จี้หมัวมัววางชาลงข้างๆ แล้วถามอย่างระมัดระวัง “ข้าได้ยินมาว่าวันนี้หลิงอ๋องพาทหารออกไปนอกเมืองเพื่อตามจับพระชายาซื่อจื่อเรื่องคบชู้ แต่เรื่องนั้นเป็นเพียงความเข้าใจผิดไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดท่านยังไม่พอใจเล่า”
ฉู่จี้เฟิงพูดเสียงแผ่ว “แต่ก่อน ตอนนางอยู่ที่หมู่บ้านเป่ยเหอ นางเคยมีความสัมพันธ์กับปัญญาชนคนหนึ่ง”
“เป็นไปไม่ได้!” จี้หมัวมัวอุทาน “พระชายาเคยบอกว่านางหลงใหลในตัวท่าน ไฉนจะมีใจให้ผู้อื่นได้เล่า”
“ก็มีเพียงเจ้าที่เชื่อคำพูดเหลวไหลของนาง นางไม่มีใจให้ข้าเลย”
จี้หมัวมัวได้ยินแล้วกลับหัวเราะขึ้นมา “ดูเหมือนพระชายาจะไม่ได้เสียสติไป ยังคงปกติดี”
ฉู่จี้เฟิงจ้องมองจี้หมัวมัว “หมัวมัว เจ้าว่าอะไรนะ ข้ายังเทียบกับปัญญาชนนั่นไม่ได้เลยหรือ”
จี้หมัวมัวไหวไหล่ “บ่าวเพียงพูดความจริงเท่านั้น แต่บ่าวอยากรู้ว่าเจ้าปัญญาชนนั่นอยู่ที่ใด จะได้ไปดูเสียหน่อยว่าควรเปรียบเทียบหรือไม่”
“ดูอะไรอีก ครั้งนี้มีคนใช้ปัญญาชนผู้นั้นมาทำลายชื่อเสียงของนาง นางจึงให้ฉินเย่ช่วยจัดการ แล้วก็จับตัวบัณฑิตคนนั้นไป ตอนนี้เขาอยู่ที่ที่ว่าการ เกรงว่าป่านนี้คงถูกตัดลิ้นไปแล้ว” ฉู่จี้เฟิงกล่าว
ในใจของเขายังคงขุ่นเคืองอยู่
รู้อย่างนี้ควรฆ่าปัญญาชนสกปรกนั่นไปเสียตั้งแต่แรก กล้าดีอย่างไรถึงซ่อนผ้าเช็ดหน้าที่นางปักเองไว้!
จี้หมัวมัวฟังแล้ว ตอนแรกก็ดีใจ แต่ต่อมากลับส่ายหัวเบาๆ “ซื่อจื่อ ท่านนี่กำลังผูกมัดตนเองเสียแล้ว แต่ก็ดีแล้ว บ่าวรับใช้ท่านมานานขนาดนี้ ยังไม่เคยเห็นท่านมีใจให้ใครมาก่อนเลย”
ผูกมัดตนเอง?
ฉู่จี้เฟิงที่กำลังหงุดหงิด พอฟังคำพูดของจี้หมัวมัว ก็รู้สึกแจ่มใสขึ้นมาทันที
ใช่แล้ว เขาจะต้องไปเปรียบเทียบกับก่วงเหวินเทาทำไม
หากซูอิ่นเย่ว์ยังมีเยื่อใยกับอีกฝ่ายสักนิดเดียว นางคงไม่ใช้แผนการนี้ให้ก่วงเหวินเทาถูกส่งตัวไปที่ว่าการ และยิ่งไม่อาจนิ่งเฉยต่อการที่ก่วงเหวินเทาถูกตัดลิ้น
คิดถึงตรงนี้ ฉู่จี้เฟิงจึงเผยรอยยิ้มออกมา
จี้หมัวมัวเห็นเจ้านายอารมณ์ดีขึ้น นางก็พลอยยิ้มตาม ก่อนกล่าวว่า “เช่นนั้น บ่าวจะไปเรียกพระชายามาดูอาการของท่านดีหรือไม่”
ฉู่จี้เฟิงส่ายศีรษะ “ข้ารู้สึกเหนื่อย ต้องนอนพักสักสองสามวัน นางมาที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์”
ช่วงที่เขาออกจากเมืองหลวงแทบไม่ได้นอนเลย เขาสามารถจินตนาการได้ว่าตอนนี้ตนเองดูแย่แค่ไหน
“ท่านเป็นแบบนี้ตลอด ร่างกายจะพังหมดแล้ว”
จี้หมัวมัวขมวดคิ้ว ทั้งดีใจและเป็นกังวล
นายท่านของนางอยู่ในตำแหน่งสูงส่ง ประสบความสำเร็จเป็นเรื่องที่ดี แต่ชัดเจนว่ามันเป็นเพียงความรุ่งโรจน์ภายนอก เบื้องหลังกลับต้องแลกมาด้วยความทรมาน เขาก็เพิ่งจะยี่สิบต้นๆ เท่านั้นเอง
หลังจากฉู่จี้เฟิงหลับไป จี้หมัวมัวยังไม่วางใจ จึงไปตามซูอิ่นเย่ว์มาดูอาการ
หลังจากตรวจชีพจรแล้ว ซูอิ่นเย่ว์กล่าวว่า “อาการเหมือนเดิม แต่ไม่ได้แย่ลงก็ถือว่าเป็นเรื่องดี คงเพราะซื่อจื่อลำบากมากเกินไปในช่วงก่อนหน้านี้ จึงต้องพักผ่อนสักสองสามวัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
จี้หมัวมัวพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
ฉางอู๋อิ่งกลับแค่นเสียง “ซื่อจื่อจะไม่เหนื่อยได้อย่างไร เขาเป็นห่วงว่าเจ้าจะถูกรังแกในเมืองหลวง จึงไม่ได้นอนตลอดหลายวัน เร่งสะสางงานให้เสร็จแล้วรีบกลับมา”
มือของซูอิ่นเย่ว์ชะงักไป ก่อนจะเงยหน้ามองฉางอู๋อิ่งแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดถูกใครรังแกง่ายๆ”
แต่ฉู่จี้เฟิงเป็นคนรักความสะอาดที่สุด พอเขากลับมาก็นอนบนเตียงหลัวฮั่นทันที โดยไม่แม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้า แสดงว่าเขาคงเหนื่อยจนหมดแรงจริงๆ
นางไม่ได้ใจแข็งนัก จึงช่วยจี้หมัวมัวถอดเสื้อนอกของเขาออก แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดมือและเท้าของเขาให้สะอาด
ขณะจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย มีจี้ทองคำชิ้นเล็กหล่นลงมา
ซูอิ่นเย่ว์หยิบขึ้นมา พบว่ามันดูเหมือนกุญแจขนาดเล็ก แถมลวดลายที่แกะสลักยังดูคุ้นตา
ทันใดนั้น นางนึกขึ้นได้ จึงยกมือขึ้นเทียบดู พบว่าลวดลายของมันเหมือนกับลายบนกำไลทองของนางไม่มีผิด!
มันเป็นของคู่กัน!
ในตอนนี้ ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกสับสนยิ่งกว่าเดิม
นางเม้มปากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางจี้ทองคำเล็กๆ ไว้ข้างกายฉู่จี้เฟิง
เพราะก่อนหน้านี้มีเสียงเอะอะรบกวน ฉู่จี้เฟิงจึงขมวดคิ้วแน่นไม่คลาย ซูอิ่นเย่ว์จึงไปที่ห้องยา นำผงยาสำหรับช่วยให้ผ่อนคลายมาเติมลงในเตาจุดกำยาน
ควันหอมลอยอ้อยอิ่ง กลิ่นหอมช่วยให้จิตใจสงบ ในที่สุดคิ้วของฉู่จี้เฟิงก็คลายลง พร้อมกับพลิกตัวอย่างสบายใจ
ซูอิ่นเย่ว์ทำงานยุ่งไปมา ฉางอู๋อิ่งมองดูอยู่ตลอด
เมื่อเห็นนางออกจากห้องนอน เขาก็ขวางทางนางไว้ แล้วส่งกล่องใบหนึ่งให้
ซูอิ่นเย่ว์ไม่คิดถามอะไร เปิดกล่องออกดู พบว่าข้างในคือโสมม่วงอายุร้อยปี!
ฉางอู๋อิ่งกล่าวเสียงเย็นชา “ตอนที่พวกเราออกไปทำภารกิจกัน เห็นร้านขายยารับของชิ้นนี้มา ซื่อจื่อบอกว่าเจ้าต้องชอบแน่ๆ จึงไม่ลังเลที่จะจ่ายเงินก้อนโตซื้อมาให้
“วันนี้เจ้าช่างไม่รู้จักดีชั่ว ทำร้ายจิตใจซื่อจื่อ ข้าแต่เดิมก็ไม่อยากมอบให้เจ้า แต่...แต่เห็นเจ้าพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ก็เอาเถอะ”
ซูอิ่นเย่ว์ปิดกล่องลง ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ขอบคุณหรือดีใจเลย
“เจ้าคิดว่าซื่อจื่อปฏิบัติต่อข้าดีหรือ” ซูอิ่นเย่ว์ถาม
ฉางอู๋อิ่งได้ยินเช่นนั้นก็โกรธขึ้นมาทันที แต่เพราะฉู่จี้เฟิงกำลังหลับอยู่ในห้อง เขาจึงไม่กล้าขึ้นเสียง
“ซื่อจื่อดีกับเจ้ามาก! ตอนที่เจ้าถูกวางยาส่งตัวเข้ามา ซื่อจื่อไม่ได้ฆ่าเจ้า ซ้ำยังปกป้องเจ้าตลอด เจ้ากลับไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ เจ้าช่างไร้หัวใจ!”
“ซื่อจื่อไว้ชีวิตข้า และปกป้องข้าต่อหน้าผู้อื่น ข้าย่อมรู้สึกขอบคุณ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความกตัญญู ไม่มีอะไรอื่นอีก” ซูอิ่นเย่ว์กล่าวอย่างจริงจัง
ฉางอู๋อิ่งมองนางอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้า...เจ้านี่มันเกินไปแล้ว! เจ้าดูไม่ออกเลยหรือว่าซื่อจื่อชอบเจ้า?!”
นายท่านของเขาดีเพียงนี้ ซูอิ่นเย่ว์กลับพูดว่าเป็นเพียงความกตัญญู! นี่มันไม่ใช่การทำร้ายหัวใจของนายท่านเขาหรอกหรือ!
ซูอิ่นเย่ว์กระตุกมุมปากเล็กน้อย ก่อนย้อนถามกลับไปว่า “หากซื่อจื่อชอบข้า แล้วเหตุใดตอนแรกจึงต้องวางแผนทดสอบข้าและใช้ประโยชน์จากข้าด้วยเล่า เช่นนั้นความชอบของเขาคงเป็นสิ่งที่ไร้ค่าโดยแท้”
นี่คือปมในใจของซูอิ่นเย่ว์ที่ยังไม่อาจก้าวข้ามไปได้
นางเข้าใจว่าฉู่จี้เฟิงระแวดระวังตนเอง จึงต้องคอยทดสอบนางอยู่เสมอ
ทว่าหากเขาเพียงต้องการระแวดระวังนาง และเลือกที่จะรักษาระยะห่างจากนางไปตลอดก็เพียงพอแล้ว ไยจึงต้องก้าวข้ามเส้นแบ่งนั้นมาด้วย
ในเมื่อในใจมีผู้อื่นอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ควรอย่ามาวุ่นวายกับนางเลย
“นั่นเป็นเพราะ…” ฉางอู๋อิ่งกัดฟันแน่น ทว่าไม่รู้จะโต้กลับเช่นไร สุดท้ายทำได้เพียงกัดฟันเอ่ยว่า “ซื่อจื่อเป็นบุรุษสูงศักดิ์ หากเขามีใจให้เจ้าเพียงหนึ่งส่วน เจ้าก็ต้องมีใจให้เขาถึงสิบส่วน!”
“โอ้ ทุกคนล้วนเกิดจากบิดามารดาเหมือนกัน ไยเขาจึงมีสิทธิ์กำหนดเช่นนั้นได้” ซูอิ่นเย่ว์เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “หากเป็นเรื่องฐานะ ข้าย่อมยอมรับ เพราะในแผ่นดินนี้ย่อมมีความสูงต่ำต่างกันแต่กำเนิด ทว่าหากเป็นเรื่องของความรู้สึกบุคคล เหตุใดต้องถูกบังคับเล่า ฉางอู๋อิ่ง เจ้าเห็นว่าการที่ซื่อจื่อโปรดปรานข้าเป็นบุญวาสนาที่ข้าสั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน ทว่าในสายตาของข้าแล้ว เขาหาใช่คู่ครองที่เหมาะสมของข้าไม่”
ฉางอู๋อิ่งโกรธจนอกแทบระเบิด “เจ้ามันก็แค่บุตรสาวอนุภรรยาเล็กๆ คนหนึ่ง…กลับกล้าดูแคลนซื่อจื่อเช่นนั้นหรือ!”
“ใช่ ใช่ ใช่ ข้าเป็นเพียงบุตรสาวอนุภรรยาที่ต่ำต้อย ย่อมไม่คู่ควรกับซื่อจื่อของเจ้า” ซูอิ่นเย่ว์วางกล่องในมือลง ก่อนหมุนตัวออกจากเรือนหลักโดยไม่แม้แต่หันกลับไป
ฉางอู๋อิ่งโกรธจนพูดจาไม่เป็นศัพท์
เมื่อซูอิ่นเย่ว์เดินออกจากเรือนหลัก ย่อมได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นมาเช่นกัน
นางเบ้ปาก
ชาติก่อนตัวนางเคยเป็นดั่งดวงเดือนกลางหมู่ดาว ใครจะรู้ว่าที่นี่ทุกคนกลับพูดกันว่านางเป็นเพียงบุตรสาวอนุ ไม่คู่ควรกับฉู่จี้เฟิง
ถุย!
ดูท่าว่าจะไปเกาะขาใครไม่ได้แล้ว ถ้าหากแย่กว่านี้อาจต้องขายตัวเสียด้วยซ้ำ!