ตอนที่ 62ฉายาใหม่ “เสือนมสด!”
เสือน้อยชะงักอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่จะฟื้นคืนสติมาได้ เขาพลันกะพริบตาปริบ ๆ ใบหน้าก็ปรากฏความเหนียมอายขึ้นมา
เขารู้สึกว่าตัวเองพลาดท่าเสียทีไปแล้วดันตกหลุมกับดักเสน่ห์ของเธอจนได้ จึงแอบลอบกลืนน้ำลายอยู่ทีหนึ่ง
ก่อนจะหยิบเงินทอนออกจากผ้ากันเปื้อนอย่างลุกลี้ลุกลน เขายื่นเงินทอนพร้อมถุงใส่หมูของเธอใบหน้าของเขากำลังแสร้งปั้นรอยยิ้มอยู่…แทนความขวยเขินที่มีอยู่มากล้นใจ
เป็นเพราะเธอสูงกว่าเสือน้อยประมาณหนึ่งช่วงศีรษะเห็นจะได้ส่วนตัวเสือน้อยเองก็ยังเป็นเด็กไม่โตเต็มวัยนัก
จึงทำให้เกิดภาพเหตุการณ์แบบนี้พี่สาวคนสวยไม่ถือสา กลับยิ้มหวานโปรยเสน่ห์ ส่งสายตาแฝงไว้ด้วยยินดีปรีดาในเสน่ห์ของตัวเอง
อันที่จริงส่วนหนึ่งเป็นเพราะส่วนสูงของเขาและอีกส่วนเป็นเพราะว่ามันน่ามองจริง ๆ
ใครบ้างจะไม่ชอบผู้หญิงแต่งตัวสวยหุ่นดี หน้าตาดี มาครบสามอย่างแบบนี้มีหรือจะไม่ทำให้หนุ่ม ๆชะเง้อเหลียวหลังกลับมามอง?
ทว่าที่มุมหนึ่งด้านหลังเสาไฟต้นหนึ่งกลุ่มของสมชายเพื่อนในห้อง กำลังยืนส่งสายตายิ้มให้แก่กันอย่างรู้ใจและกัน
พวกเขายิ้มหรี่ตามองกิริยาท่าทางของเสือน้อยจวบจนพี่สาวคนสวย ขึ้นรถเมล์จากไป เพื่อนทั้งกลุ่มเดินย่องมาโผล่ข้างกายพร้อมตบบ่าและยิ้มอย่างมีเลศนัย
ต่ายก็สัพยอก “ไอ้เสือกูว่านะร้านหมูปิ้งมึงนี่ ‘ใส่นม’ เยอะจริง ๆ เลยนะเพื่อน!”
ทั้งกลุ่มก็พากันหัวเราะเสียงดังจึงทำเอาคนแถวๆ นั้นหันมามองดู และหลังจากหัวเราะอยู่ครู่หนึ่งก็พากันเดินเข้าไปในโรงเรียน
เสือน้อยยิ้มแห้งใบหน้าเก้อเขินเขาบ่นอุบในใจ “ไอ้พวกเวรนี่คงเอาเรื่องไปเล่าต่อ ๆ กันในห้องแน่ ๆ”
เอามือตีหน้าผากตัวเองก่อนที่จะปั้นหน้ายิ้มขายของต่อไป!
……
ไม่ผิดจากที่คาดหลังจากวันนั้น
เสือน้อยก็ถูกเพิ่มฉายาใหม่ให้นอกจาก ‘มาสคอตประจำโรงเรียน’ ยังมี‘พ่อค้าหมูปิ้ง’ และสุดท้ายไอ้พวกเวรตะไลมอบฉายา ‘เสือนมสด’ ให้กับเขา
เหมือนฝันก็มาถามว่า‘เสือนมสด’ หมายถึงอะไร
เสือน้อยก็ทำสีหน้าไม่ถูกถึงขั้นไปไม่เป็นได้แต่ต้องแก้เกี้ยวไปเรื่อย ขืนมีข่าวที่ตอนจ้องมองหน้าอกผู้หญิงคนอื่นกระเด็นไปถึงหูเธอเขาคงแย่แน่ ๆ ในใจก็ปวดกบาลกับเพื่อน ๆ สงสัยต้องเอาเงินปิดปากพวกมันเสียหน่อย!
เสือน้อยครุ่นคิดวิธีการรับมือฉายาใหม่ที่เข้ามาปั่นป่วนตัวเขาเพราะถ้าขืนปล่อยไปนาน ๆ แบบนี้ มีหวังความแตกเข้าสักวันเป็นแน่เขาจึงรีบคิดหาวิธีรับมือ พยายามแก้เกมให้เร็วที่สุด!
คิดไปคิดมาก็คิดไม่ออกจึงออกไปเดินตลาดนักเสียเลย จึงถือโอกาสไปดูสินค้าใหม่ ๆ เผื่อเกิดความคิดต่อยอดพ่อผันเองก็เป็นแบบนี้ เวลาคิดงานไม่ออกก็เที่ยวขับรถไปต่างจังหวัดเพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เสือน้อยก็ได้เรียนรู้มาจากพ่อ
จึงพยายามทำตัวเลียนแบบผู้มีประสบการณ์…
หลังจากสำรวจตลาดอยู่หลายวันเขาก็พอจะคิดเมนูออกหลังจากหาข้อมูลสูตรอาหารในอินเทอร์เน็ตก็พบว่านมใช้ผสมได้หลายอย่างทั้งแป้งขนมต่างๆ มีคุณประโยชน์มากมาย
ช่วงนี้ก็เริ่มมีคู่แข่งร้านหมูปิ้งพยายามตีตื้นเขามาบ้างแล้ว ดังนั้นเขาต้องหาจุดขายเพิ่มพลิกวิกฤตเป็นโอกาส!
ร้านขายหมูปิ้งพยายามลดต้นทุนการใส่นมเข้าไปมันอาจจะเป็นการเพิ่มต้นทุน ของเสือน้อยแต่ในมุมกลับกันมันก็อาจเป็นจุดขายดึงดูดลูกค้า
ดังนั้นแม้ว่าสูตรนี้จะมีคนในกรุงเทพฯทำมาก่อนนานแล้ว พอคิดอะไรทำนองนี้ออก เสือน้อยจึงวิ่งปรี่ไปหาแม่ชบาอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็เริ่มทำหมูปิ้งที่เป็นสูตรของตัวเองและตัวเขาเองเริ่มปรับปรุงจากสูตรที่สืบทอดกันมายกหนึ่ง โดยที่จ้างแม่และก็พี่นางพี่แหม่มให้มาช่วยคิดค้นด้วยหน่อย
หลายวันหลังจากนั้น เสือน้อยกลับมายืนที่เดิมด้วยท่าทีมาดมั่นเขาพิมพ์กระดาษป้ายหมูปิ้งใหม่ ตัวหนังสือเท่าหม้อแกง แถมใส่คำว่า ‘นมสด’ ไปด้วยพยายามดึงดูดความสนใจของชื่อเสือนมสดออกไปก่อน
แต่ไม่น่าเชื่อว่าที่ทำเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นแก้เกี้ยวเป็นหลักส่วนรองลงมาเพื่อต่อยอด มันกลับได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าซึ่งบางคนก็ยืนชมอยู่ยกใหญ่
เสือน้อยเมื่อได้รับฟังคำติชมแล้วหัวก็แล่นคิดไปเสียไกล “ใส่อะไรเพิ่มทั้งทีมันควรก็ต้องมีอะไรมาโฆษณาเพิ่มสักหน่อยหรือเปล่า?”วันนี้เขานั่งคิดอยู่ที่ร้านทองสุขอยู่นาน
จนกระทั่งถึงเวลาเข้าเรียนก็ยังไม่ยอมไปเขาเลือกที่จะโดดเรียนสักวิชาสองวิชา แล้วค่อยว่ากัน
“ควรเน้นไปที่คุณค่าทางโภชนาการดีหรือเปล่าน่า?”เขาคิดไปคิดมาอยู่นาน
จนเวลาล่วงเลยเขาขบคิดจนแตกฉาน “ถ้าคำโฆษณามันไม่ดี ขายไม่ออกก็เปลี่ยนใหม่เสียก็สิ้นเรื่อง ถ้าเกิดว่ามันขาดทุนหรือได้กำไรน้อย ก็แค่กลับไปขายหมูปิ้งแบบเก่าสิ เราจะมาคิดให้มากปวดหัวทำไมวะ?”เขาตบเข่าดังฉาด
บางครั้งนี่ก็เป็นปัญหาเส้นผมบังภูเขาอยู่เหมือนกัน
ตอนเข้ามาในโรงเรียนก็ปรากฏว่าเวลาล่วงเลยไปหนึ่งวิชาแล้วเสือน้อยจึงรีบวิ่งปรี่ตรงไปยังห้องเรียนคาบที่สองซึ่งกำลังขานชื่อกันอยู่ ‘วิชาพระพุทธศาสนา’ที่วันนี้จะมีพระมาสอนด้วยตัวเองถึงที่
เสือน้อยวิ่งอย่างรวดเร็วความจริงเขาได้ลอบพนันในใจกับตัวเองไว้ ดันมัวแต่คิดถึงเรื่องอื่นเสียได้ เพียงครู่ต่อมาเขาก็ถึงหน้าห้อง
และได้จังหวะพอดีเหมือนละครซิตคอมซึ่งครูประจำวิชากำลังจะขานชื่อเพื่อนก่อนหน้าเขา “เด็กชายเสือน้อย ร่มไม้เย็น?”
“มาครับ!” เด็กหนุ่มวิ่งหอบแฮก ๆ มาทันเส้นยาแดงผ่าแปดก่อนจะรีบนั่งลงที่นั่งประจำตำแหน่ง ติดประตูด้านหลังของเขา
“มาช้าจริงนะนายเสือน้อย!”ครูเขม่นเขาเสียแล้ว
หลังจากเช็กชื่อเสร็จครูก็ไปนิมนต์พระอาจารย์มาแน่นอนพอเข้ามาถึงไม่ใช่ใครที่ไหน…พระครูไผ่นั่นเอง
เสือน้อยยกยิ้มที่มุมปาก“ถูกจริง ๆ ด้วย” นี่ถ้าแทงหวยนะถูกเป็นล้านแล้วเนี่ย
เขานั่งยิ้มให้ตัวเองเขาลอบพนันในใจไว้ 6:4 นับวันเขายิ่งเริ่มชอบคาดคะเนหรือเดาความคิดผู้อื่นเก่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
เขารู้ตัวตั้งแต่วันที่พระอาจารย์ถามว่า“เรียนห้องอะไรแล้ว!?” จากนั้นในใจเพียงชั่วครู่หนึ่งก็เดาออกไปได้ไกลแล้ว
ทุกคนก็ทำตัวเรียบร้อยอาจารย์ก็แนะนำว่า“นี่คือพระอาจารย์ มหาประทีป ท่านเรียนจบเปรียญธรรมเก้าประโยค”
ครูประจำวิชาชื่อเบิ้มจึงได้กราบนมัสการให้ท่านเชิญสอน ก่อนขอตัวออกไป พระสงฆ์ระดับนี้รับมือเด็ก ๆพวกนี้สบายอยู่แล้ว
จากนั้นไม่นานพระนักเทศน์ประจำวัดหงษ์ปทุมาวาสก็ได้ครุ่นคิดคำพูดที่จะใช้สนทนาอย่างเป็นกันเองกับพวกเด็กที่นั่งตัวเกร็งอยู่
พอเห็นดังนั้นมหาไผ่จึงได้ชี้เป้าไปที่เจ้าเสือน้อย เพื่อเป็นตัวอย่างในการสนทนา “นี่เจ้าเสือน้อยเจอกันอีกแล้วนะ ไม่แปลกใจเลยหรือ?”
“โถ่…พระครูวันก่อนถามโต้งๆ เสียขนาดนั้น ผมรู้ตั้งแต่ไก่โห่แล้ว!”พอเห็นท่าทีสนิทชิดเชื้อกับเสือน้อยเพื่อนในห้องก็คลายความกังวลลง
หลังจากนั้นบรรยากาศก็ค่อย ๆ ดีขึ้น พระครูเริ่มอธิบายธรรมจากง่ายไปยากเขาไม่ได้อธิบายสิ่งที่จับต้องไม่ได้จริง ทั้งไม่สอนทั้งภาษาบาลีอะไรทั้งนั้นแต่กลับมุ่งเน้นที่ชีวิตประจำวัน
หลักธรรมที่ใช้ในประจำวันและพูดถึงความเป็นมาเป็นไป ฯลฯ
เสือน้อยแน่นอนว่าต้องตั้งใจฟังเป็นอย่างมากถึงฟังไม่เข้าใจค่อยไปขบคิดให้แตกฉานก่อนก็พอเพราะประเดี๋ยวพระครูจะหาว่าเขาเกเรไม่ตั้งใจเรียนอีก
คนเราต้องมีพัฒนาการบ้างนั่นแหละน่าเสือน้อยตีหน้านิ่งผงกศีรษะอยู่เป็นเนือง ๆ
ปากกาในมือก็จดเขียนตามคำบอกของพระครูไป เผลอ ๆ เดี๋ยวพระครูจะถามเขาแน่ ๆ ไม่วันนี้ก็อาทิตย์หน้า ยังต้องเจอกันอีกนานกว่าจะสอบนักธรรมชั้นตรี-โทเสร็จ
……
ตอนกลางวันเสือน้อยนัดกับเหมือนฝันว่า…ต้องมานั่งกินข้าวด้วยกันทุกวันเพื่อจะได้เพิ่มความหวานให้แก่กันและกัน
เสือน้อยยิ่งรู้สึกดีมากจริงๆ ตัวเขาไม่สนใจพวกขี้อิจฉา หรือว่าพวกเสียงนินทาอะไรพวกนั้น ทั้งพวกคำแซวคำหยอกล้อ
เพราะเวลาอยู่ตรงหน้าเหมือนฝันเสือน้อยจะสนใจแต่เพียงเธอเท่านั้น ส่วนเสียงแซว ผิวปาก เดาะลิ้นนั้น ก็กลายเป็นแค่เพียงเสียงนกเสียงกาเท่านั้นเอง
เสือน้อยชอบเวลาที่ได้จับจ้องมองตากับเธอมาก แววตาของเธอสดใสเปล่งประกาย…
ส่วนแววตาของเขาดูลึกลับน่าค้นหาพ่อสอนมาตั้งแต่เด็กว่า “ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ”
ย้อนกลับไปเมื่อตอนขึ้นเวทีชกมวยตามงานวัดเขาก็ล้มคู่ต่อสู้มานักต่อนักแล้ว
เพราะว่าอ่านสีหน้าและแววตาของอีกฝ่ายออกจึงรู้ว่าควรที่จะเผด็จศึกในตอนไหนนี่ถือเป็นความสามารถหนึ่งของเสือน้อยที่ภาคภูมิใจ!
เวลาเขาคุยกับใครมักจะสบตาอีกฝ่ายเสมอเช่นรับคนงานเวลาสัมภาษณ์ หรือใช้งานลูกน้องพวกที่มีสายตาล่อกแล่กเขามักจะไม่ใช้งานโดยเด็ดขาด หรือพวกที่หลบสายตาเวลาเขาจ้องมองก็เช่นกัน
เสือน้อยชื่อว่ามันเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งอยู่ในหมวดหมู่จิตวิทยา
เขาถึงขั้นไปซื้อหนังสือด้านจิตวิทยามาอ่านโดยเฉพาะเพื่อเพิ่มพูนทักษะความรู้ เผื่อว่าในอนาคตใครจะไปรู้ว่ามันอาจกลายเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงกับตัวเขาเองก็ได้
ในยามเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ในชีวิต หรือกระทั่งการทำมาหากินก็ด้วย ซึ่งตามสุภาษิตที่ว่าไว้ “รู้ไว้ใช่ว่า…ใส่บ่าแบกหาม”