แสงจันทราสาดส่องลงมากระทบเรือนพักของซูเหยียนหราน บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดวังเวง ภายหลังงานเลี้ยงฉลองเลิกรา มู่ฝานกำลังก้าวเดินกลับไปยังเรือนพักของบ่าวไพร่ ทว่าจู่ๆ ฝีเท้าของเขากลับต้องชะงักลง คิ้วเรียวเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
"กลิ่นอายเย็นเยือก"
ประสาทััที่ได้รับการยกระดับจากกายากระบี่ดาราและโอสถไขกระดูกั ส่งผลให้เขาสามารถรับรู้ถึงความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว อากาศรอบเรือนพักของซูเหยียนหรานพลันหนาวเหน็บลงอย่างกะทันหัน อุณหภูมิลดต่ำลงจนหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าเริ่มจับตัวแข็งเป็เกล็ดน้ำแข็ง
"นี่มิใช่ความเย็นตามธรรมชาติ ทว่าเป็กลิ่นอายแห่งพิษร้าย"
มู่ฝานไม่รอช้า เขาพลิ้วกายทะยานข้ามกำแพงสูง เข้าสู่ลานเรือนของภรรยาในนามทันที
ภายในห้องนอนของซูเหยียนหราน ยามนี้หญิงสาวกำลังนอนดิ้นรนทุรนทุรายอยู่บนเตียงด้วยความทรมาน ใบหน้านางซีดเผือดไร้สีโลหิต ริมฝีปากเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับกำลังถูกแช่อยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี เสี่ยวชุ่ยและสาวใช้คนสนิทอีกคนพากันวิ่งวุ่นด้วยความตื่นตระหนก พวกนางพยายามนำผ้าห่มมาคลุมกายเพิ่มให้แก่นาง ทว่ากลับไร้ผลโดยสิ้นเชิง
"หนาว... หนาวเหลือเกิน"
ซูเหยียนหรานครางเครือเสียงแ่เบา ร่างกายสั่นสะท้านจนฟันกระทบกันดังกึกๆ ความเ็ปจากการที่จุดตันเถียนถูกไอเย็นแช่แข็งนั้น ทรมานสาหัสยิ่งกว่าการถูกสั่งตายทั้งเป็เสียอีก
"คุณหนู อดทนไว้ก่อนนะเ้าคะ บ่าวส่งคนไปเรียนท่านประมุขและตามท่านหมอมาแล้ว"
สาวใช้คนสนิทร้องไห้โฮด้วยความสงสารและเวทนา
ปัง!
เสียงประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรง มู่ฝานก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียดดุดัน
"ท่านเขยขวัญ ท่านเข้ามาทำไมกัน รีบออกไปก่อนเถิด ยามนี้คุณหนูอาการกำเริบรุนแรงยิ่ง"
สาวใช้ละล่ำละลักด้วยความใ
"หลบไป"
มู่ฝานเอ่ยสั้นๆ ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยกระแสพลังกดดันมหาศาล จนสาวใช้ทั้งสองต้องยอมถอยร่นออกไปโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มก้าวเดินตรงไปยังเตียงนอน มองดูสภาพอันย่ำแย่ของซูเหยียนหรานแล้วดวงตาพลันหรี่เล็กลง ‘อาการสาหัสกว่าที่คาดคิดไว้ ไอเย็นเริ่มกัดกินลึกเข้าไปถึงอวัยวะภายในแล้ว’
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปคว้าจับข้อมือของหญิงสาว ััแรกที่ได้รับคือความเย็นะเืราวกับกำลังจับต้องก้อนน้ำแข็งหมื่นปี กระแสไอเย็นสายนั้นพยายามจะไหลย้อนแทรกซึมเข้ามาในร่างของมู่ฝานเพื่อหวังจะกัดกินพลังชีวิตของเขา
"หึ คิดจะทำร้ายข้าอย่างนั้นรึ"
มู่ฝานแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเ็า ก่อนจะเริ่มโคจร ‘เคล็ดวิชาดารา’ ในทันที พลังปราณสีเงินยวดอันอบอุ่นไหลทะลักออกจากจุดตันเถียน พุ่งผ่านฝ่ามือเข้าสู่ร่างของซูเหยียนหรานอย่างต่อเนื่อง
ซูเหยียนหรานที่ตกอยู่ในอาการกึ่งสลึมสลือพลันรู้สึกราวกับมีกระแสน้ำอุ่นสายหนึ่งไหลบ่าเข้ามาสยบความหนาวเหน็บในร่าง ความอบอุ่นนั้นมิได้ร้อนแรงแผดเผา หากแต่เป็ความอบอุ่นอันอ่อนโยนทว่าหนักแน่นมั่นคง มันค่อยๆ ไล่ต้อนกระแสไอเย็นที่เกาะกุมหัวใจของนางให้ถอยร่นออกไป หญิงสาวพยายามลืมตาขึ้นมอง ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวเลือนราง เห็นเพียงเสี้ยวใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่ดูจริงจังมุ่งมั่น หยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นตามไรผมของเขา
‘มู่ฝานอย่างนั้นรึ...’
ภายหลังเวลาผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูปดับ ไอเย็นะเืภายในห้องก็เริ่มจางหายไป สีหน้าของซูเหยียนหรานเริ่มปรากฏโลหิตฝาดขึ้นมาอีกครั้ง ลมหายใจกลับคืนสู่ความสม่ำเสมอ มู่ฝานค่อยๆ ถอนฝ่ามือออกพลางชักนำกระแสพลังกลับคืนสู่ร่าง เขาผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด การส่งผ่านพลังปราณเพื่อขับพิษร้ายให้แก่ผู้อื่นนั้น สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงและพลังกายมากกว่าการต่อสู้เข่นฆ่าเสียอีก โดยเฉพาะในยามนี้ที่ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขายังอยู่เพียงขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด ทว่าพิษร้ายในร่างของนางกลับแกร่งกล้าถึงเพียงนี้
"คุณหนู ท่านฟื้นแล้ว"
สาวใช้รีบถลาเข้ามาประคองร่างของนางด้วยความดีใจ
"เ้า... เ้าทำสิ่งใดกับข้ากันแน่"
ซูเหยียนหรานค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง นางจ้องมองมู่ฝานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและคำถามมากมาย
"ข้าก็เพียงแค่ช่วยให้เ้านอนหลับได้สบายขึ้นเท่านั้น"
มู่ฝานเอ่ยตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เขาก็ยืนกอดอกพิงเสาเตียงด้วยท่าทีผ่อนคลาย ก่อนจะถามต่อ
"อาการาเ็ของเ้า เป็เช่นนี้มาเนิ่นนานเท่าใดแล้ว"
"นับั้แ่... จุดตันเถียนของข้าถูกทำลายเมื่อสามปีก่อน ทุกค่ำคืนวันเพ็ญ อาการแช่แข็งนี้ก็จะกำเริบขึ้นมา" ซูเหยียนหรานเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา "ท่านหมอทั้งหลายต่างพากันบอกว่า มันเป็ผลกระทบจากการที่ธาตุไฟเข้าแทรกจนพลังปราณไหลย้อนกลับ"
"พวกหมอเ่าั้หากมิใช่คนโง่เง่าก็น่าจะเป็พวกตาบอด"
มู่ฝานเอ่ยโพล่งออกมาอย่างไร้ความเกรงใจ
"เ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่"
ซูเหยียนหรานเอ่ยถามด้วยความฉงน
"นั่นมิใช่ผลกระทบจากการฝึกปรือวรยุทธ์ล้มเหลวหรอก ทว่ามันคือ 'พิษเหมันต์พันปี' มีผู้ใดบางคนจงใจซัดฝ่ามือพิษใส่ร่างของเ้า เพื่อทำลายล้างรากฐานการบำเพ็ญเพียรของเ้าอย่างช้าๆ"
มู่ฝานจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของนางเขม็ง
"อะไรนะ"
ซูเหยียนหรานเบิกตากว้าง ทั่วทั้งร่างพลันชาฉ่าด้วยความตระหนก
"เป็ไปมิได้ ยามนั้นข้ากำลังกักตนฝึกปรือวิชาอยู่เพียงลำพังภายในห้องลับอันปิดตาย แล้วจะมีผู้ใดลอบเข้ามาทำร้ายข้าได้อย่างไรกัน"
"สำหรับยอดฝีมือที่แท้จริง คำว่าห้องปิดตายไม่มีอยู่จริงในยุทธภพหรอก" มู่ฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "เ้าลองทบทวนดูให้ดี ก่อนที่เ้าจะหมดสติไปในครานั้น เ้าได้ดื่มกินสิ่งใด หรือได้กลิ่นอายประหลาดอันใดบ้างหรือไม่ หรือมีผู้ใดที่สามารถเข้าถึงตัวเ้าได้บ้าง"
ซูเหยียนหรานนิ่งงัน คิ้วงามขมวดมุ่น ภาพความทรงจำเมื่อสามปีก่อนไหลบ่าข้ามกาลเวลาคืนกลับมา
"ในวันนั้น ก่อนที่ข้าจะเข้าสู่สมาธิฌาน ท่านอาสาม... ซูเจิ้นหนาน ได้นำ 'กำยานสงบจิต' มามอบให้แก่ข้า โดยบอกว่าเป็ของขวัญที่จะช่วยให้การเลื่อนขอบเขตพลังเป็ไปอย่างราบรื่น"
ดวงตาของนางพลันเบิกโพลงขึ้นทันทีเมื่อตระหนักถึงความเป็ไปได้อันน่าสะพรึงกลัวที่สุด
"หรือจะเป็... ท่านอาสาม"
มู่ฝานสลักชื่อ ‘ซูเจิ้นหนาน’ นี้ไว้ในใจทันที ก่อนจะเอ่ยต่อ
"ข้าเพียงแค่คาดการณ์ ทว่าพิษร้ายในร่างของเ้านั้นคือความจริง และยามนี้มันกำลังกัดกินพลังชีวิตของเ้าไปเรื่อยๆ หากยังปล่อยปละละเลยไว้เช่นนี้ ไม่เกินสองปี เ้าต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอน"
บรรยากาศภายในห้องพลันตกอยู่ในความเงียบงันจนน่าอึดอัดใจ
"แล้ว... พอจะมีหนทางเยียวยารักษานางบ้างหรือไม่"
ซูเหยียนหรานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ประกายแห่งความหวังอันริบหรี่พลันจุดประกายขึ้นในดวงตา หมอทั่วทั้งเมืองต่างพากันบอกว่านางหมดหนทางเยียวยา ทว่าชายหนุ่มตรงหน้ากลับสามารถระบุต้นตอของโรคได้อย่างแม่นยำยิ่ง
มู่ฝานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พลางทอดสายตามองม่านแสงระบบของหอคัมภีร์์
[สถานะภารกิจ: ค้นหาความจริงเื้ั (สำเร็จห้าสิบส่วน)]
[ผลวิเคราะห์อาการ: พิษเหมันต์พันปีฝังรากลึกถึงกระดูก จำต้องใช้ 'โอสถเพลิงสุริยัน' ในการแผดเผาขับพิษ และผสานด้วยเคล็ดวิชาโคจรลมปราณเฉพาะทางเพื่อฟื้นฟูจุดตันเถียน]
"ย่อมมีหนทาง" มู่ฝานเอ่ยตอบ "ทว่าต้องใช้เวลาและต้องเสาะหาวัตถุดิบที่ล้ำค่าหายากบางประการ ในระหว่างนี้ ข้าจะช่วยลงมือสะกดพิษร้ายให้แก่เ้าในทุกๆ ค่ำคืนวันเพ็ญ"
"เหตุใด... เหตุใดเ้าจึงดีต่อข้าถึงเพียงนี้ ทั้งที่คนในตระกูลซูต่างพากันปฏิบัติต่อเ้าอย่างย่ำแย่"
ซูเหยียนหรานจ้องมองเขาด้วยความซาบซึ้งใจจนหยาดน้ำตาคลอเบ้า
มู่ฝานยกยิ้มที่มุมปาก เผลอยื่นมือไปดีดหน้าผากมนของนางเบาๆ หนึ่งที แปะ!
"โอ๊ย"
ซูเหยียนหรานสะดุ้งโหยง รีบยกมือขึ้นลูบหน้าผากตนเองด้วยความงุนงงระคนใกับการกระทำอันสนิทสนมเกินขอบเขตเช่นนี้
"ก็ในยามนี้เ้าได้ชื่อว่าเป็ภรรยาของข้าแล้วอย่างไรเล่า" มู่ฝานยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "ถึงจะเป็เพียงแค่ในนาม ทว่าข้าก็มิปรารถนาจะกลายเป็พ่อหม้ายเร็วนักหรอกนะ"
กล่าวจบ ชายหนุ่มก็หมุนกายก้าวเดินออกจากห้องพักไปทันที ทิ้งให้ซูเหยียนหรานนั่งแก้มแดงก่ำ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความรู้สึกประหลาดลึกล้ำที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต
Inระหว่างที่มู่ฝานกำลังสาวเท้าเดินกลับไปยังเรือนพักของตน เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็พลันดังขึ้นในหัวสมอง
[ติ๊ง]
[ภารกิจกอบกู้ศักดิ์ศรีภรรยา: ค้นหาความจริงเบื้องต้น สำเร็จลุล่วง]
[มอบรางวัลพิเศษ: ดวงตาหยั่งรู้ (ขั้นต้น) - ความสามารถในการมองเห็นขอบเขตพลังและจุดอ่อนทางกายภาพของคู่ต่อสู้ที่มีระดับต่ำกว่าตนเอง หรือมีระดับสูงกว่าตนเองไม่เกินสามขั้น]
มู่ฝานทดลองเปิดใช้งานความสามารถใหม่ในทันที ดวงตาทั้งคู่ของเขาพลันเกิดความร้อนวาบสายหนึ่งขึ้นมา เมื่อทอดสายตามองไปยังต้นไม้ใหญ่ริมทาง เขาพลันสามารถมองเห็นเส้นสายพลังงานิญญาจางๆ ที่กำลังไหลเวียนอยู่ภายในลำต้นได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มลอบอุทานในใจด้วยความพึงพอใจ ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ความสามารถนี้ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเนตรเทวะที่มองส่องทะลุปรุโปร่งยิ่ง
ทว่าความปีติยินดีคงอยู่ได้เพียงไม่นาน มู่ฝานก็พลันสะดุดใจจับััถึงความผิดปกติได้อีกครา ครั้งนี้มิใช่กลิ่นอายพิษเย็น ทว่ากลับเป็กลิ่นคาวโลหิตอันคละคลุ้ง ซึ่งลอยโชยมาจากทิศทางประตูหลังของคฤหาสน์ตระกูลซู มู่ฝานถอนหายใจยาวเหยียดพลางรำพึงในใจ ค่ำคืนนี้ช่างเป็คืนรวมสหายทรชนที่นำพาพวกตัวปัญหามาเสียจริง ชายหนุ่มทะยานร่างพลิ้วไหวรวดเร็วดุจพายุมุ่งหน้าไปยังต้นตอของกลิ่นคาวเืนั้นทันที
ณ บริเวณประตูหลังของตระกูลซู ยามเฝ้าประตูทั้งสองคนนอนจมกองโลหิตแน่นิ่งไร้ลมหายใจไปเสียแล้ว กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดรัดรูปสีดำราวสิบคนกำลังลอบปีนข้ามกำแพงเข้ามาอย่างเงียบเชียบ พวกมันหาได้ปิดบันใบหน้าทว่าที่บริเวณปลายแขนเสื้อกลับปรากฏสัญลักษณ์รูป 'หัวหมาป่าสีชาด' ปักเอาไว้อย่างเด่นชัด
"ค่ายหมาป่าโลหิต"
นี่คือกองกำลังนอกกฎหมายที่โเี้และอำมหิตที่สุดกลุ่มหนึ่งในเมืองเมฆาคล้อย พวกมันมักรับกระทำการงานสกปรกที่แม้กระทั่งกลุ่มนักฆ่าทั่วไปยังส่ายหน้าปฏิเสธ โดยมีผู้นำกลุ่มเป็ชายร่างั์ศีรษะโล้นเลี่ยน ในมือถือดาบโค้งเล่มั์ แววตาสาดประกายกระหายเือย่างบ้าคลั่ง
"พวกเ้าจดจำคำสั่งได้แม่นยำดีแล้วใช่หรือไม่" หัวหน้ากลุ่มหมาป่าเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม "จงสังหารบุรุษทุกคนให้สิ้น ส่วนสตรีให้จับเป็ โดยเฉพาะคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซู นายท่านหวังกำชับว่า้าตัวนางแบบมีลมหายใจ"
"รับทราบ"
เหล่าลูกสมุนต่างขานรับเสียงต่ำ
"ผู้ใดว่าจ้างให้พวกเ้ามาส่งเสียงเห่าหอนที่นี่ในยามวิกาลเช่นนี้กัน"
น้ำเสียงอันราบเรียบสายหนึ่งพลันดังขึ้นมาจากบนกำแพงเหนือศีรษะของพวกมัน กลุ่มโจรสะดุ้งโหยงด้วยความใ รีบแหงนหน้าขึ้นมองพร้อมกันทันที บนสันกำแพงปรากฏร่างของชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งนั่งห้อยขาอยู่อย่างสบายอารมณ์ และในมือของเขากำลังถือ... น่องไก่ มู่ฝานบรรจงกัดเนื้อไก่คำสุดท้ายเข้าปาก ก่อนจะโยนเศษกระดูกทิ้งลงมาตรงหน้าของหัวหน้าโจรอย่างจงใจ
"สถานที่แห่งนี้เป็เขตห้ามเข้า พวกเ้าพวกสุนัขจรจัดมิเห็นป้ายเตือนหรอกรึ"
"เ้าเป็ใครกัน"
หัวหน้าโจรแผดเสียงคำรามลั่นพลางชี้ปลายดาบั์ขึ้นไปยังเบื้องบน
มู่ฝานทะยานร่างทิ้งตัวลงมาจากกำแพงอย่างแ่เบามายืนขวางเบื้องหน้าพวกมัน ชายหนุ่มปัดฝุ่นละอองออกจากเสื้อผ้าด้วยท่าทีผ่อนคลาย ในขณะเดียวกัน ดวงตาคู่คมที่เพิ่งได้รับทักษะวิเศษ 'ดวงตาหยั่งรู้' ก็พลันสว่างวาบฉายประกายแสงสีทองจางๆ เพียงกวาดสายตามองปราดเดียว ข้อมูลพิกัดโครงสร้างพลังงานก็หลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสมองของเขาทันที
[เป้าหมาย: ผู้นำค่ายหมาป่าโลหิต]
[ขอบเขตพลัง: ขอบเขตรวบรวมปราณ ขั้นที่เก้า]
[จุดอ่อน: มีร่องรอยาแเก่าฉกรรจ์ที่บริเวณสีข้างด้านซ้าย และการเคลื่อนไหว่ล่างเชื่องช้าไร้ความมั่นคง]
[เป้าหมาย: ลูกสมุนสิบคน]
[ขอบเขตพลัง: ขอบเขตรวบรวมปราณ ขั้นที่ห้าถึงเจ็ด]
"ตัวข้าจะเป็ใครนั้นหาใช่เื่สำคัญ" มู่ฝานยกยิ้มเหี้ยมเกรียม "ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้ก็คือ ค่ำคืนนี้พวกเ้าทุกคนจะไม่มีโอกาสได้ก้าวเดินกลับออกไปจากที่นี่อีก"
"สังหารมันซะ"
หัวหน้าโจรแผดเสียงสั่งการ
ลูกสมุนทั้งสิบคนพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกัน คมดาบและขวานศึกนับสิบเล่มระดมฟันเข้าใส่ร่างของมู่ฝานอย่างบ้าคลั่ง ทว่ามู่ฝานกลับมิได้ชักดึงอาวุธใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่เยื้องกรายเดินอย่างแช่มช้า วูบ... วูบ... วูบ... ร่างกายของเขาพลิ้วไหวโอนอ่อนราวกับใบไม้ต้องสายลม หลบเลี่ยงคมศาสตราวุธนับสิบชิ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจในระยะเผาขน ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินล้วนสอดรับประสานเข้ากับช่องว่างและการเปิดเผยจุดอ่อนของศัตรูอย่างพอดิบพอดี
"ฝ่ามือดาราถล่มพสุธา!"
มู่ฝานซัดฝ่ามือออกไปอย่างต่อเนื่องดุดัน ปัง! ปัง! ปัง! เสียงกระแทกเกื้อหนุนพลังดังสนั่นหวั่นไหว ทุกฝ่ามือล้วนฟาดเข้าใส่จุดตายของเหล่าลูกสมุนอย่างแม่นยำรุนแรง ส่งผลให้กระดูกทั่วร่างหักสะบั้น อวัยวะภายในแหลกเหลวฉีกขาด ร่างของกลุ่มโจรปลิวละลิ่วกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง เพียงชั่วพริบตาเดียว ลูกสมุนทั้งสิบคนก็ลงไปนอนกองจมกองเือยู่บนพื้น เหลือเพียงผู้นำโจรที่ยืนถือดาบั์ค้างคาไว้ด้วยความตกตะลึงลานจนิญญาแทบหลุดออกจากร่าง
"บัดนี้ ถึงคราของเ้าแล้ว"
มู่ฝานเบนสายตากลับมามองที่หัวหน้าโจร
"ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้า หวังว่าเ้าจะทนทานมือเท้าของข้าได้มากกว่าเ้านักฆ่าเมื่อคืนนี้หรอกนะ"
หัวหน้ากลุ่มโจรกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ด้วยความยากลำบาก หยาดเหงื่อกาฬไหลโซมกายจนชุ่มโชก ในยามนี้มันรู้สึกราวกับตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับสัตว์อสูรโบราณในร่างมนุษย์ก็มิปาน