อ...เอมมาลินซื้อมาจากเมืองจีนนั่นแหละค่ะปกติดอกไม้ชนิดนี้ไม่ค่อยชอบอากาศร้อนอย่างที่เมืองไทยสักเท่าไรปีนี้ออกดอกสวยเป็ครั้งแรกลูกสาวเลยเด็ดส่วนหนึ่งมาปักแจกันแต่ตอนนี้ไม่รู้ไปเดินซนอยู่ที่ไหนนะคะไม่งั้นจะแนะนำให้รู้จักกับคุณจางเหวินเซียว รายนั้นนะเขาพูดภาษาจีนเก่งค่ะ”
จากที่สายสุนีย์พูดยกยอลูกสาวจนจางเหวินเซียวเองก็นึกสนใจหญิงสาวที่ชื่อเอมมาลินคนนี้เสียแล้ว.....