การเดินทางเข้าเหวหมื่นอสูรกินเวลานานพอสมควร หลังจากเก็บสมุนไพรทั้งหมดเข้าแหวนมิติเสร็จ มู่เฉินเริ่งเดินทางกลับในทันที ยามพลบค่ำเขาเดินทางออกจากหุบเขาหมื่นอสูรได้สำเร็จ จากนั้นจึงมุ่งหน้าเข้าสู่ที่ตั้งตระกูลมู่เป็นเป้าหมายถัดไป
ก็อก ก็อก!! “หลิงเอ๋อ ข้าเอง” หลิงเอ๋อกำลังนั่งฝึกยุทธ์ภายในห้องสะดุ้งตัวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม นางจำเสียงนี้ได้เป็นอย่างดีจึงเดินไปเปิดหน้าต่างห้องอย่างรวดเร็ว “ข้าจะไปเรียกท่านพี่มาเดี๋ยวนี้ ท่านรออยู่นี่สักพัก” นางรีบกล่าวและเดินออกจากห้องไปทันที “อย่าลืม...” มู่เฉินพูดขึ้น “สุรา ข้ารู้ดี ฮี่ ฮี่ ฮี่” มู่เฉินยังไม่ทันพูดจบ นางก็พูดแทรกขึ้นอย่างรู้ใจ เวลาผ่านไปเพียงสองก้านธูป หลิงเอ๋อกลับมาพร้อมกับมู่หาน มือนางถือไก่ตุ๋นตัวโตหนึ่งตัวมาด้วย ส่วนมู่หานถือสุราไผ่มรกตสองขวด “น้องชาย เป็นอย่างไรบ้าง? ได้ของที่ต้องการจากหอประมูลยู่อิงหรือไม่” มู่หานทักทายด้วยรอยยิ้มเป็นสุข “ย่อมต้องสำเร็จ นอกจากนั้นข้ายังมีของมาฝากท่านกับหลิงเอ๋อด้วย” มู่เฉินล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อแล้วหยิบแหวนมิติออกมาส่งให้ทั้งสองคน “นี่มันแหวนมิติ ข้ารับมันไม่ได้หรอก” มู่หานรีบปฏิเสธทันที “ข้าเองก็รับไม่ได้ ท่านเก็บมันไว้เถอะ” แม้หลิงเอ๋อจะมองด้วยตาเป็นประกายแต่นางก็รีบปฏิเสธเช่นกัน “หากไม่รับ จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามาที่นี่ พวกเจ้าเป็นดั่งพี่น้องของข้าแต่กลับไม่ยอมรับน้ำใจข้าอย่างนั้นรึ?” มู่เฉินเปลี่ยนท่าทีเป็นโกรธขึงขึ้นมาทันที “ท่านเข้าใจผิดแล้ว พวกเราเพียงไม่อยากรบกวนท่าน ของสิ่งนี้มันมีค่ามากเกินไป” หลิงเอ๋อรีบพูดด้วยท่าทีร้อนรน “มีค่ามากเกินไป? งั้นลองดูของด้านใน” มู่เฉินยื่นแหวนมิติให้ทั้งสองอีกครั้ง มู่หานกับหลิงเอ๋อรับแหวนด้วยความสงสัย ทั้งสองมองหน้ากันอย่างลังเลก่อนจะส่งปราณเข้าไปตรวจสอบภายใน “ท่านมีสมุนไพรมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร?” หลิงเอ๋อพูดอย่างตกตะลึง ในแหวนของนางมีสมุนไพรกว่ายี่สิบต้น ทั้งหมดล้วนเป็นสมุนไพรหายาก ส่วนในแหวนของมู่หานเองก็เช่นกัน มีสมุนไพรสิบกว่าต้นพร้อมกับเขากระทิงสายฟ้าอีกหนึ่งคู่ หากนับรวมมูลค่ามันมากกว่าสองแสนหินปราณเสียด้วยซ้ำ “มากมาย? ฮ่า ฮ่า ฮ่า งั้นดูนี่” มู่เฉินหัวเราะพร้อมกับส่งแหวนของเขาให้กับหลิงเอ๋อ นางรับแหวนและส่งปราณเข้าไปตรวจสอบด้วยอาการสั่นเล็กน้อย “นี่...นี่มัน” หลังตรวจสอบภายใน นางถึงกับพูดไม่ออก มู่หานที่อยู่ด้านข้างหยิบแหวนจากมือหลิงเอ๋อไปดูอย่างรวดเร็ว “สวรรค์ นี่มันเรื่องจริง?” มู่หานจ้องมองมู่เฉินเหมือนกับว่าเขาเป็นตัวประหลาด ภายในแหวนมิติของมู่เฉินมีสมุนไพรเกือบพันต้น แม้ว่ามากกว่าแปดส่วนจะเป็นสมุนไพรธรรมดาทั่วไปแต่ปริมาณของมันเกือบเทียบเท่ากับทั้งหมดที่ตระกูลมู่มีอยู่ ทั้งสองรู้ว่ามู่เฉินได้สมุนไพรเหล่านี้มาจากหุบเขาหมื่นอสูร แต่ปริมาณมันเหลือเชื่อมากเกินไป เขาเชื่อว่าแม้จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราชญ์คงไม่สามารถเก็บสมุนไพรได้มากมายถึงเพียงนี้ นอกจากสมุนไพรยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทั้งสองตกตะลึงอย่างมาก มันคือชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับสามมากกว่าร้อยชิ้นและระดับสี่มากกว่ายี่สิบชิ้น สัตว์อสูรทั้งหมดถูกสังหารโดยมู่เฉิน? มันคือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขา? คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวมู่หานกับหลิงเอ๋อ “ยังคิดว่าของที่ข้าให้มีค่ามากเกินไปอีกหรือไม่?” มู่เฉินพูดทำลายความเงียบ “ได้ พวกเรายอมรับสิ่งที่เจ้ามอบให้ แต่ข้าขอถามเจ้าอย่างหนึ่งเสียก่อน” มู่หานปรับสีหน้าเป็นปกติแล้วถามด้วยท่าทีจริงจัง “ได้สิ ท่านอยากรู้เรื่องใด?” “ชิ้นส่วนสัตว์อสูรทั้งหมดนี่ เจ้าเป็นคนสังหาร?” มู่หานถามอย่างตื่นเต้น “ใช่แล้ว มีสิ่งใดแปลกรึ?” มู่เฉินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “หากเป็นผู้อื่นตอบ ข้าคงไม่มีทางเชื่อ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดขั้นเจ็ดสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับสี่ได้กว่ายี่สิบตัว อีกทั้งยังเก็บสมุนไพรหายากได้จำนวนมากกว่าตระกูลมู่หาได้ทั้งปีเสียอีก” มู่หานพูดด้วยสายตาที่เป็นประกาย “เลิกคุยเรื่องไร้สาระพวกนี้ดีกว่า มาดื่มกันเถอะ” มู่เฉินรีบพูดตัดบทก่อนจะยกขวดสุราขึ้นมากระดกคำใหญ่ หนึ่งคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว มู่เฉินตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น เขามองมองมู่หานและหลิงเอ๋อที่นอนกองกันอยู่ที่พื้นห้องด้วยรอยยิ้ม หน้าต่างห้องถูกเปิดออกช้าๆ ด้านนอกถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาแน่น เป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการซ่อนตัวจากไป เขาหันกลับมามองสองพี่น้องอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้ม จากนั้นพุ่งตัวหายเข้าไปในหมอกยามเช้าอย่างไร้ร่องรอย ยามเช้าในเมืองร้อยบรรพตมีผู้สัญจรเบาบาง ร้านรวงสองข้างทางยังไม่เปิดให้บริการ จะมีก็เพียงโรงเตี้ยมและคนหาบเร่ขายอาหารเท่านั้นที่วุ่นวายในเวลานี้ มู่เฉินแวะกินอาหารเช้าไม่นานก็เดินทางต่อ เขาเดินชมบรรยากาศในเมืองด้วยท่าทีสบายใจ จนสุดท้ายก็มายืนอยู่หน้าหอประมูลยู่อิง “คุณชายเฉิน ท่านมาเช้าถึงเพียงนี้?” หลิวหลิงออกมาต้อนรับด้วยท่าทางสงสัย “วันนี้ข้าไม่มีธุระ อีกอย่างข้าอยากส่งของเข้าร่วมงานประมูลด้วย” มู่เฉินตอบด้วยรอยยิ้ม “งั้นเชิญคุณชายด้านใน” หลิวหลิงยิ้มรับและพาเขาเดินเข้าด้านใน “หยุดก่อน!!! หลิวหลิง ให้เขาเข้ามาเอง เจ้าเตรียมตัวต้อนรับคุณชายสอง เขากำลังจะมาถึงแล้ว” เสียงตะโกนดังออกจากด้านในหอประมูล “เขาเป็นใคร?” มู่เฉินกระซิบถามด้วยความสงสัย “ผู้อาวุโสคงเว่ย วันนี้เขารับผิดชอบเรื่องการต้อนรับแขกที่มางานประมูล” หลิวหลิงตอบด้วยท่าทีตื่นกลัว “ยังไม่ไปอีก เจ้าจะขัดคำสั่งข้าเช่นนั้นรึ?” เสียงตวาดดังออกมาอีกรอบ “ผู้อาวุโส แต่ว่า...” หลิวหลิงพยายามจะอธิบาย “บังอาจ!!! ไปเดี๋ยวนี้” เสียงตวาดรอบนี้ดังขึ้นอีกสามส่วนและยังมีปราณระดับแก่นแท้ปะปนมาด้วย “เป็นบุรุษชนิดใดกัน จึงกล้าทำร้ายสตรี?” น้ำเสียงมู่เฉินกลายเป็นแข็งกระด้าง “เจ้าหมิ่นข้า? สงสัยวันนี้ข้าต้องสั่งสอนเจ้าสักเล็กน้อยเสียแล้ว” คงเว่ยพูดพร้อมกับเดินออกมาจากหลังฉาก “กำเนิดขั้นเจ็ด ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าไปเอาความกล้ามาจากที่ใด?”คงเว่ยมองมู่เฉินอย่างดูถูก “ผู้อาวุโส โปรดฟังข้าก่อน คุณชายเฉินเป็น...” หลิวหลิงพูดไม่ทันจบร่างผู้อาวุโสคงเว่ยก็พุ่งตัวเข้าหามู่เฉินอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลานั้นเอง มู่เฉินส่งปราณเข้าไปในแหวนมิติ หยกสีดำชิ้นหนึ่งลอยออกมา เขาจงใจปล่อยมันลอยคว้างในอากาศเพื่อให้คงเว่ยได้เห็นมันอย่างชัดเจน เป็นไปตามที่เขาคาดคิด ร่างคงเว่ยสั่นกระตุกอย่างรุนแรงเมื่อเห็นสิ่งที่ลอยออกมาจากแหวนมิติ “เจ้า...เจ้ามีตราหยกสีดำได้เช่นไร?” คงเว่ยพูดพร้อมใบหน้าซีดขาว “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” มู่เฉินพูดอย่างไม่ยี่ระ “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าข้าไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใด ตอนนี้เจ้าเข้าใจหรือยัง?” มู่เฉินยังคงพูดต่อ “คือ...” คงเว่ยไม่สามารถพูดอะไรต่อไปได้ “หลิวหลิง เราไปกันได้หรือยัง?” มู่เฉินเลิกสนใจคงเว่ยแล้วหันมาคุยกับหลิวหลิงแทน “เชิญคุณชายที่ชั้นสอง ข้าจะพาท่านไปพบแม่นางยู่เหยียน” นางเดินนำทางมู่เฉินไปยังชั้นสองด้วยท่าทางสุภาพ ชั้นสองแบ่งพื้นที่เป็นสามสวน ส่วนแรกเป็นห้องโถงประมูลที่จุคนได้ราวหนึ่งร้อยคน ส่วนที่สองเป็นห้องด้านบนสำหรับแขกคนสำคัญที่เข้าร่วมประมูล ส่วนสุดท้ายเป็นห้องสำหรับส่งของเข้าประมูลและรับของที่ประมูลได้ หลิวหลิงพามู่เฉินไปยังห้องสำหรับส่งของเข้าประมูล ทันทีที่เขาเข้าไปด้านใน ยู่เหยียนที่กำลังตรวจสอบรายการประมูลหันมามองเข้าด้วยตาเป็นประกาย “อาจารย์อาพูดได้ถูกต้อง เขาบอกข้าว่าเจ้าจะต้องมีของดีๆส่งเข้าประมูลอย่างแน่นอน” นางพูดกับมู่เฉินด้วยท่าทางทะเล้น “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าไม่มีของดีเช่นนั้น ข้าเตรียมมาเพียงของทั่วไป เจ้าช่วยตรวจสอบมันหน่อย” เขานำเอาสมุนไพรสิบชิ้นออกมาจากกระเป๋าและส่งให้นาง ยู่เหยียนรับสมุนไพรทั้งสิบชิ้นมาด้วยมือสั่นเทา มันล้วนเป็นสมุนไพรหายากที่น้อยครั้งจะถูกนำมาประมูลโดยเฉพาะดอกวิญญาณจตุรธาตุและผลไม้แห่งชีวิต “ดอกวิญญาณจตุรธาตุ จะเกิดในพื้นที่ที่มีธาตุทั้งสี่รวมตัวกันอย่างสมบูรณ์ คนของข้าเดินทางไปทั่วเขตแดนเมืองร้อยบรรพตไม่เคยเจอสถานที่เช่นนั้น เจ้าหามันเจอได้อย่างไร” ยู่เหยียนพูดอย่างตกตะลึง “โอ้...นั่นมันผลไม้แห่งชีวิต?” ผู้อาวุโสยู่ไป๋ไม่ทราบมาตั้งแต่เมื่อใด เขาพุ่งตัวเข้ามาพร้อมกับจับจ้องผลไม้ชีวิตด้วยสายตาเป็นประกาย “อาจารย์อา มันคือสิ่งใด?” ยู่เหยียนถามขึ้น แต่ละวันจะมีสิ่งของมากมายเข้ามา ยู่ไป๋ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองของเหล่านั้น แต่ครั้งนี้ถึงกับทำให้เขาแสดงท่าทีสนใจขีดสุด มันจึงทำให้ยู่เหยียนแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง “มันคือผลไม้แห่งชีวิต หากนำไปกลั่นเป็นโอสถชีวิตได้จะช่วยให้ผู้ฝึกยุทธ์เพิ่มอายุขัยได้อีกหนึ่งร้อยปีเป็นอย่างต่ำ” ยู่ไป๋ตอบในขณะที่สายตาเขายังคงจับจ้องที่ผลไม้แห่งชีวิต “มู่เฉิน ของสิ่งนี้ไม่ต้องนำเข้าประมูล ข้าจะซื้อมันเอง หนึ่งหมื่นผลึกปราณเป็นเช่นไร?” ยู่เหยียนหันมาสอบถามมู่เฉินด้วยรอยยิ้ม หนึ่งผลึกปราณมีค่าเท่ากับหนึ่งร้อยหินปราณ ยู่ไป๋ให้ราคาเขาหนึ่งหมื่นผลึกปราณนั่นหมายความว่ามันมีราคาถึงหนึ่งล้านหินปราณ? ‘แค่หมื่นผลึกปราณถึงกับตาค้างเช่นนี้เชียวรึ?’ เสียงซุกซนดังออกมาจากหลินเยว่ ‘ช่วยไม่ได้นี่นา ข้าไม่เคยมีหินปราณมากมายเช่นนี้มาก่อน’ มู่เฉินตอบกลับด้วยความเขินอาย ‘หากเจ้าแข็งแกร่งขึ้น ในอนาคตเจ้าจะทราบว่าหมื่นผลึกปราณมันแทบจะไม่เพียงพอสำหรับซื้อของสำหรับฝึกยุทธ์ในหนึ่งวันเสียด้วยซ้ำ’ นางพูดอย่างมีชั้นเชิง ‘แทบไม่พอสำหรับซื้อของฝึกยุทธ์ในหนึ่งวัน? สวรรค์ แล้วข้าจะหาผลึกปราณมากมายเช่นนั้นได้อย่างไร?’ เขาคิดอย่างเหม่อลอย “มู่เฉิน มู่เฉิน เจ้าเป็นไรไป? อาจารย์อาต้องการซื้อผลไม้แห่งชีวิตจากเจ้า เจ้าจะยอมขายหรือไม่?” ยู่เหยียนตะโกนเรียกสติมู่เฉินเมื่อเห็นว่าเขากำลังเหม่อลอย “เอ่อ...ได้ ข้าจะขายมันให้กับท่าน แต่มีข้อแม้ว่าท่านจะต้องช่วยข้าประมูลเตาหลอมวิหกขับขาน” มู่เฉินตอบอย่างเรียบเฉย “เตาหลอมวิหกขับขาน? หากเป็นของชิ้นอื่นข้าคงจะเอามันมามอบให้กับเจ้าได้ทันที แต่สิ่งนี้ข้าทำใด้เพียงช่วยเหลือเรื่องหินปราณเท่านั้น” ยู่ไป๋พูดอย่างครุ่นคิด แม้ยู่ไป๋ต้องการจะขายมันให้กับมู่เฉินแต่เขาก็มิอาจทำได้ นั่นเพราะทางตระกูลหลักมีคำสั่งให้นำเตาวิหกขับขานออกประมูลเพื่อค้นหาความลับของมัน “หากหินปราณเจ้าไม่พอ ข้าจะช่วยเหลือเจ้า ข้าทำได้เพียงเท่านี้” ยู่ไป๋พูดกับมู่เฉินด้วยความจริงใจ “แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ขอบคุณท่านมาก” มู่เฉินประกบมือคาระวะด้วยท่าทางสุภาพ “งั้นก็เอาตามนี้ ระหว่างนี้เจ้าไปพักผ่อนก่อน หลิวหลิงเจ้าพาเขาไปที่ห้องรับรองที่หนึ่งด้วย” ยู่ไป๋ตกลงกับมู่เฉินเสร็จแล้วหันไปสั่งหลิวหลิงทันที “ห้องรับรองที่หนึ่ง?” หลิวหลิงถามด้วยความแปลกใจ ด้านบนของห้องโถงประมูลมีห้องรับรองแขกผู้ทรงเกียรติอยู่สามห้อง ซึ่งจะเปิดต้อนรับแขกคนสำคัญของหอประมูล โดยเฉพาะห้องรับรองที่หนึ่งมีการเปิดต้อนรับแขกน้อยครั้ง ส่วนใหญ่จะเปิดสำหรับยอดยุทธ์หรือคนจากตึกเจ้าเมืองเท่านั้น “ทำไมรึ?” มู่เฉินกระซิบถามเมื่อเห็นอาการแปลกใจของนาง “เอ่อ...ไม่มีใด เชิญคุณชายด้านนี้” หลิวหลิงไม่กล่าวต่อให้มากความ นางนำทางเขาไปยังห้องรับรองที่หนึ่งทันที เมื่อมู่เฉินเดินมาถึงห้องรับรองที่หนึ่ง ภาพที่เห็นทำให้เขาถึงกลับตะลึงงัน ห้องรับรองที่หนึ่งถูกประดับตกแต่งอย่างหรูหรา อีกทั้งมันยังอยู่จุดกึ่งกลางพื้นที่ด้านบนของห้องโถงประมูล ซึ่งเป็นจุดที่เห็นเวทีประมูลได้ชัดเจนที่สุด “เชิญคุณชายพักผ่อนก่อน ข้าจะไปนำเอาอาหารมาให้ เอ่อ...คุณชายต้องการสุราหรือไม่?” นางกล่าวถามด้วยท่าทางอ่อนหวาน “สุรา? เยี่ยมยอด” มู่เฉินยิ้มร่าทันที หนึ่งก้านธูปต่อมา หลิวหลิงเดินกลับมาพร้อมกับสตรีอีกสองคน ทั้งสองอายุราวยี่สิบปี เกรงว่าในหอประมูลยูอิงแห่งนี้ความงามของทั้งสองคนจะเป็นรองเพียงหลิวหลิงกับยู่เหยียนเท่านั้น “คุณชายเฉิน ทั้งสองจะคอยดูแลท่านในวันนี้ ข้าขออภัยที่ต้องขอตัวไปต้อนรับแขกที่กำลังจะเดินเข้ามาในงาน” หลิวหลิงพูดอย่างเศร้าหมอง
“ข้าเข้าใจ เจ้าอย่าได้คิดมากนัก” มู่เฉินพูดอย่างอ่อนโยน มู่เฉินทราบว่าเบื้องหลังนางคงโดนผู้อาวุโสคงเว่ยบังคับให้ไปต้อนรับคุณชายสองของตึกเจ้าเมืองและเขาก็ไม่อยากสร้างความลำบากใจให้แก่นาง “ข้า...ข้า” นางพูดด้วยถ้อยคำติดขัด มู่เฉินมองท่าทางของนางจึงคาดเดาได้ทันที คุณชายสองคงไม่ใช่คนดีนักจึงทำให้หลิวหลิงหวาดกลัวเช่นนี้ “อย่าได้กังวล ข้าจะคอยดูเจ้าอยู่ที่นี่ หากเขาทำอะไรไม่ดีกับเจ้า ข้าจะช่วยเหลือเจ้าเอง แม้ข้าจะอ่อนแอเกินไปจะปกป้องเจ้าแต่ผู้อาวุโสยู่ไป๋คงพอจะช่วยได้” มู่เฉินพูดอย่างผ่อนคลาย “ท่านจะคอยดูอยู่ที่นี่? ท่านจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องรับรองที่สองได้อย่างไร?” หลิวหลิงถามด้วยความสงสัย “อย่างกังวล ข้าย่อมมีวิธีการ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” วิธีการนั้นย่อมเป็นสัมผัสเทวะ แม้จะไม่สามารถส่งปราณตรวจสอบได้เพราะอาจมียอดฝีมือตรวจพบแต่ย่อมไม่ยากนักหากเพียงจะใช้สัมผัสหูในการแอบฟัง