ค่ายกลการป้องกันที่ใช้จอมยุทธ์ผู้อยู่ในปัญจปราณชั้นสูงถึงห้าคนเช่นนี้นับว่าเป็นการป้องกันที่แข็งแกร่งและแน่นหนาอย่างมากเสียจริง!
มุมปากของเมิ่งฝานยกขึ้นมาเล็กน้อยจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงเพียงคนเดียวเขาก็ยังยากที่จะรับมือได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงที่มีมากถึงห้าคนเช่นนี้
รั่วสุ่ยอีแข็งแกร่งก็จริง แต่นางอยู่ในสภาพที่เป็นเพียงดวงวิญญาณเท่านั้นถึงอย่างไรย่อมมีขีดจำกัดของตนเอง เห็นได้ชัดว่าจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวงทั้งห้านี้อาจจะสามารถทำลายได้ทั้งอาณาจักรเลยก็ว่าได้แล้วนับประสาใดกับการจัดการตนเอง
เมิ่งฝานกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะถามขึ้นอย่างร้อนรนใจ“ท่านพี่ พวกเรายังหนีได้อีกหรือไม่ขอรับ?”
ภายในไข่อสูรทมิฬนั้นรั่วสุ่ยอีกระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ไม่ต้องพูด!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็ชะงักงันหากเวลานี้ยังไม่ไปไหนแล้วอีกฝ่ายเริ่มทำการโจมตีละก็แม้แต่อากาศรอบกายก็คงจะแหลกสลายไปด้วย
แล้วในเวลาต่อมาเสียงหัวเราะพลันดังกังวานไปทั่วทั้งบริเวณแม้ว่าจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวงทั้งห้าจะผนึกอากาศโดยรอบเอาไว้ แต่กลับคล้ายดั่งว่ามีกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งปกคลุมไปทั่วบริเวณ
“ฮ่าฮ่า...อาณาจักรหัวอวิ๋นช่างไม่ธรรมดาเสียจริงนึกไม่ถึงว่าเสี่ยวเย่มาถึงที่นี่แล้วจะถูกจับได้!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากอากาศและหยุดยืนอยู่กับที่เจ้าของเส้นผมสีดำที่ปลิวสะบัดไปตามแรงลมสวมชุดสีดำเขามีอายุราวยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี นัยน์ตาคู่นั้นมีความกล้าหาญปรากฏขึ้นมาอย่างไม่อาจปิดบัง
เขาเองก็เป็นจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงเช่นกันทั้งยังมีท่าทีทะนงตนและยิ่งใหญ่อีกด้วยบรรดาจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งของอาณาจักรหัวอวิ๋นทั้งหลายต่างสั่นสะท้านไปเพราะเขา
สตรีผู้มีนามว่าชิงหลันที่อยู่ท่ามกลางทหารเหล่านั้นพลันมีแววตาที่วาวโรจน์นัยน์ตาของนางมีความประหลาดใจปรากฏขึ้นก่อนจะเอ่ยเสียงดัง “อายุเพียงเท่านี้แต่กลับอยู่ในขั้นปราณทะลวงเจ้าคือ...ศิษย์คลั่งกูซินเอ้า!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นกองทัพทหารก็ตกตะลึงไปตามๆกัน แม้แต่เมิ่งฝานที่อยู่หลังภูเขาปลอมก็เช่นกัน
แม้ว่าเมิ่งฝานจะไม่รู้เรื่องราวของพรมแดนจตุทิศเท่าใดนักแต่ก็รู้จักจอมยุทธ์อัจฉริยะอันดับหนึ่งที่เพิ่งจะโด่งดังขึ้นมาในเวลาไม่นานนี้ศิษย์คลั่งกูซินเอ้า
เขาคือผู้ที่ได้รับการสืบทอดกายาโลกันตร์แห่งอาณาจักรต้าก้านมีพลังธาตุไฟอันแข็งแกร่งมาตั้งแต่กำเนิด เมื่อฝึกฝนวิชายุทธ์ธาตุไฟจึงบังเกิดผลที่ดีเลิศกว่าผู้อื่นสองเท่า
เขาเริ่มบำเพ็ญตนตั้งแต่อายุแปดปีใช้เวลาสิบปีพัฒนาขึ้นมาถึงขั้นปราณทะลวง และเรื่องที่ทำให้ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือการที่เขาทะนงตนเป็นอย่างยิ่งกล้าที่จะลงไม้ลงมือกับจักรพรรดิแห่งอาณาจักรต้าก้านเพียงเพื่อของล้ำค่าชิ้นเดียวจนทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นในเมืองซ่างจิง
กูซินเอ้าได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้วถูกเนรเทศออกไปส่วนจักรพรรดิแห่งอาณาจักนต้าก้านเองก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อยเช่นกัน
ที่มากไปกว่านั้นคือเขาหาได้ยำเกรงต่ออาณาจักรโดยรอบไม่ถูกล่าสังหารจากหลายอาณาจักรแต่ก็ยังไม่ตายเป็นผู้ที่หยิ่งทะนงและบ้าคลั่งจึงถูกขนานนามว่าศิษย์คลั่ง!
นึกไม่ถึงว่าจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งเช่นนี้จะเข้ามายังเมืองหลวงของอาณาจักรหัวอวิ๋นดูท่าทหารพวกนั้นคงไม่ได้มาเพื่อจัดการเมิ่งฝาน เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แล้วในวินาทีต่อมานัยน์ตาของเขาพลันวาวโรจน์พลางยกยิ้มขึ้นที่มุมปากเล็กน้อย
ยามนี้มีจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงปรากฏตัวขึ้นมาถึงหกคนเมิ่งฝานไม่เคยเห็นการรวมตัวครั้งใหญ่เช่นนี้มาก่อน ดูท่าการต่อสู้อันยิ่งใหญ่คงเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยงเสียแล้วและบางทีเขาอาจจะได้ประโยชน์จากสงครามครั้งนี้เล็กน้อย โดยทำตัวเป็นดั่งชาวประมงผู้หนึ่ง!
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ ในใจครุ่นคิดถึงแผนการขึ้นมาเรื่อยๆหากมีจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงทั้งห้าคนขัดขวางต่อให้มีรั่วสุ่ยอีเข้ามาช่วยเขาก็ยังไม่อาจทะลวงเข้าไปได้แต่ในเมื่อมีกูซินเอ้าเข้ามาก็นับว่าปัญหานั้นได้ถูกแก้ไขไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
บนท้องฟ้า
กูซินเอ้าหัวเราะออกมาเสียงเบา ก่อนจะเอ่ยว่า“เสี่ยวเย่เอง ในเมื่อพวกเจ้าจับได้แล้ว เสี่ยวเย่ก็จะไม่ทำตัวลับๆล่อๆ อีกต่อไป ข้าสนใจในขุมพลังโลกันตร์ของอาณาจักรหัวอวิ๋นอย่างไรแล้วก็ควรจะเอามาให้ข้าได้ยลโฉมเสียหน่อย!”
ขุมพลังโลกันตร์!
เมิ่งฝานกำหมัดแน่น เขานึกไม่ถึงว่ากูซินเอ้ามาที่นี่เพราะวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ดนั้นเช่นกันดูท่าเขาคงจะยังไม่รู้ว่าของสิ่งนั้นถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว
เวลานี้จอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งของอาณาจักรหัวอวิ๋นต่างก็ขมวดคิ้วเข้มพวกเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายยากที่จะจัดการ มิฉะนั้นก็คงจะตายอยู่ในอาณาจักรต้าก้านนับร้อยครั้งแล้ว
ความเงียบงันปกคลุมอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ชิงหลันจะเอ่ยขึ้นเสียงดังอย่างเยือกเย็น“เจ้าสารเลว เจ้าคิดว่าอยู่ในขั้นปราณทะลวงแล้วจะกระทำการใดได้ตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือหึหึ หลายปีมานี้มีจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งมาหาท่านจักรพรรดินีตั้งมากมาย แต่กลับถูกสังหารทั้งสิ้นข้าแนะนำให้เจ้ารีบไปจากที่นี่เสียจะดีกว่า ไม่อย่างนั้น...”
หลังจากที่เอ่ยวาจาจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงทั้งห้าก็ก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าพร้อมกันเห็นได้ชัดว่าพวกเขาคือผู้ที่ชำนาญในการทำสงคราม ทั้งห้าแยกกันออกไปยืนในทิศทางที่ต่างกันพร้อมกับปล่อยพลังปราณให้แผ่ซ่านออกมาทั่วสารทิศอากาศโดยรอบพลันบิดเบี้ยวไป
จอมยุทธ์ขั้นปัญจปราณชั้นสูง มือเพียงข้างเดียวก็สามารถฉีกได้ทุกสรรพสิ่ง!
กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งทั้งห้ามุ่งตรงไปยังกูซินเอ้าทว่าอีกฝ่ายกลับมีสีหน้าที่ราบเรียบดังเดิมก่อนจะเอ่ยว่า “ขออภัยด้วยนิสัยของเสี่ยวเย่ก็เป็นเช่นนี้ หากอยากได้สิ่งใดก็ต้องเอามาครอบครองให้จงได้วันนี้ต่อให้จักรพรรดินีลงมือด้วยพระองค์เองข้าก็จะสู้กับนาง สำหรับคนอย่างพวกเจ้านั้นข้าสู้ไม่ได้ก็จริงแต่หากคิดจะขวางข้าละก็... หึหึ!”
เมื่อเอ่ยออกมาดังนั้นกูซินเอ้าก็ก้าวเดินไปเบื้องหน้าแล้วในเวลาต่อมาพลันมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นบนร่างกายของเขาอุณหภูมิอันน่าสะพรึงทำให้บรรยากาศรอบกายเพิ่มขึ้นสูง
เมื่อเปลวเพลิงปกคลุมก็ทำให้เขานั้นเป็นดังภูเขาไฟโบราณที่สามารถหลอมละลายได้ทุกสรรพสิ่งแผดเผาได้ทุกอย่าง
“หึ สุราดีๆไม่ชอบ ชอบดื่มสุราจับกรอก!”
จูเทียนตวาดออกมาอย่างเดือดดาลนัยน์ตาของเขามีความชั่วร้ายมากมายปรากฏ
ร่างกายอันสูงใหญ่ก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าพร้อมกับชูค้อนในมือขึ้นสูงเขาต่างไปจากจูเสี้ยวเพราะเป็นจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงที่แท้จริงควบคุมพลังแห่งมิติทมิฬทั้งยังอยู่ในขั้นปราณทะลวงระดับสี่
เมื่อเขาขยับเงาร่างของค้อนอันน่าสะพรึงอย่างที่สุดก็พุ่งตรงไปยังกูซินเอ้าอย่างดุดันภายในนั้นแฝงไปด้วยพลังอันแข็งแกร่งดุจขุนเขาที่สามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่ง
ลงมือแล้ว!
ภายใต้กลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงนั้นเมิ่งฝานรู้สึกคล้ายดั่งหายใจไม่ทั่วท้องแต่เบื้องหน้าก็เป็นภาพการต่อสู้ที่ไม่อยากพลาดแม้เพียงเสี้ยววินาทีการต่อสู้ของจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งเช่นนี้เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยาก อีกทั้งในยามที่การต่อสู้ดุเดือดอย่างสูงสุดก็ถือเป็นโอกาสอันดีของตนเองด้วย
ภายใต้พลังของค้อนอันน่าสะพรึงนั้นทำให้ร่างของกูซินเอ้าดูคล้ายว่ามีขนาดเล็กเป็นอย่างยิ่งแต่ในชั่วพริบตาต่อมาพลันคล้ายกับว่ามีภูเขาไฟปะทุ เปลวเพลิงอันร้อนระอุลุกโชนอยู่ในอากาศแล้วกลายเป็นฝ่ามือขนาดใหญ่เมื่อคว้าเข้าไปยังค้อนขนาดใหญ่ที่อยู่ในอากาศมันก็หยุดชะงักลง
“หึหึก็แค่จอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงระดับสี่ตัวเล็กๆ เท่านั้นกล้าที่จะอวดดีต่อหน้าของเสี่ยวเย่อย่างนั้นหรือ?” กูซินเอ้ากระตุกยิ้มอย่างเยือกเย็นจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นเพียงหนึ่งคำ “ระเบิด!”
ตู้ม!
เห็นได้ชัดว่ามีเปลวเพลิงลุกโชนไปทั่วทั้งบริเวณราวกับว่าอุกกาบาตแตกระเบิดก็ไม่ปาน เปลวเพลิงที่อยู่ภายในนั้นคล้ายกับว่าสามารถแผดเผาได้ทุกสรรพสิ่งก็ไม่ปาน
เงาของค้อนยักษ์พลันหายไปมันกระเด็นถอยกลับไปอย่างรวดเร็วส่วนจูเทียนที่อยู่ในอากาศก็กระอักเลือดแล้วร่วงหล่นจากฟากฟ้าลงบนพื้น ทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้นมา
เพียงหนึ่งกระบวนท่า ทำให้จอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงผู้หนึ่งต้องบาดเจ็บสาหัส
แล้วในขณะนี้ผู้คนทั้งหลายต่างก็ตกอยู่ในความตะลึงแม้ว่ากูซินเอ้าจะทะนงตนและบ้าคลั่งแต่เขาก็มีความสามารถที่จะกระทำเช่นนั้นจริง ชิงหลันกัดฟันแน่นใบหน้าที่สวยสดมีความเยือกเย็นปรากฏ จากนั้นนางจึงเอ่ยเสียงเบา “หากให้เขาได้พบกับท่านจักรพรรดินีก็นับเป็นการหยามเกียรติของพวกเราลุยเข้าไปพร้อมกัน!”
“ขอรับ!”
บุรุษผู้แบกกระบี่ทั้งสามคนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงนัยน์ตาของพวกเขาล้วนแต่มีความห้าวหาญปรากฏขึ้นแล้วลงมือพร้อมกันเพียงชั่วพริบตาแสงแห่งกระบี่อันร้ายกาจทั้งสามก็พุ่งทะลวงอากาศตรงไปยังกูซินเอ้ากระบี่ยังไปไม่ถึงแต่พลังของมันก็ทรงอานุภาพจนทำให้ท้องฟ้าสั่นสะเทือน
จอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงสามคนลงมือพร้อมกันจึงทำให้มันเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงอย่างยิ่งสำหรับจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งถึงระดับนี้ หากไม่ลงมือก็ไม่มีปัญหาใด แต่เมื่อใดที่ลงมือก็จะแสดงความสามารถทั้งหมดที่มีออกมา
พลังปราณอันน่าสะพรึงที่ผสานตัวกลายเป็นคมกระบี่ฟาดฟันไปทางอากาศขณะเดียวกันชิงหลันที่อยู่ด้านหลังพวกเขาก็เดินไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าวนิ้วเรียวสวยทำการประสานมุทรา[1]ก่อนจะมีฝ่ามือแห่งพลังปราณอันแปลกประหลาดปรากฏขึ้นในอากาศ
พลังปราณทั้งสี่ขุมพลังเป็นดั่งสายธารหลากถาโถมเข้าหากูซินเอ้าจากหลายทิศทางภายใต้ระลอกคลื่นแห่งพลังเหล่านั้นต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงระดับเซียนก็ยังไม่กล้ารับมือโดยตรงเพราะพลังการโจมตีอันน่าสะพรึงในยามนี้ต่อให้อยู่ในขั้นปราณมายาทมิฬก็ยังต้องรับมืออย่างระวัง
กลางอากาศนั้นใบหน้าของกูซินเอ้ามีความร้ายกาจปรากฏ เขาตวาดเสียงดัง “พวกเจ้าคิดว่าสิ่งใดทำให้ข้ากล้ามายังที่นี่เพียงลำพังคิดว่าข้ามีฝีมือเพียงเท่านี้อย่างนั้นหรือ?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นกูซินเอ้าก็ขยับฝ่ามือแล้วฝ่ามือขนาดยักษ์อันยิ่งใหญ่ก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ไม่นานพลันมีเสียงคำรามของมังกรดังขึ้น
“ค่ายกลมังกรเพลิงอัฐทิศ!”
ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโชนขึ้นสู่ท้องฟ้ามีมังกรเพลิงปรากฏขึ้นมาถึงสามตัว ทุกตัวล้วนแต่แหวกว่ายอยู่ในอากาศทรงพลังดุจมังกรที่เป็นสัตว์อสูรสูงสุดอย่างแท้จริงพวกมันอ้าปากออกพร้อมกันแล้วพ่นไฟออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
มันคือสิ่งใดกัน!
ด้านหลังภูเขาจำลอง เมิ่งฝานรู้สึกขนหัวลุกเพราะต่อให้ตนเองฝึกฝนมาอย่างยากลำบากก็ไม่อาจรับมือกับการโจมตีของมังกรเพลิงได้
“มันคืออานุภาพของศัสตราวุธระดับหกเห็นได้ชัดว่ามันถูกเขาหลอมผสานพลังมาไว้กับตัว แล้วสร้างมังกรเพลิงขึ้นมาสามตัว ทุกตัวล้วนแต่อยู่ในขั้นราชาแม้ว่าจะมีศักยภาพไม่แข็งแกร่งเท่าใดแต่พวกมันก็เป็นสิ่งที่ไม่มีความคิด ไม่เจ็บ ไม่เกิด และไม่ตายเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากศัสตาวุธอย่างแท้จริง นับว่าเป็นตัวช่วยในการต่อสู้ที่ดีที่สุด!”
รั่วสุ่ยอีเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ สีหน้าของเมิ่งฝานพลันเปลี่ยนไปเพราะสัตว์อสูรขั้นราชาสามตัวก็เท่ากับจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงสามคนเช่นกัน
กรร!
มังกรทั้งสามร้องคำรามพวกมันแหวกว่ายอยู่ในอากาศต้านทานพลังการโจมตีทั้งสี่ขุมพลัง
ตู้ม!
การสั่นสะเทือนแผ่วงกว้างไปทั่วทั้งบริเวณภายใต้ระลอกคลื่นแห่งพลังที่สามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่งนั้นทำให้ท้องฟ้ากลายเป็นสีเลือดสิ่งของมากมายแหลกสลายกลายเป็นผุยผง เมื่ออยู่ภายใต้การโจมตีอันน่าสะพรึงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้นั้นมังกรเพลิงทั้งสามตัวสั่นสะท้านอยู่กลางอากาศแต่ก็ไม่ได้จางหายไปที่ใดในทางกลับกันพวกมันพุ่งทะยานตรงไปยังจุดที่ชิงหลันและคนพวกนั้นอยู่
ด้านหลังของพวกเขาบรรดาทหารองครักษ์ทั้งหลายต่างก็อยู่ในภวังค์แห่งความตกตะลึง การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้คือสิ่งที่พวกเขาไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ถึงขั้นหากอยู่ในระยะหนึ่งร้อยเมตรก็อาจจะต้องแหลกสลายไปเหมือนสิ่งของเหล่านั้น
มังกรเพลิงทั้งสามลงมือพร้อมกันส่วนร่างกายของกูซินเอ้าก็วาบไหวยืนอยู่เหนือหัวของมังกรเพลิงทั้งสามอานุภาพอันแข็งแกร่งนั้นทำให้เขาเป็นดั่งเทพเซียนก็ไม่ปาน จากนั้นเขาก็ตวาดออกมาเสียงดัง“หลอม!”
เพียงชั่วพริบตากลิ่นอายพลังอันร้ายกาจพลันแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเห็นได้ชัดว่ากูซินเอ้าได้ใช้วิชายุทธ์อันแข็งแกร่งยิ่งใหญ่ เพียงอักษรเดียวที่เอ่ยออกมาจากก็คล้ายดั่งว่าวิชายุทธ์ได้ออกไปด้วยอากาศรอบตัวล้วนแต่สั่นสะท้าน พลังปราณหลายชั้นปกคลุมไปทั่วบริเวณ
แม้แต่ชิงหลันและพวกก็ยังสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจก่อนจะใช้พลังปราณปกคลุมไปทั่วร่าง
ด้านหลังภูเขาจำลองนั้น
เมิ่งฝานเห็นภาพเบื้องหน้าแล้วจับจ้องอย่างไม่ละสายตาเมื่อตระหนักได้ว่าถือโอกาสลงมือในเวลานี้เหมาะสมที่สุดเขาจึงตะโกนขึ้นเสียงดัง “ท่านพี่ช่วยข้าด้วย!”
ก่อนที่จะเอ่ยออกไปเช่นนั้นร่างของเขาก็เริ่มออกวิ่งไปด้วยความเร็วตรงไปยังทะเลเพลิงเบื้องหน้าปานสายฟ้าแล้ว
...........
มุทรา: เป็นการผสานตราสัญลักษณ์อะไรสักอย่างโดยการใช้มือ