...ตุ้บ!!.. ...อั้ก!...
แรงกระแทกพุ่งเข้าปะทะร่างของโนบลินเต็มแรงหลังจากสิ้นเสียงแกร็กครั้งสุดท้ายโนบลินรู้สึกได้ว่าร่างกายหล่นวูบลงมาอย่างเร็วและกระแทกเข้ากับบางอย่างจนระบมไปทั้งตัว
เมื่อลืมตาได้โนบลินมองเห็นพื้นที่โดยรอบอย่างเลือนลางลักษณะพื้นผิวที่เห็นคล้ายก้อนหินคาดว่าน่าจะเป็โพรงถ้ำ
คงจะเพราะการที่พอลกระแทกด้ามขวานลงบนแผนหินที่เป็หลังคาถ้ำแห่งนี้พอดีทำให้มันแตกออกและพวกเขาก็หล่นลงมากันหมด แต่โนบลินยังโชคดีที่หล่นลงมาบนวัตถุบางอย่างที่นุ่มนิ่มแทนที่จะเป็พื้นหินแข็งทำให้ลดแรงกระแทกลงไปได้มากพอสมควร
“เฮ้อไม่ต้องตกลงมาบนลานหิน โชคดีเป็บ้าเลย..” โนบลินยินดีในความโชคดีของตัวเอง
“ฉันยินดีกับความโชคดีของนายด้วยนะโนบลิน...”เสียงคุ้นเคยของพอลดังขึ้น “แต่ว่า นายช่วยลงไปจากตัวฉันเสียทีได้ไหม มันหนักนะ..”พอลโอดครวญ
ที่แท้ที่โนบลินโชคดีไม่หล่นลงบนลานหินนั้นเป็เพราะตัวของพอลมารองไว้นั่นเองถ้านี่เป็โชคดีของโนบลินก็คงถือเป็คราวซวยของพอลแทน..
โนบลินรีบลุกขึ้นจากตัวของพอลอย่างลนลานทั้งใทั้งอายจนไม่รู้จะกล่าวคำขอโทษอย่างไรดี ได้แต่ยกมือขึ้นมาเกาหัวแกรก ๆและหัวเราะอย่างเขิน ๆ
“แล้วคนอื่น ๆเป็ไงบ้าง” พอลถามขึ้นขณะดันตัวลุกขึ้นมานั่ง
“ฉันยังอยู่”เสียงของบันดังขึ้นไม่ห่างจากโนบลินและพอลจากนั้นเรซและแอลก็ส่งสัญญาณว่ายังสบายดี
“นี่เราตกลงมาที่ไหนกันเนี่ย”พอลเปรยขึ้นเบาๆ
“น่าขนลุกเป็บ้าเลย”บันเสริมขึ้นเสียงสั่น
โนบลินมองขึ้นไป้าของถ้ำเขาพบช่องแตกของแผ่นหิน้าตรงจุดที่พวกเขาร่วงลงมาความสูงจากจุดที่ยืนไปถึงช่องนั้นน่าจะประมาณห้าหกเมตรการจะไต่ขึ้นไปนั้นคงเป็เื่ยาก
“ถ้าเป็อย่างนี้คงจะต้องหาทางออกอื่นแล้วล่ะ”โนบลินพูด
“นี่..” จู่ ๆแอลก็ส่งเสียงขึ้นมาจนทุกคนต้องหันไปมอง
“นะนั่นมันพืชเวทมนต์ใช่หรือเปล่าน่ะ”บันถามพร้อมกับชี้นิ้วไปยังกลุ่มหญ้าที่ขึ้นกระจายเป็หย่อม ๆ บนพื้นถ้ำ“แล้วทำไมหญ้านี่มันงอกในนี้ได้กันล่ะ แสงแดดก็ไม่มี”
“หญ้าเวทมนต์มันไม่ได้เติบโตจากสารอาหารในดินหรือสังเคราะห์แสงจากแดดหรอกนะมันจะงอกและเติบโตในที่ ๆ มีละอองเวทมนต์อยู่หนาแน่นเท่านั้น”โนบลินอธิบายให้ทุกคนฟัง
“อย่างนั้นก็แสดงว่า...”เรซพูดขึ้นมาอย่างไม่มั่นใจ
“ในถ้ำนี้น่าจะมีผลึกเวทมนต์อยู่ก็ได้”โนบลินพูดอย่างจริงจัง
“อย่างนั้นจะรออะไรล่ะไปตามหามันกันเถอะ ฉันละกลัวว่าเราจะมาเสียเที่ยวจริง ๆแต่ถ้าเจอหญ้านี่หนาแน่นขนาดนี้ น่าจะพอมีหวังใช่ไหม”พอลพูดก่อนจะหันมาถามความเห็นของทุกคน ซึ่งต่างคนต่างก็เห็นด้วยกับคำพูดของพอลจึงพยักหน้ารับเบา ๆ
“ถ้าอย่างนั้นเราไปกัน”เรซชักชวนเพื่อน ๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
เด็ก ๆ ทั้งห้าจับกลุ่มกันเดินไปตามช่องว่างภายในถ้ำที่สามารถเดินผ่านได้หินงอกหินย้อยปรากฏให้เห็นตลอดทาง ทำให้การเคลื่อนที่ของพวกเขาเป็ไปอย่างช้า ๆ
“อา..เจอที่โล่ง ๆพื้นราบ ๆ เสียที กว่าจะผ่านดงหินงอกมาได้เล่นเอาเหนื่อยแทบแย่”พอลเริ่มบ่นเมื่อเดินทางผ่านช่องแคบ ๆ ระหว่างหินงอกหินย้อยมาเกือบครึ่งชั่วโมง
“พักกินยากันก่อนแล้วกัน”
โนบลินแนะนำเพื่อน ๆ และเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหยิบยาฟื้นฟูร่างกายออกมาแจกจ่ายให้ทุกคนเมื่อได้กินยาและพักสักครู่เด็ก ๆก็เรียกคืนกำลังวังชากลับมาได้และพร้อมเดินทางต่อ
“ต่อจากนี้เราคงต้องระวังหน่อยนะ”
แอลเปรยขึ้นเบา ๆเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงต้องบอกกับเพื่อน ๆ ไปอย่างนั้นแต่ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่างมันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองและเพื่อน ๆอาจจะพบเจออันตรายได้
“อืมฉันก็คิดว่าต่อไปอาจจะมีอันตรายอะไรบางอย่างดูจากสถานทีนี้ที่มันโล่งกว่าที่ผ่านมามากช่องทางเดินก็กว้างขึ้นแล้วก็ฉันรู้สึกเหมือนจะมีอะไรอยู่ข้างหน้า”
คราวนี้เป็เสียงของเรซเอ่ยขึ้นมาบ้างแม้จะไม่ได้มีสัญชาตญาณที่รวดเร็วเหมือนแอลแต่ความรอบคอบและความช่างสังเกตและช่างวิเคราะห์ทำให้เขารู้สึกผิดปกติเช่นเดียวกับแอล
“จะอะไรก็ช่างเถอะน่า..ไหน ๆ ก็หล่นลงมาถึงนี่ละก็ลุยกันต่อดีกว่า” พอลดูไม่มีวี่แววจะเกรงกลัวอะไรทั้งนั้น
เหล่าเด็ก ๆพากันเกาะกลุ่มใกล้ ๆ และค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ
ครืด..
“เสียงอะไร”บันถามขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างเสียดสีกับพื้นถ้ำ
ครืด..
“ฉันล่ะเกลียดเสียงแบบนี้จริงๆ เลย” พอลบ่นออกมาโดยปราศจากท่าที่หวั่นเกรงใด ๆ
ครืด...
เฮ้ย!!...
ตู้ม!!!!
สรรพเสียงดังขึ้นเกือบจะพร้อมกันหนึ่งในนั้นคือเสียงของพอลที่เดินนำหน้ากลุ่มเพื่อนไปพอสมควร สิ้นเสียงร้องของเด็กน้อยร่างกำยำก็ตามมาด้วยเสียงบางอย่างกระแทกพื้นถ้ำดังสนั่นหวั่นไหวแรงสั่นะเืเล่นเอาเด็ก ๆ ยืนแทบไม่อยู่
“พอล!!” เรซะโขึ้นต้วยความใ
“ยะ..ยังไหวอยู่”เสียงอ่อยดังขึ้นเบา ๆ จากใต้กองหินที่ทับตัวกันริมกำแพงถ้ำ
“ว่าแต่..นั่นมันตัวอะไรกัน”
“ไม่รู้เหมือนกันแต่นายลุกขึ้นมาก่อนเถอะ”บันเป็ฝ่ายตอบและรีบเดินเข้าไปกวาดเศษหินที่ทับอยู่บนตัวเพื่อนจอมอึดออกไปและดังเอาตัวของพอลขึ้นมา
ภาพที่เห็นคือสัตว์ร้ายตัวใหญ่รูปร่างคล้ายงูแต่ความยาวของมันร่วมสี่เมตร ที่คอไม่มีแม่เบี้ยเหมือนงูเห่าแต่เปลี่ยนเป็แผงรอบคอที่ดูหนาและแข็งแรงนอกจากนั้นยังมีกระดูกแหลมที่ยื่นออกมารอบ ๆ แผงคอนั้นให้ความรู้สึกที่อันตรายถึงขีดสุด
มันเลื้อยช้า ๆเข้ามาหากลุ่มเด็ก ๆ พร้อมทั้งชูคอขึ้นสูงเกือบสองเมตรลิ้นยาวสามแฉกแลบเข้าออกจากปากกว้างบ่อยครั้งเสียงลมหายใจฟืดฟาดที่ส่งออกมาจากรูจมูกด้านหน้า พร้อมกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งเปลี่ยนให้บรรยากาศภายในถ้ำที่เคยเย็นชื้นนั้นร้อนระอุขึ้นมาจนเด็ก ๆเหงื่อไหลไปตาม ๆ กัน
“นี่มัน..[สเนกอน:Snakon]นี่” โนบลินพูดออกมาเบาๆ “งานนี้ท่าจะแย่แล้ว”
“นายหมายถึงอะไรกันโนบลินอะไรคือสเนกอน แล้วอะไรที่แย่” เรซกระซิบถามเพราะเมื่อครู่นี้ได้ยินไม่ค่อยชัดคนอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ หันมามองเป็เชิงให้ช่วยอธิบายให้ชัดเจน
“มันคือสัตว์ร้ายจำพวกหนึ่งถ้าพวกนายจำเซบัปที่เราเคยล่าได้ละก็ เ้าเซบัปนั่นถือเป็สัตว์ร้ายระดับต่ำส่วนเ้านี่เป็ระดับกลางที่อันตรายมากกว่า แล้วนี่ก็ดูท่าจะเป็รังของมัน ..นั่นแหละมี่ฉันบอกว่าท่าจะแย่” โนบลินอธิบาย
“ถ้าอย่างนั้นเราจะเอายังไงกันดีล่ะ”บันถามอย่างหวั่น ๆ เพราะถ้าที่โนบลินบอกมาเป็ความจริงล่ะก็ เ้านี่คงไม่ใช่เล่นๆ อย่างแน่นอน
“อันดับแรกเลิกคิดเื่หนีไปได้เลย” โนบลินพูดดักคอ
“คราวนี้เราคงต้องสู้เพราะเลี่ยงไม่ได้ถึงมันจะแข็งแกร่งกว่าเซบัปมากแค่ไหน แต่ฉันมั่นใจในฝีมือของพวกนาย ถ้าร่วมมือกันคงพอจะจัดการมันได้”
โนบลินพูดพลางส่งสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและเชื่อใจไปยังเพื่อนๆ ทุกคน จนความรู้สึกตื้นตันและฮึกเหิมเอ่อล้นหัวใจของทุกคน
“ถ้านายพูดอย่างนั้นก็มาลองกันซักตั้ง” แอลพูดขึ้นมาขณะที่ดึงเอามีดคู่ขึ้นมาถือกระชับในมือแน่น
“เ้าบ้าแอล..”เสียงของพอลดังขึ้นขณะที่แบกขวานสองคมเล่มเขื่องเดินนำหน้าแอลไป“นั่นมันคำพูดของฉันเฟ้ย”
ทุกคนที่ได้ยินก็ยิ้มขึ้นมาจนลืมความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจในตอนแรกไปเสียสนิทเรซหันมาถามหลังจากใช้ด้ามทวนค้ำกับพื้นแล้วยืนอย่างมั่นคง
“แผนว่าไงโนบลิน”