ชิงหมิงฝนพรำนำเศร้าคนเดินทางเหงาจนใจแทบขาด
ฝนตกพรำติดต่อกันหลายวันอากาศชื้นไปทั่ว ไม่สะดวกต่อการตั้งแผงลอยเป็นอย่างยิ่งไม่มีแม้แต่อุปกรณ์กันฝนที่เหมาะสมการขนย้ายหม้อดินเข้าออกก็ง่ายต่อการที่น้ำจะซึมเข้าไปแม้จะสวมเสื้อกันฝนฟางก็ยังยากที่จะหลีกเลี่ยงความเปียกปอน
อีกทั้งเพิงไม้ชั่วคราวบนแผงลอยก็ไม่อาจกันฝนที่ตกลงมาอย่างหนักได้สถานที่ก็ไม่กว้างขวางมากพอ ล่าช่วน เนื้อตุ๋นหม้อดิน ปลาหมักหม้อดินและผักดองเผ็ด วางเรียงรายกันอย่างหนาแน่น ทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างยิ่ง
สมาชิกทั้งสามคนปรึกษาหารือกันและตัดสินใจเปลี่ยนไปเช่าร้านค้าบนถนนจิ้นเหมิน
บัดนี้การค้าขายของพวกเขาเริ่มมั่นคงแล้วการเช่าร้านค้าจึงช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดวางสินค้าได้มากยิ่งขึ้นของกระจุกกระจิกบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องขนย้ายไปมาทุกวัน
เมื่อตัดสินใจได้แล้วพวกเขาก็เริ่มมองหาร้านค้าในบริเวณใกล้เคียงมีอยู่ร้านหนึ่งที่มีความยาวและความกว้างเกินกว่าสองจ้าง หันหน้าไปทางทิศที่ดีและมีลานเล็กๆ อยู่ด้านหลังนางซูคิดไว้ว่าเย่จื้อเฟิงจะได้มีที่พักผ่อนในช่วงกลางวันจะได้ไม่ต้องกลับบ้านไปกินข้าวเที่ยง เนื่องจากจะไปกลับแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเกรงว่าบุตรชายจะอ่อนล้า
ร้านควรจะใหญ่ไว้ก่อนเพื่อที่หากพวกเขาคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในอนาคต จะได้ไม่ต้องลำบากในการย้ายร้านอีก
พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวางราคาจึงสูงตามไปด้วย เงินจำนวนห้าตำลึงต่อเดือนทำให้นางซูรู้สึกเจ็บปวดใจนักเมื่อคิดว่าพวกเขาเช่าที่ดินหนึ่งผืนจากสหายเถี่ยตั้นแค่ยี่สิบกว่าตำลึงเท่านั้นค่าเช่านี้จึงมีจำนวนเทียบเท่ากับค่าเช่าที่ดินได้หลายหมู่ต่อปี!
คงกล่าวได้เพียงว่าแค่ต่างสถานที่ก็ต่างกันแล้วร้านค้าในเมืองจะเทียบกับในหมู่บ้านเถียนซินได้อย่างไรนางซูทนปวดใจแล้วจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าหนึ่งปีรวมกับเงินประกันแล้วเป็นเงินหลายสิบตำลึงเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้เพียงพอให้ครอบครัวชาวนาตัวเล็กๆ อย่างพวกเขาใช้ชีวิตไปได้อีกนานเลย!
เย่ชิงชิงค่อนข้างเข้าใจสถานะการเงินของครอบครัวบัดนี้นางรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย พวกเขาทำงานหนักมาหนึ่งปีขายล่าช่วนและเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินมากมาย แต่ก็ยังไม่มีเงินเก็บสักตำลึงถึงกระนั้นก็ถือว่ามีบ้าน (บ้านเก่า) มีรถ (รถลาก) มีที่ดิน (สองหมู่)และมีร้านค้า ถือเป็นการเริ่มต้นจากจุดต่ำสุดที่ประสบความสำเร็จไม่เลวเลย
เมื่อมีร้านค้าแล้วย่อมต้องมีป้ายชื่อร้าน เย่จื้อเฟิงจึงไปสั่งทำป้ายชื่อ ซึ่งมีอักษรคำว่า“ไป่เว่ย” สองตัวเขียนอยู่
เดิมทีเย่ชิงชิงแนะนำชื่อร้านแบบขอไปทีว่า“อร่อย” แต่นางซูค่อนข้างพิถีพิถันกับชื่อร้านเนื่องจากนางเชื่อว่าชื่อร้านเป็นสิ่งสำคัญในการเริ่มต้นที่ดี ด้วยเหตุนี้เพื่อยกระดับความหรูหรา จึงได้นำคำว่า “ร้อย” มาใช้ เช่นนั้นชื่อร้าน “ไป่เว่ย” จึงสื่อความหมายว่า “ร้อยรสชาติของชีวิตร้อนหนาวรู้แก่ใจ”
เพื่อป้องกันไม่ให้ร้านของตนตกอยู่ในความซ้ำซากจำเจเย่ชิงชิงตัดสินใจตกแต่งร้านด้วยตนเองถึงแม้จะเป็นคนที่เคยเห็นการตกแต่งสมัยใหม่มาบ้าง และแม้ว่าจะขาดแคลนวัสดุแต่ก็เน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์เอา
ในช่วงสองสามวันที่นางวุ่นวายกับการตกแต่งร้านฝนก็ไม่หยุดตกเลย ถึงแม้ปริมาณน้ำฝนจะไม่มากนักแต่ก็ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการค้าขายของพวกเขา
การออกไปตั้งแผงลอยก็ไม่สะดวกเกวียนที่ห้างร้านไท่หรานส่งมาขนสินค้าก็ลดลงไปหนึ่งคัน ถนนก็เป็นโคลนตมผู้คนจำนวนมากหลบอยู่แต่ในบ้านไม่ชอบออกไปไหน ยอดขายจึงลดลงไปโดยปริยาย
นางซูไม่ต้องวุ่นกับการทำเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินจึงถือโอกาสพักผ่อน แต่ถึงกระนั้นนางก็มิได้อยู่เฉย ทุกหนึ่งหรือสองชั่วยามนางจะสะพายจอบเล็กๆ ไปยังแปลงนา ต้นกล้าที่เพิ่งปลูกยังไม่ทันหยั่งรากฝนก็ตกลงมาไม่ขาดสาย หากไม่รีบระบายน้ำที่ขังออก เกรงว่านาข้าวจะจมน้ำและต้นกล้าจะถูกพัดพาไป
บ่ายวันนั้นสามคนแม่ลูกฝนอยู่ใต้ชายคาเรือน นางซูกำลังเย็บถุงผ้าให้บุตรทั้งสองส่วนเย่ชิงชิงนอนเหยียดกายอยู่บนเก้าอี้เอนกาย ลอบพักผ่อนยามบ่ายอย่างมีความสุข
ประตูเรือนที่แง้มเปิดไว้พลันถูกเคาะเบาๆจินหลัน สะใภ้บ้านสกุลโจว สวมหมวกสานกันฝนเดินเข้ามา
นางซูรีบยิ้มทักทาย“อ้าว ป้าโจว มานั่งพักผ่อนข้างในก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
“ซูเหนียงจื่อ ว่างหรือไม่?” ป้าโจวรีบวิ่งข้ามลานบ้านเข้ามาหลบอยู่ใต้ชายคาเรือนพลางสะบัดน้ำฝนจากหมวกสาน และถอนหายใจว่า “ฝนตกไม่หยุดหย่อนนี่มันช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง!”
ในมือของนางถือชามใบใหญ่เต็มไปด้วยผลไม้สีแดงสดใสเมื่อมองดูดีๆ สิ่งนี้ก็คือผลเฉ่าเหมย [*]
ป้าโจววางชามใบใหญ่ลงตรงหน้าเย่ชิงชิงพลางกล่าวว่า“เอาผลไม้สดมาให้เด็กๆ กินฝนตกแบบนี้ก็ทำได้แค่กินเล่นไปพลางอยู่ในบ้านนี่แหละ”
“ผลเฉ่าเหมยมาจากไหนเจ้าคะ?” นางซูแปลกใจพลางดันชามใบใหญ่กลับไป“นี่มิควรเลยเจ้าค่ะ!”
ป้าโจวถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วโบกมือพลางกล่าวว่า “ถ้าเป็นปกติก็ไม่มีหรอกแต่เผอิญมันสุกพอดีตอนนี้ แล้วก็ขายไม่ออกด้วยน่ะสิ!”
ญาติของป้าโจวเป็นชาวสวนผลไม้ปลูกผลเฉ่าเหมยไว้แปลงใหญ่ และมีพ่อค้าแม่ค้าประจำอยู่แล้วทว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาประสบกับฝนตกหนักต่อเนื่องติดกันหลายวันเช่นนี้
ผู้คนบนถนนน้อยลงการค้าขายของพ่อค้าแม่ค้าก็ได้รับผลกระทบอย่างมากผลไม้เก็บไว้ได้ไม่นานก็จะเน่าเสีย พวกเขาจึงตัดสินใจหยุดพักการค้าขายสักสองสามวันนี่ทำให้ชาวสวนผลไม้ลำบากใจนัก พ่อค้าแม่ค้าอาจหยุดขายได้สองสามวันแต่ผลเฉ่าเหมยในสวนของเขาจะรอไม่ได้! เห็นได้ชัดว่าผลเฉ่าเหมยสุกงอมเต็มแปลงแล้วแม้จะลดราคาลงก็ยังขายได้ไม่มากนัก
“ของพวกนี้กระทบกระเทือนนิดหน่อยก็ไม่ได้ แถมเจออากาศแย่ๆแบบนี้ยิ่งไปกันใหญ่ เน่าเสียไปหมดแล้ว! ญาติข้าที่หมู่บ้านซั่งเหอกลุ้มใจนัก...”ป้าโจวเองก็เป็นกังวล นอกจากนางจะนำบางส่วนกลับมาแบ่งปันกินแล้วก็ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาสิ่งใดได้เลย
นางซูฟังแล้วจึงกระจ่างแจ้งไม่ปฏิเสธอีกต่อไป พลางถอนหายใจว่า “นี่มันสวรรค์ไม่เป็นใจเสียจริง”
“นั่นน่ะสิ! พวกเราชาวนาชาวไร่ก็ต้องพึ่งพาสภาพอากาศนี่แหละ” แค่ลมพัด ฝนตก หรือภัยแล้งเล็กน้อย ก็ทำให้ต้องกังวลแล้ว
เย่ชิงชิงยกเก้าอี้ตัวเล็กให้ป้าโจวนั่งแล้วตนเองก็ถือชามใบใหญ่ไปล้างให้สะอาด เมื่อกลับมาอยู่ใต้ชายคาเรือนทั้งสามก็กินผลเฉ่าเหมยไปพลางพูดคุยกันไปพลาง
ผลเฉ่าเหมยมีรสชาติเปรี้ยวอมหวานกินได้หลายลูกติดๆ กัน แต่ถึงขั้นขายไม่ออกเชียวหรือ?เย่ชิงชิงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “ป้าโจวผลเฉ่าเหมยของญาติท่านมีเยอะมากเลยหรือเจ้าคะ?”
ป้าโจวพยักหน้า“ปลูกไว้หลายหมู่เลย เมื่อปีที่แล้วอากาศดีเขาขายได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ปีนี้เลยปลูกเพิ่มอีกสองหมู่ใครจะไปรู้ว่าจะกลายเป็นเช่นนี้ ไม่มีโชคเอาเสียเลย...”
“ป้าโจวช่างมีน้ำใจนัก” การที่ป้าโจวมีของเหลือแล้วยังนึกถึงพวกนางก็ถือเป็นน้ำใจที่ดีนางซูคิดว่าป้าโจวอาจจะยังขุ่นเคืองที่นางปฏิเสธการเป็นแม่สื่อแต่แท้จริงแล้วนางเพียงแค่คิดไปเองทั้งสิ้น
เชิงอรรถ
[*]เฉ่าเหมย (草莓) หมายถึงสตรอว์เบอรร์รี