เขาเดินตามรอยแยกใต้ดินมานานเท่าใดก็สุดจะรู้ได้ เมื่อแสงแดดอันเจิดจ้าสายหนึ่งสาดส่องทะลุความมืดมิดเบื้องหน้าเข้ามา ในที่สุดฉินเฉินก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาบังตา
เขาสูดลมหายใจเอาอากาศภายนอกที่เจือกลิ่นหอมของดินเข้าไปเต็มปอด ความรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่ในอีกโลกหนึ่ง
ที่แห่งนี้คือเขตรอบนอกสุดของเทือกเขาสัตว์อสูร
เทือกเขาสัตว์อสูรทอดตัวขวางดินแดนรกร้างตะวันออก ทอดยาวนับหมื่นลี้ ภายในเป็ที่สิงสถิตของสัตว์อสูรที่ดุร้ายนับไม่ถ้วนและวาสนาที่ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ถือเป็ลานประลองตามธรรมชาติสำหรับให้เหล่าผู้ฝึกตนแห่งดินแดนรกร้างตะวันออกได้มาหาประสบการณ์และค้นหาของวิเศษ
“ในที่สุดก็ออกมาได้เสียที”
ฉินเฉินก้มลงมองดูเสื้อผ้าบนร่างที่ราวกับเพิ่งไปแช่ในบ่อเืมา มันขาดวิ่นเสียจนไม่อาจนับว่าเป็เศษผ้าได้ด้วยซ้ำ เขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ
เขาเดินไปยังลำธารสายเล็กๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อชำระล้างคราบเืและดินโคลนบนร่างกาย
เงาสะท้อนในน้ำ เผยให้เห็นใบหน้าที่แม้จะซูบผอมแต่ก็มีสันกรามคมชัด ในดวงตาสีดำขลับคู่นั้น ความอดกลั้นและความขลาดเขลาที่เคยมีได้เลือนหายไป แทนที่ด้วยความเ็าและเฉียบขาดที่ผ่านความเป็ความตายมาแล้ว
เขาล้วงเอาเสื้อตัวในที่บางเฉียบซึ่งเป็เพียงชิ้นเดียวที่ยังพออยู่ในสภาพดีออกมาจากอกเสื้อแล้วสวมใส่ จากนั้นก็เก็บหยกิญญาาไว้แนบกาย ปลอมตัวเป็ผู้ฝึกตนอิสระที่ตกอับ
“เื่เร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ คือต้องหาเสื้อผ้าที่พอดีตัวสักชุด และถือโอกาสสืบข่าวคราว่นี้ดูเสียหน่อย”
ฉินเฉินเดินเลียบไปตามลำธาร มุ่งหน้าไปยังค่ายที่พักขนาดเล็กของผู้ฝึกตนอิสระที่อยู่บริเวณชายขอบของเทือกเขา
ค่ายที่พักเช่นนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในเขตรอบนอกของเทือกเขาสัตว์อสูร ส่วนใหญ่จะเป็ที่รวมตัวของผู้ฝึกตนอิสระที่ระดับพลังไม่สูงนัก พวกเขาจะมาแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนสัตว์อสูรที่ล่ามาได้ หรือไม่ก็จับกลุ่มกันเข้าไปผจญภัยในป่าลึก
ค่ายที่พักแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ประกอบไปด้วยกระท่อมไม้และกระโจมซอมซ่อหลายสิบหลัง ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวคละคลุ้งของหญ้าิญญาราคาถูกผสมกับเืเนื้อของสัตว์อสูร
การมาถึงของฉินเฉินไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากนัก เพราะในแต่ละวัน มีผู้ฝึกตนอิสระที่หนีตายหัวซุกหัวซุนออกมาจากเทือกเขาสัตว์อสูรในสภาพทุลักทุเลเช่นเขาไม่รู้ตั้งเท่าไร
เขาเดินเข้าไปในร้านขายของชำแห่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะรับซื้อชิ้นส่วนต่างๆ
เถ้าแก่เป็ชายชรารูปร่างผอมแห้ง มีพลังบำเพ็ญเพียงระดับหลอมปราณขั้นสาม เขากำลังดีดลูกคิดไปมาด้วยความเบื่อหน่าย
“เถ้าแก่ รับซื้อชิ้นส่วนสัตว์อสูรหรือไม่” ฉินเฉินโยนห่อของที่ห่อด้วยใบไม้ขนาดใหญ่ลงบนโต๊ะ
นี่คือชิ้นส่วนที่ยังค่อนข้างสมบูรณ์ซึ่งเขาเด็ดเอามาจากสัตว์อสูรระดับต่ำหลายตัวตอนที่เดินทางออกจากผาขาดิญญา เช่น กรงเล็บแหลมคมและเขี้ยวพิษ ส่วนเืเนื้อและแก่นอสูรนั้น ถูกเขากลืนกินไปจนหมดเกลี้ยงตั้งนานแล้ว
ชายชราปรือตาขึ้นมาอย่างเกียจคร้าน เปิดห่อของออกดูแวบหนึ่ง แววตาฉายรังเกียจออกมาเล็กน้อย
“มีแต่เศษซากของสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต้นและขั้นกลางทั้งนั้น ไม่มีราคาหรอก ให้มากสุดก็แค่หินิญญาระดับต่ำสองก้อน”
ในโลกของผู้ฝึกตน หินิญญาคือสกุลเงินหลัก สำหรับผู้ฝึกตนอิสระระดับหลอมปราณที่อยู่ปลายแถว หินิญญาระดับต่ำสองก้อนก็เพียงพอให้พวกเขาใช้บำเพ็ญเพียรได้นานถึงสิบวันหรือครึ่งเดือนแล้ว
ทว่าสำหรับฉินเฉินที่เพิ่งจะคุ้นชินกับการกลืนกินพลังของสัตว์อสูรทั้งตัวแล้ว ของแค่นี้มันไม่พอตกถึงท้องเลยด้วยซ้ำ
“ตกลง แล้วก็เอาเสื้อผ้าสะอาดๆ ให้ข้าสักชุดด้วย” ฉินเฉินไม่ได้ต่อรองราคา เพราะตอนนี้เขาจำเป็ต้องพรางตัวจริงๆ
หลังจากเปลี่ยนมาสวมชุดรัดกุมผ้าหยาบสีเทา บุคลิกของฉินเฉินก็ดูสุขุมลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น
เมื่อออกจากร้านขายของชำ ฉินเฉินก็เดินเตร่ไปรอบๆ ค่ายที่พัก ไม่นานเขาก็ได้ยินข่าวคราวบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจของเขาเข้า
บนลานกว้างใจกลางค่าย ผู้ฝึกตนอิสระหลายคนกำลังนั่งล้อมวงดื่มสุราและโอ้อวดกันอยู่
“ได้ยินข่าวหรือไม่ การประลองใหญ่ศิษย์สายนอกของสำนักชิงอวิ๋นปีนี้เลื่อนให้เร็วขึ้น ่นี้เลยส่งศิษย์สายนอกมาหาประสบการณ์ที่เทือกเขาสัตว์อสูรตั้งมากมาย เห็นว่าให้มาเตรียมตัวสำหรับการประลองใหญ่”
“สำนักชิงอวิ๋นหรือ ถุย สำนักที่ตกต่ำจนแทบจะกลายเป็สำนักปลายแถวอยู่แล้ว ก็เก่งแต่เบ่งอำนาจต่อหน้าพวกผู้ฝึกตนอิสระอย่างเราเท่านั้นแหละ ได้ยินมาว่าเมื่อหลายวันก่อน พวกเขายังทำเื่น่าขันเพราะเศษวะเส้นเืตีบตันอะไรสักอย่างด้วยนะ”
“ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน! เ้าเศษวะนั่นรู้สึกจะชื่อฉินเฉินกระมัง เข้าสำนักมาสามปีแล้วยังอยู่แค่ระดับหลอมปราณขั้นหนึ่ง เลยถูกขับไล่ออกจากสำนักต่อหน้าผู้คน! ช่างสะใจเสียจริง!”
“ฮ่าๆ ขยะที่ไม่มีรากิญญา มีหน้ามาฝึกตนกับเขาด้วยหรือ สมน้ำหน้า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฝีเท้าของฉินเฉินก็ชะงักไปเล็กน้อย แววตาแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบดุจใบมีดในพริบตา
เขาไม่ได้สนใจคำเยาะเย้ยของคนเหล่านี้ แต่กลับพุ่งความสนใจไปที่ข่าว “การหาประสบการณ์ของศิษย์สายนอกสำนักชิงอวิ๋น” แทน
“ทางแคบพบศัตรูแท้ๆ”
มุมปากของฉินเฉินยกขึ้นเป็รอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียม
เขากำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าก่อนจะกลับไปคิดบัญชีกับสำนักชิงอวิ๋น จะทดสอบความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตัวเองในตอนนี้ได้อย่างไร นึกไม่ถึงเลยว่าพวกมันจะรนหาที่มาส่งถึงหน้าประตูเองเสียได้
“จ้าวหู่... หวังว่าเ้าจะอยู่ในกลุ่มที่มาหาประสบการณ์ครั้งนี้ด้วยนะ อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ”
ฉินเฉินไม่ได้รั้งอยู่ในค่ายนานนัก เขาหันหลังเดินกลับเข้าไปในป่าดงดิบอันทึบหนาของเทือกเขาสัตว์อสูรอีกครั้ง
ในครั้งนี้ สถานะของเขาไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป แต่เป็นักล่า
……
……
บริเวณรอบนอกของเทือกเขาสัตว์อสูร ณ สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีนามว่าหุบเขาตะวันรอน
เนื่องจากที่นี่มักจะมีสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงไปจนถึงระดับสองปรากฏตัวอยู่บ่อยครั้ง สำหรับผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณแล้ว จึงถือเป็ดินแดนล้ำค่าสำหรับการหาประสบการณ์ที่มีทั้งอันตรายและโอกาสดีๆ ซ่อนอยู่ร่วมกัน
ฉินเฉินะโโลดเต้นไปตามลำต้นของต้นไม้ใหญ่ด้วยความปราดเปรียวราวกับเสือชีตาห์
แม้จะมีพลังบำเพ็ญเพียงระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์ แต่หลังจากได้รับการปรับเปลี่ยนร่างกายจากกายากลืนนภา ความแข็งแกร่งและความว่องไวของร่างกายของเขา ก็ยังน่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าผู้ฝึกกายาระดับสร้างรากฐานขั้นต้นบางคนเสียอีก
“ข้างหน้ามีความเคลื่อนไหว!”
ทันใดนั้น หูของฉินเฉินก็กระดิกเบาๆ ประสาทััอันเฉียบแหลมทำให้เขาสามารถจับความผันผวนของพลังปราณที่เบาบางและเสียงการต่อสู้ที่ดังมาจากเบื้องหน้าห่างออกไปหลายร้อยเมตรได้
เขาแอบเข้าไปใกล้อย่างไร้สุ้มเสียง ซุ่มซ่อนตัวอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้โบราณขนาดมหึมา แล้วมองลอดผ่านกิ่งไม้ใบไม้ที่หนาทึบลงไปเบื้องล่าง
เขาเห็นคนสองกลุ่มกำลังเผชิญหน้ากันอยู่บนลานกว้างด้านล่าง
ฝ่ายหนึ่งสวมเครื่องแบบเหมือนกันหมด ซึ่งก็คือศิษย์สายนอกของสำนักชิงอวิ๋นหลายคนนั่นเอง!
ส่วนอีกฝ่ายคือกลุ่มผู้ฝึกตนอิสระที่มีท่าทางดุดันโเี้ ชายที่เป็หัวหน้ามีรอยแผลเป็จากคมดาบอันน่ากลัวอยู่บนใบหน้า และแผ่ซ่านความผันผวนของพลังบำเพ็ญระดับหลอมปราณขั้นเก้าออกมา
และตรงกลางระหว่างพวกเขา ก็มีซากของสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงที่เพิ่งถูกสังหารอย่างพยัคฆ์ทองแดงนอนนิ่งอยู่ พร้อมกับหญ้าิญญาต้นหนึ่งที่เปล่งแสงสีแดงจางๆ ออกมา
【หญ้าิญญาระดับหนึ่งขั้นสูง หลินจืออัคคี!】
“พยัคฆ์ทองแดงตัวนี้พวกเราเป็คนพบก่อน หลินจืออัคคีก็สมควรตกเป็ของสำนักชิงอวิ๋นของเรา!” ศิษย์สำนักชิงอวิ๋นคนหนึ่งตวาดเสียงกร้าว
“ผายลม! พี่น้องของข้าเฝ้าอยู่ที่นี่มาตั้งสามวันสามคืน เหตุใดต้องยกให้พวกเ้าด้วย” ผู้ฝึกตนอิสระหน้าบากแค่นเสียงหัวเราะเ็า “ชื่อเสียงของสำนักชิงอวิ๋นเอามาขู่พวกข้าไม่ได้หรอก! วันนี้หลินจืออัคคีต้นนี้ บิดาจะเอาให้ได้!”
ทั้งสองฝ่ายต่างชักกระบี่ง้างธนู การต่อสู้พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
ทว่าฉินเฉินที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ กลับไม่ได้จ้องมองไปที่หลินจืออัคคี แต่เขากลับจ้องเขม็งไปที่ร่างกำยำของคนผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่รั้งท้ายในกลุ่มของสำนักชิงอวิ๋น ด้วยใบหน้าที่กำลังแสดงความเย่อหยิ่งจองหองอย่างถึงที่สุด
คนผู้นั้น ต่อให้กลายเป็เถ้าถ่าน เขาก็ยังจำได้!
อันธพาลอันดับหนึ่งแห่งศิษย์สายนอก จ้าวหู่!