เย่จื้อเหอถูกเตะล้มกลิ้งไม่เป็นท่านอนกองอยู่กับพื้นแต่ก็ยังยืนกรานหนักแน่น “ทุกคนต่างเรียกข้าน้อยว่าเย่ซิ่วไฉหากไม่เชื่อ พวกท่านลองไปถามดูได้เลย”
ขณะที่เขากล่าวเช่นนั้นก็รู้สึกภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อยแม้จะมีสกุลเย่มากมายในใต้หล้า แต่เมื่อเอ่ยถึงเย่ซิ่วไฉผู้คนก็รู้จักแต่เขาเท่านั้น
หากครั้งนี้ยังไม่สามารถรวบรวมค่าเดินทางได้เขาก็ทำได้เพียงต้องหมั้นหมายกับบุตรสาวของนายท่านหวังเท่านั้นผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่นั้นสนิทสนมกับบ้านของพวกเขาก็คงหวังจะได้เขยผู้เก่งกาจเช่นเขาเป็นแน่ถึงเวลานั้นแม้จะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง แต่ชายหนุ่มผู้ใดเล่าจะไม่ใฝ่ฝันที่จะแต่งงานกับหญิงงามเลอโฉมคุณหนูหวังผู้นั้นอ้วนประหนึ่งหมู จะไปลิ้มรสความสุขได้อย่างไร!
ในขณะนั้นเองเย่จื้อเฟิงก็ถือน้ำแกงสร่างเมาออกมาพร้อมกับเผยรุ่นจือเมื่อเห็นเย่จื้อเหอนอนคว่ำอยู่บนพื้น พวกเขาก็มีสีหน้ามืดครึ้ม“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“คนผู้นี้ไม่เต็มบาท!” เผยฉางสี่ได้ยินดังนั้นก็ยื่นหน้าออกมาทันที
เย่จื้อเฟิงส่งน้ำแกงสร่างเมาให้เว่ยชิ่งก่อนจะจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจ “หรือว่าสกุลเย่มีใครถูกทำร้ายอีกแล้ว?”
นี่เป็นการเสียดสีว่าครอบครัวของพวกเขามักจะแสร้งทำตัวเป็นเหยื่ออยู่เสมอเย่จื้อเหอลุกขึ้นยืน สะบัดแขนเสื้ออย่างเย็นชา “ข้าไม่พูดกับคนไร้การศึกษา”
เย่จื้อเฟิงไม่เคยเข้าสำนักศึกษาอักษรที่เขารู้ก็คือตัวอักษรที่เย่ชิงชิงสอนตอนกลางคืน ซึ่งเขาก็จำได้ไม่มากนักขณะนี้เขาแค่นยิ้ม “บัณฑิตย่อมหยิ่งทระนงแต่ขออย่าให้เป็นแค่ลมปากเลย กระทำตัวให้มีสิ่งที่เรียกว่า...คุณธรรมมันทำไม่ได้เลยหรือ?”
คำพูดนี้ทำให้เว่ยชิ่งหลุดหัวเราะออกมาแม้เขาจะเป็นเพียงบ่าวรับใช้ แต่เมื่ออยู่ในตระกูลเผย เขาก็ได้พบเห็นผู้คนมากมายบัณฑิตผู้นี้เมื่อแรกเห็นก็รู้ว่าไม่เคยออกไปพบเจอโลกภายนอกเปรียบเสมือนกบในกะลาที่หลงตนเองว่าสูงส่ง
“ใต้หล้ายังไม่ไร้ความเป็นธรรม ข้าได้พบคุณหนูผู้นี้ นี่คือชะตาฟ้าลิขิต”เย่จื้อเหอแสร้งทำเป็นกล้าหาญ
เว่ยชิ่งพลันสีหน้ามืดครึ้ม“ข้าขอเตือนท่านว่าอย่าได้บังอาจกล่าวเช่นนี้ต่อหน้าพวกเราอีกไม่เช่นนั้นท่านจะต้องเสียใจ!”
“มีอะไรจะชี้แนะหรือ?” เผยรุ่นจือที่เดินออกมาในขณะนี้อารมณ์ดีมากใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มอบอุ่นดุจสายลมวสันต์
เมื่อเห็นเขาเย่จื้อเหอเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความประหลาดใจแม้จะเคยพบกันเพียงครั้งเดียวในที่ว่าการ แต่คงไม่มีใครลืมใบหน้าเช่นนี้ลง
เว่ยชิ่งรีบสาวเท้าไปข้างหน้าและกระซิบอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อพูดจบเขาก็ถลึงตาใส่เย่จื้อเหอ เพียงแค่คำสั่งเดียวเขาก็พร้อมที่จะปรี่เข้าไปซ้อมมันผู้นั้นให้ฟันหักคาพื้น
เผยรุ่นจือฟังจบรอยยิ้มหายไปทันที เขายกแขนขึ้นกอดอก แล้วถามอย่างเฉยเมย“เจ้าบอกว่า อยากแต่งงานกับน้องสาวข้าหรือ?”
“ใช่ ใช่ขอรับ” เย่จื้อเหอยืดอก “ข้าน้อยชนกับคุณหนูยามที่นางมึนเมาโดยไม่ได้ตั้งใจเพื่อรักษาชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของนาง ข้า...”
“ใครมันให้ความกล้ากับเจ้า?” เผยรุ่นจือสะบัดแขนเสื้อแล้วกระโดดขึ้นขี่ม้าเขามองลงมายังอีกฝ่ายจากเบื้องบน “หากมาสู่ขออย่างเปิดเผยก็ยังไม่ถึงกับน่าดูถูกแต่เจ้ากลับใช้วิธีเช่นนี้...”
“ก็แค่คนพาลไร้ยางอาย!” เย่จื้อเฟิงที่อยู่ข้างๆแทรกคำพูดขึ้นมา
เย่จื้อเหอผู้หยิ่งทะนงมาตลอดพลันหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่พอใจ“ครั้งนี้ข้าจะไปเมืองหลวงหากสอบได้ตำแหน่งแล้วกลับมาแต่งงานกับคุณหนูมิใช่จะกลายเป็นเรื่องราวเล่าขานอันดีงามหรือ?”
เผยรุ่นจือไม่แม้แต่จะสนใจอีกเขากลับหัวม้าแล้วสั่งให้เคลื่อนที่ “เว่ยชิ่งบังคับรถ!”
“ขอรับ” เว่ยชิ่งรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่นายของตนไม่ชอบการลงไม้ลงมือหากเป็นผู้อื่นคงจะโดนซ้อมไปก่อนแล้วค่อยเจรจา
เย่จื้อเฟิงกล่าวลาพวกเขา“ขอให้คุณชายเดินทางโดยสวัสดิภาพวันนี้ข้าน้อยเสียมารยาทเป็นอย่างยิ่ง”
“ไม่เป็นไร” เผยรุ่นจือยิ้มให้เขาแล้วหันไปพูดกับเย่จื้อเหออย่างเชื่องช้า “คนเราควรมีปัญญารู้จักประมาณตน ข้าพูดได้เพียงเท่านี้”
กล่าวจบก็กดขาหนีบสีข้างม้าหวดแส้ ม้าก็พุ่งทะยานออกไป
คนผู้นั้นไม่คิดจะสนใจเจ้าเลยสักนิดเย่จื้อเฟิงกลอกตาใส่เย่จื้อเหอ แล้วหันหลังกลับเข้าบ้าน‘ปัง’ ปิดประตูลงอย่างแรง
“เป็นคุณหนูสกุลเผยนี่เอง...” เย่จื้อเหอยืนนิ่งงันมองรถม้าที่แล่นลับหายไปจนสุดสายตา
นับตั้งแต่วันปิดคดีในที่ว่าการด้วยความที่เผยรุ่นจือมีรูปลักษณ์โดดเด่นประกอบกับที่ปรึกษาเฉินกล่าวว่าเขามีฐานะไม่ธรรมดาหลังจากนั้นคนในสกุลเย่จึงสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ได้รู้เกี่ยวกับห้างร้านไท่หรานและสกุลเผย
นั่นคือคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองสืออัน!ความคิดของเย่จื้อเหอก็เริ่มเคลื่อนไหว เมื่อเห็นรถม้าก็รู้ว่ามีฐานะไม่ธรรมดาแถมคุณหนูยังน่ารักน่าเอ็นดู ดีกว่าบุตรสาวอ้วนพีของเถ้าแก่หวังหลายร้อยเท่า!
เพียงแต่เขาก็รู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อยเมื่อเผชิญหน้ากับคำเตือนของเผยรุ่นจือ...
เมื่อนางซูทราบเรื่องนี้นางก็ถอนหายใจด้วยความรู้สึกผิด “คนเขามาเยี่ยมเยียนดีๆไฉนจึงมาเจอไอ้ตัวซวยเย่จื้อเหอเข้าให้ได้!”
ช่างเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจเหลือเกินหวังว่าพี่น้องสกุลเผยจะไม่เก็บไปใส่ใจ นางกล่าวพลางดึงเย่ชิงชิงไปเตือนอีกครั้ง
“ข้ารู้แล้วว่าข้าผิดเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงก้มหน้ายอมรับผิดอย่างเชื่อฟังบรรพบุรุษกล่าวว่าดื่มเหล้าแล้วมักเกิดเรื่องร้ายคำกล่าวของคนโบราณมิใช่เรื่องหลอกลวงเลย
เมื่อดื่มเหล้าจนเกิดช่องโหว่ย่อมเปิดโอกาสให้ผู้อื่นเข้ามาฉวยโอกาส จำไว้ว่าต้องยิ้มรับอันตรายเสมอ
“พรุ่งนี้เช้าเจ้าต้องไปเยี่ยมเยียนคุณหนูเผย” นางซูกล่าวอีกครั้ง“พอดีกับที่นาจะเก็บเกี่ยวข้าวได้แล้วให้จินหยวนไปจับปลาในนาข้าวให้เจ้าเอาติดไปด้วยสักสองสามตัวแล้วกัน”
พวกเขามีที่นาเพียงไม่กี่หมู่ตอนนั้นก็ได้ทำตามอย่างชาวนาคนอื่นที่ปล่อยลูกปลาลงไปในนาข้าวประการแรกคือสามารถจับมากินได้ประการที่สองคือใช้ปลาเพื่อกินแมลงศัตรูพืชและวัชพืชในนาข้าว ขับถ่ายมูลเป็นปุ๋ยและพลิกดินเพื่อส่งเสริมการย่อยสลายปุ๋ยธรรมชาติ
ปลาในนาข้าวมีรสชาติอร่อยและนำมาประกอบอาหารง่ายแม้เย่ชิงชิงอยากจะแบ่งปันความอร่อยนี้กับเผยฉางสี่ แต่นางก็ปฏิเสธ“ข้าไม่ไปเจ้าค่ะ”