“งั้นแม่หนูน้อย เ้าเอาเงินอีแปะนี้ไปให้เ้าของร้านซาลาเปาเถิด ไม่ต้องแลกเหรียญอีแปะมากมายถึงเพียงนั้น”
เขาพูดพร้อมยื่นพวงเหรียญอีแปะพวงเล็กๆ ให้เสี่ยวฮวา
“ไม่ได้เ้าค่ะ ท่านแม่สอนว่าห้ามรับของจากคนแปลกหน้า”
ไป๋หานอึ้งไปพักหนึ่ง แล้วจึงตอบว่า
“ข้าเป็สหายกับท่านพ่อของเ้า เช่นนี้ไม่ถือว่าแปลกหน้าใช่หรือไม่”
เขาเอ่ยเสียงสบายๆ พร้อมส่งสายตาสนุกสนานไปที่หยางหรง
“เอ๋ งั้นไม่ถือเป็คนแปลกหน้าแล้ว แต่ท่านแม่ก็ยังบอกอีกว่าไม่ให้รับของผู้ใดมาเปล่าๆ งั้นเสี่ยวฮวาขอรับนี่ไว้ แลกกับการไปกินอาหารกลางวันเป็เพื่อนพวกท่าน ดีหรือไม่เ้าคะ เสี่ยวฮวาเริ่มหิวแล้ว”
เมื่อเสี่ยวฮวาพูดจบ เสียงหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจก็ดังขึ้น
“ฮ่าๆๆๆ ได้ๆ ข้าจะเลี้ยงรับขวัญหลานสาวอย่างเ้าเอง”
เมื่อพูดจบไป๋หานก็เดินนำเสี่ยวฮวาไปยังภัตตาคารฟู่ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หยางหรงก็เดินตามไปด้วยเช่นกัน
เขาเองก็รู้สึกสนใจในตัวเด็กสาวอยู่ไม่น้อย
เมื่อมาถึงภัตตาคารฟู่ เสี่ยวเอ้อรีบกล่าวทักทายพวกเขา ก่อนนำเข้าไปยังห้องพิเศษ ชั้นสอง
“นายน้อยไป๋ อ๋องน้อยหยาง และเอ่อ...คุณหนูน้อย เชิญ้าขอรับ”
ดูเหมือนว่าทั้งสองคนนั้นจะเป็ที่รู้จักอยู่ไม่น้อย
ระหว่างที่พวกเขากำลังขึ้นบันไดไปที่ชั้นสอง ก็มีเสียงแหลมเล็กเสียงหนึ่งดังขึ้น
“บังเอิญจังเลยนะเ้าคะ ที่มาพบท่านทั้งสองที่นี่”
แม่นางผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น ก่อนจะรีบถลาเข้ามาหาพวกเขา นางคือไป๋หง นางคือน้องสาวคนละแม่ของไป๋หาร เป็หญิงสาว อายุราวๆ 17 ปี สวมชุดสีแดงสด ปัดแป้ง แต่งชาดสีแดงเดียวกับชุด นางแย้มยิ้มอย่างเอียงอายก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“นับว่าเป็วาสนาของพวกเรา งั้นพวกเราทานอาหารพร้อมกันดีไหมเ้าคะ”
นางรีบเอ่ยขึ้น
“ท่านป้า เสี่ยวฮวามาทานอาหารเป็เพื่อนเพื่อเป็การตอบแทน แล้วท่านจะมาทานอาหารเพื่อตอบแทนอะไรหรือเ้าคะ หรือท่าน้าเงิน”
เสี่ยวฮวาถามขึ้นอย่างสงสัย
“เอ๊ะ ยัยเด็กบ้า เ้าเรียกใครว่าป้า แล้วเ้ากล้าดียังไง หาว่าข้า้าเงิน”
ไป๋หงเอ่ยขึ้นด้วยความโมโห แม้เสี่ยวฮวาจะส่วมชุดผ้าฝ้ายเนื้อดี แต่สำหรับเมืองหลวงถือเป็ชุดชาวบ้านธรรมดาหรือชนชั้นกลางเท่านั้น มันไม่สามารถเทียบได้กับผ้าไหมของชนชั้นสูง ดังนั้นไป๋หงจึงด่าออกไปอย่างไม่เกรงใจ
“อ้าว มิใช่ว่าต้องเรียกท่านว่าท่านป้าหรอกหรือเ้าคะ ท่านแม่เคยบอกว่า แป้งผัดหน้ามีไว้เพื่อปกปิดรอยเหี่ยวย่น ท่านป้าผัดแป้งเยอะถึงเพียงนี้ มิใช่เพื่อปกปิดความแก่หรอกหรือ ดังนั้นเสี่ยวฮวาจึงคาดเดาว่าท่านน่าจะมีอายุมากกว่าท่านแม่ จึงเรียกท่านว่าท่านป้า เสี่ยวฮวาเข้าใจถูกหรือไม่เ้าคะ ท่านพ่อ”
เมื่อพูดจบ เสี่ยวฮวาหันหน้าไปถามหยางหรง หยางหรงทำสีหน้าไม่ถูกเล็กน้อย ผู้คนในโรงเตี๊ยมที่ได้ยิน ต่างเงี่ยหูฟังแล้วซุบซิบนินทา
“เอ๊ะนั่นลูกอ๋องน้อยหยางงั้นหรือ โตขนาดนี้เลยรึ”
“บ้าน่า คุณชายหยางปีนี้น่าจะไม่เกิน 20 ปี เหตุใดมีลูกโตถึงเพียงนี้ได้เล่า”
“เด็กน้อยนั่นน่าจะราวๆ 5 6 ปี ไม่เท่ากับคุณชายหยางมีลูกั้แ่อายุ 14 อย่างนั้นหรือ”
“โอ้ว เขาช่างร้ายกาจจริงๆ ดูข้าสิ่ จะ 40 ยังไม่มีบุตรสักคน สงสัยต้องไปขอคำแนะนำจากเขาแล้วกระมัง”
เสียงรอบข้างเริ่มดังขึ้น เสี่ยวเอ้อออกมาคลี่คลายสถานการณ์ เข้ารีบนำทั้ง 4 คนขึ้นไปที่ห้องรับรองทันที
เสี่ยวฮวาไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ แต่ก็เดินตามไปแต่โดยดี
เมื่อถึงห้องรับรอง ไป๋หานสั่งอาหารสามอย่างกับน้ำแกงหนึ่งถ้วย เสี่ยวเอ้อนำมาอาหารมาส่งอย่างรวดเร็วแล้วรีบจากไป
เสี่ยวฮวายังคงมองไป๋หงด้วยความสงสัย แต่เสี่ยวฮวาไม่ได้พูดอะไรออกมา
สถานการณ์ที่แลดูน่าอึดอัดนี้ ทำให้ไป๋หาน อดไม่ได้ที่จะพูดเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ว่า
“แม่หนูน้อย เ้าเพิ่งเข้าเมืองมาครั้งแรกใช่หรือไม่”
“เสี่ยวฮวาไม่ใช่หนูน้อย เสี่ยวฮวาคือเสี่ยวฮวา”
เสี่ยวฮวาตอบด้วยน้ำเสียงขึงขัง และยังไม่ตอบคำถามของไป๋หาน
ไป๋หานหัวเราะขึ้นอีกครั้งอย่างชอบใจ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“นั่นสิ่ๆ เป็ข้าที่ผิดเอง งั้นเสี่ยวฮวา เ้าเรียกข้าว่า ท่านอาไป๋ก็แล้วกัน
ว่าแต่ เ้ายังไม่ตอบข้าเลยว่าเพิ่งเข้าเมืองมาครั้งแรกใช่ไหม แล้วเ้าคิดว่าเมืองนี้เป็เช่นไรเล่า”
“ท่านอาไป๋ เสี่ยวฮวาเพิ่งเคยเข้าเมืองนี้ครั้งแรก เมืองนี้ใหญ่มาก แต่เสี่ยวฮวาชอบหมู่บ้านต้นไม้มากกว่าเ้าค่ะ”
“เหอะ พวกบ้านนอกก็งี้แหละ”
เสียงแหลมเล็กพูดแทรกขึ้น
“ท่านป้า บ้านท่านไม่มีเงินหรือเ้าคะ ช่างน่าสงสารยิ่งนัก”
“เ้าว่าใครไม่มีเงิน นังเด็กบ้า”เสียงของไป๋หงดังขึ้นเรื่อยๆ
“ถ้าบ้านท่านมีเงิน ใยไม่ส่งท่านไปเล่าเรียนเล่า ท่านแม่ข้าเคยบอกว่า การพูดแทรกผู้อื่นเป็การกระทำของคนไม่มีการศึกษา เสี่ยวฮวาได้ศึกษาจากท่านแม่ ดังนั้นเสี่ยวฮวาจึงไม่พูดสอดแทรกระหว่างผู้อื่นสนทนาเ้าค่ะ”
“แกๆๆ อีนังเด็กตัวเหม็น กลิ่นสาบมูลวัวติดตัวเ้าคละคลุ้งไปหมดแล้ว” ไป๋หงกล่าวขึ้นด้วยความโมโหอย่างหนัก นางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
“เอ๋ เสี่ยวฮวาชำระล้างร่างกายทุกวัน ท่านป้ารู้ได้อย่างไรว่าเสี่ยวฮวาใช้มูลวัวหมักปุ๋ยไว้รดน้ำผัก ผักที่บ้านเสี่ยวฮวา งามเหมือนผักในจานนี้เลยเ้าค่ะ”
ขณะที่เสี่ยวฮวาพูด นางได้ชี้ไปที่ผัดผักจานหนึ่ง ทำให้หยางหรงที่กำลังจะคีบผักจานนั้น เบนมือไปคีบเป็ดย่างจานข้างๆ อย่างแเี
ทุกคนบนโต๊ะอาหาร ถึงกับมองผัดผักจานนั้นอย่างสะอิดสะเอียน ต่างคนต่างคีบผักจานนี้ให้ผู้อื่น ข้าให้เ้า เ้าให้ข้า
“หยางหรง ข้าช่วยคีบอาหารให้เ้านะ เ้าจะได้ทานได้เยอะๆ” ไป๋หานรีบคีบผักจานนั้นหวังจะส่งให้หยางหรง
“ข้าไม่ชอบกินผัก” หยางหรงตอบอย่างไร้เยื่อไย พร้อมเอาจานข้าวหลบออก
“พี่ใหญ่ ข้าว่าผัดผักจานนี้น่ากินยิ่งนัก ท่านน่าจะทานเองนะเ้าคะ” ไป๋หงรีบเสนอความคิดเห็นช่วยหยางหรง หวังจะให้หยางหรงหันมองนาง
“เอ่อ ....” ไป๋หานไม่รู้ว่าควรพูดอะไรในตอนนี้ เขาจึงหันไปมองทางเสี่ยวฮวา
เสี่ยวฮวาเห็นไป๋หานหันมามองตัวเอง จึงมองซ้ายทีขวาทีอย่างสงสัยและเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านป้า หากท่านเห็นว่าน่ากิน ใยท่านไม่กินให้เยอะๆ ล่ะเ้าคะ ท่านแม่เคยบอกว่าผักนี้มีประโยชน์ ช่วยชะลอความแก่ได้ด้วย มันเหมาะกับท่านยิ่งนัก”
“ใช่ๆๆๆ เสี่ยวฮวาพูดถูก น้องเล็ก ข้าเสียสละให้เ้าทั้งจานเลย พอดีข้าก็ไม่ชอบกินผักเช่นกัน” ไป๋หานรีบพูดพร้อมยกผักจานนั้นไปให้ไป๋หงอย่างกระตือรือร้น เขาพยายามอย่างหนักที่จะกลั้นหัวเราะ แม้แต่หยางหรงเองยังอดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก
“เ้าก็กินเองสิ่ นังเด็กบ้า” ก่อนที่ไป๋หงจะผลักเอาผักจานนั้นมาให้เสี่ยวฮวา
เสี่ยวฮวาจึงพูดขึ้นว่า
“เสี่ยวฮวายังเด็ก ต้องกินเนื้อให้มากๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่้าผักจานนี้เ้าค่ะ”
เสี่ยวฮวาพูดพร้อมคีบเนื้อจานตรงหน้าเข้าปากพร้อมกับเคี้ยวจ๊อบแจ๊บ
ก่อนที่ไป๋หงจะพูดไปมากกว่านี้ ไป๋หานก็เอ่ยตัดบทขึ้นมาว่า
“แล้วเสี่ยวฮวาตัวน้อยเข้าเมืองมาผู้เดียวหรือ”
“เสี่ยวฮวามากับสหายเ้าค่ะ” เสี่ยวฮวาตอบ
“อ้าว แล้วสหายของเ้าไปอยู่ที่ใดแล้วเล่า” ไป๋หานถามด้วยน้ำเสียงสงสัย หยางหรงเองก็สงสัยเช่นกัน ั้แ่พวกเขาเห็นนาง ก็เห็นนางอยู่ผู้เดียวมาตลอด
“เราแยกจากกันตอนเข้าเมือง เสี่ยวฮวาก็ไม่รู้ว่าเสี่ยวหงหายไปไหนเ้าค่ะ”
ขณะนั้นเองยังไม่ทันที่ ไป๋หานจะได้ถามอะไรต่อ ได้มีเสียงดัง โหวกเหวกโวยวายมาจากด้านล่างภัตรคาร
“ไอ้ห่านบ้า มาให้ข้าจับเ้าไปแกงซะดีๆ”
“แกว๊ก แกวก แกวก”
หนึ่งคน หนึ่งห่าน วิ่งไล่จับกันจนของภายในล้มระเนระนาด
คนภายในร้านต่างพากันส่งเสียงกรีดร้อง วิ่งหลบกันอย่างชุลมุน ภัตรคารฟู่แห่งนี้ เป็ภัตรคารอันดับ 1 แห่งเมืองหลวง ดังนั้นลูกค้าภายในร้าน หากไม่ใช่ผู้ดีมีชาติตระกูล ก็ต้องเป็ผู้มีชื่อเสียง ถึงจะสามารถเข้ามารับประทานอาหารที่นี่ได้ นอกจากวัตถุดิบที่สดใหม่ รสชาติที่ยอดเยี่ยมบวกกับการตกแต่งที่หรูหรา ส่งผลให้อาหารในร้านมีราคาสูงลิบลิ่ว จนชาวบ้านธรรมดาทั่วไปยากที่จะเข้ามาแม้เพียงสักครั้งหนึ่ง
ห่านตัวนั้นวิ่งหนีพ่อครัวอย่างเอาเป็เอาตาย ราวกับว่า หากมันหยุด หัวของมันคงจะหลุดด้วยเป็แน่ มันหลบซ้ายที ขวาที วิ่งวนเป็วงกลมอยู่ภายในร้าน
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งร้องดังขึ้นมาว่า
“เสี่ยวหง”
แน่นอนว่าเ้าของเสียงนี้คือเสี่ยวฮวานั่นเอง นางและคนอื่นๆ ได้ยินเสียงดังมาจากด้านล่าง จึงออกจากห้องรับรองมาชมดูเหตุการณ์ นึกไม่ถึงว่าจะเห็นห่านตัวหนึ่งวิ่งไล่จับกับพ่อครัว
เมื่อห่านตัวนั้นได้ยินเสียงเรียกของเสี่ยวฮวา มันรีบกึ่งวิ่งกึ่งบินเข้าไปหาเสี่ยวฮวาในทันที มันส่งเสียงร้องดังรัวยาว ราวกับกำลังฟ้องนางอยู่ ว่ามีคนกำลังจะทำร้ายมัน
เสี่ยวฮวาพนักหน้ารับ เหมือนนางจะฟังเข้าใจ อย่างไรอย่างนั้น
พ่อครัวที่ตามมาด้านหลังรีบวิ่งตามมาพร้อมมีดทำครัวอันใหญ่ในมือ
“มาให้ข้าจับซะดีๆ ไอ้หน้าขน” เขารีบวิ่งตามมาด้วยความโกรธอย่างมาก แต่ก่อนจะทันถึงตัว ห่านตัวนั้นก็โผเข้าอ้อมกอดของเสี่ยวฮวา ตัวมันใหญ่กว่าอ้อมกอดเล็กๆ ของเด็กน้อย สภาพของทั้งสองจึงดูทุลักทุเล
ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยสิ่งใดขึ้น พ่อครัวได้ตามมาถึงในทันที เขาหยุดชะงัก จ้องมองไปทางเด็กน้อย และผู้ใหญ่ทั้งสามคนด้านหลัง เมื่อเห็นดังนั้น เขารีบยืนสำรวมด้วยท่าทีความเคารพ และกล่าวว่า
“คาราวะ อ๋องน้อยหยาง นายน้อยไป๋ คุณหนูไป๋ แล้วเอ่อ แม่นางน้อย นี่คือ...” พ่อครัวกล่าวพร้อมทำท่าคาราวะทั้งสามคน เขามองไปทางเสี่ยวฮวาอย่างสงสัย แต่ไม่วายที่จะจ้องมองไปทางห่านในอ้อมกอดเสี่ยวฮวาพร้อมสายตาอาฆาตแค้น
พวกเขาทั้งสามมักมารับประทานอาหารที่นี่เป็ประจำ ทำให้คนในภัตรคารรู้จักกับทั้งสามคน
“แม่นางน้อยผู้นี้มีนามว่า เสี่ยวฮวา ว่าแต่มีอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ พ่อครัวฝู” ไป๋หานกล่าวถามขึ้นราวกับคุ้นเคยกับพ่อครัวกันเป็อย่างดี
“คือเื่มันมีอยู่ว่า...” พ่อครัวได้เล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ทั้งสามคนฟัง “ก่อนหน้านี้ระหว่างข้าน้อยทำอาหารตามปกติ ห่านตัวนี้ได้เข้ามาด้านหลังร้าน และมาก่อกวน จิกกินผักหลายอย่างในครัว จนทำให้ข้าวของในร้านเสียหายอย่างที่เห็น ข้าจึงไล่ตามเพื่อจับมันเพื่อเอามาตุ๋นทำน้ำแกงขอครับนายน้อย”
พ่อครัวฝูเล่าไปพร้อมสีหน้าโกรธแค้นอย่างที่สุด วันนี้ในขณะที่เขาทำงานตามปกติ กลับมีสัตว์หน้าขนเข้ามาก่อนกวน จนเขาไม่สามารถทำอาหารต่อได้ หากวันนี้เขาไม่ได้จับมันมาตุ๋นน้ำแกง อย่าหวังว่าจะเลิกรา
หลังพ่อครัวฝูเล่าจบ ทุกคนหันมาจ้องมองเ้าห่านสีขาวตัวอวบอ้วนที่อยู่ในอ้อมกอดเล็กๆ ของ เสี่ยวฮวาเป็ตาเดียวกัน สมควรแล้วที่จะพ่อครัวฝูจะโกรธ หากเป็พวกเขา ไม่แน่ว่าจะทำมากกว่านี้ก็เป็ได้
เมื่อสายตาพุ่งเป้ามาแบบนี้ เหมือนเ้าตัวต้นเื่จะเข้าใจภาษามนุษย์ มันรีบเอาหน้าซุกเข้าอ้อมกอดของเด็กหญิงตัวน้อย เหมือนกับว่า ข้าไม่เห็นพวกเ้าแล้ว พวกเ้าก็น่าจะไม่เห็นข้าเช่นกัน
แต่ไหนเลยจะอยู่ในอ้อมกอดของเด็กหญิงได้นาน ทั้งคนทั้งห่านต่างก้นจ้ำเบ้า นั่งลงไปบนพื้น หลังจากนั้นก็มีเสียงเล็กๆ ดังขึ้นว่า
“เสี่ยวหง เ้าตัวหนักเกินไปแล้วนะ ข้าบอกเ้าแล้วใช่มั้ยว่าอย่ากินเยอะเกินไป”
ห่านตัวนั้นก้มหน้าลงราวกับสำนึกผิด พร้อมทั้งส่งสายตาปริบๆ ให้เสี่ยวฮวา
ขณะนั้นเอง มีเสียงหัวเราะดังขึ้น เป็เสียงหญิงสาวนางหนึ่ง นางสวมชุดสีแดงสดแต่งปลายกระโปรงด้วยด้ายสีทอง สอดรับกับปิ่นทองรูปนก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องเป็คุณหนูจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง หลังจากหัวเราะให้กับหนึ่งเด็กหนึ่งห่านแล้ว นางก็พูดขึ้นว่า
“แม่หนูน้อย เ้านี่ตลกจริงๆ เ้าเป็ลูกบ้านไหนหรือ”
นางกล่าวแบบยิ้มๆ
“ข้าไม่ใช่เด็กน้อย ข้าชื่อเสี่ยวฮวา บ้านอยู่ที่หมูบ้านต้นไม้ เสี่ยวฮวากำลังเดินทางมาตามหาท่านพ่อเ้าค่ะ”
“เอ๋ เ้ามาตามหากับใครงั้นหรือ”
“ข้ามากับเสี่ยวหงเ้าค่ะ” เสี่ยวฮวาพูดพร้อมกับชี้ไปที่ห่านที่นอนหมอบราวกับสำนึกผิดอยู่กับพื้น ส่งผลให้เสียงหัวเราะของหญิงสาวยิ่งดังขึ้นไปอีก
“ข้าชื่ออี้ผิงนะ ว่าแต่เ้าตามหาท่านพ่อของเ้าพบแล้วหรือ”
เสี่ยวฮวาไม่ตอบคำถามในทันที แต่นางเหลือบสายตาไปมองที่หยางหรงอย่างสื่อความหมายว่า ข้าคิดว่าท่านนี้นี่แหละคือพ่อของข้า เมื่อเห็นสายตาของเสี่ยวฮวา อี้ผิงก็เลื่อนสายตาตามไปปะทะเข้ากับบุรุษรูปงาม นางจำได้ว่า เขาคือโอรสองค์รองของหยางอ๋อง หรือว่าอ๋องน้อยหยางจะมีลูกแล้ว ทำไมนางไม่เคยได้ยินเื่นี้มาก่อน ต้องกล่าวก่อนว่าแม้นางจะเป็สตรี แต่ก็มีศักดิ์เป็ถึงหลานสาวเพียงหนึ่งเดียวของจวนแม่ทัพ พ่อแม่ของนางเสียไปั้แ่นางยังเด็ก นางและพี่ชายจึงอยู่ภายใต้การดูแลของแม่ทัพอี้ ผู้มีศักดิ์เป็อาของนาง ถึงจะบอกว่าเป็ท่านอา แต่ด้วยความที่ท่านปู่ท่านย่ามีลูกชายคนสุดท้ายตอนอายุเยอะ ทำให้นางและท่านอาของนางมีอายุห่างกันเพียงแค่ 10 กว่าปี เท่านั้น ถึงแม้อายุจะห่างกันไม่มาก แต่ความสามารถของท่านอาของนางกลับเป็ที่เลื่องลือ เขาเป็ชายหนุ่มที่รูปร่างสันทัด หน้าตาคมคายเขาเป็แม่ทัพใหญ่ั้แ่อายุ 25 ปี ควบคุมกำลังพลหลายหมื่นนาย เป็ที่หมายปองของสาวๆ ทั่วแคว้น แต่น่าเสียดายที่ท่านอาของนางสนใจเพียงเื่การรบ ดังนั้นท่านอาของนางจึงยังมิแต่งภรรยาจนถึงตอนนี้
อี้ผิง เปิดร้านน้ำชาเล็กๆ บนถนนหลัก เพื่อเป็ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข่าวสาร เื่ซุบซิบต่างๆ นาๆ มีทั้งเื่ที่เป็จริงและข่าวลือ แต่นางกลับไม่เคยได้ยินเื่ของอ๋องน้อยหยางมีลูก
อี้ผิงติดอยู่ในภวังค์ ทำให้นางลืมสนใจรอบตัว
ไป๋หานเห็นสถานการณ์ในตอนนี้ออกจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง เข้าจึงกระแอมออกมาเล็กน้อย เพื่อเรียกสติของทุกคนกลับมา
“พ่อครัวฝู ห่านตัวนี้เป็สหายของเสี่ยวฮวา หากท่านจะทำร้ายมันคงจะไม่ได้เสียแล้ว งั้นเอาเป็ว่าค่าเสียหายทั้งหมด ข้าจะช่วยรับผิดชอบเอง ท่านปล่อยห่านตัวนี้ไปได้หรือไม่”
ไป๋หานหันไปพูดกับพ่อครัว
แม้พ่อครัวยังรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ในตอนนี้ จึงได้แต่ตอบรับคำและกลับเข้าห้องครัวไป
หลังจากนั้นไป๋หาน ได้เชิญอี้ผิงเข้ามารับประทานอาหารร่วมกัน ห่านน้อยที่เหมือนรู้ว่าตนทำผิด ได้เดินตามเสี่ยวฮวาอย่าสงบเสงียม เมื่อทานอาหารเสร็จ อี้ผิงรู้สึกถูกชะตากับเสี่ยวฮวาั้แ่แรกเห็น จึงอดชวนเด็กหญิงตัวน้อยไม่ได้ว่า
“เ้ามีที่พักแล้วหรือยัง หากยังเ้าไปพักกับข้าก่อนดีหรือไม่ ข้าจะช่วยเ้าตามหาท่านพ่อของเ้า”