หรงเยว่ซีกุมหัวในใจหลังจากที่เขาสามารถยืนยันกับฮ่องเต้ได้แล้วว่าเขาไม่ได้มีอาการป่วยหรือปวดหัวอะไรทั้งสิ้น อีกฝ่ายจึงได้ล่าถอยและขยับตัวออกห่างจากเขา…ไปหนึ่งคืบ
ขอบคุณมาก ดูเหมือนท่านจะดูขาดความอบอุ่นนะฝ่าา ยามค่ำคืนแม่ทัพไป๋ให้ความอบอุ่นแก่ท่านไม่เพียงพอหรืออย่างไร
เกอตัวสูงขยับปากบ่นมุบมิบแบบไม่ออกเสียง จากนั้นจึงหันมาทำทีเป็สนใจตำราเื่การครองเรือนตรงหน้าต่อ เพราะตอนนี้เขากำลังจริงจังมากในการอยากตบแต่งเป็ฮูหยินของบุรุษสักคน
เมื่อวานนี้เขาได้สอบถามกับเสี่ยวเว่ยว่าตอนนี้มีบุรุษหน้าตาดีตระกูลใดบ้างที่ยังไม่ได้แต่งฮูหยินเข้าเรือนบ้างหรือไม่ เสี่ยวเว่ยนับนิ้วของตัวเองไปมาก่อนจะชูสองนิ้วแล้วบอกเขาว่าหากไม่นับญาติที่ไม่ใช่สายตรงของแต่ละตระกูล จากขุนนางทั้งฝั่งปกครองและฝั่งทหารก็เหลือเพียงบุตรชายสองคนของแม่ทัพจางิเจ๋อ ซึ่งมีศักดิ์เป็ท่านลุงของฮ่องเต้เท่านั้นที่ยังคงไร้พันธะและมีอายุไม่ต่างจากเขามากนัก จางิตงบุตรชายคนโต อายุยี่สิบเอ็ดปี กับจางิคุณ อายุสิบเก้าปี
นอกจากนั้นก็เป็ลูกหลานที่เป็บุรุษของตระกูลเหล่านี้มักตบแต่งฮูหยินของตนเองแล้วบ้าง ไม่ก็มีอนุภรรยาอยู่ที่เรือนอยู่แล้วแต่ยังไม่ได้แต่งฮูหยินเอกเข้าจวน
เมื่อเสี่ยวเว่ยพูดมาถึงตรงนี้ก็บิดตัวไปมากระมิดกระเมี้ยนเอ่ยถามเขาเสียงเบาว่าไม่สนใจอยากได้รายชื่อของเกอและสตรีบ้างหรือขอรับ
ข้าจะเอารายชื่อของเกอและสตรีไปทำไมไม่ทราบ?
ข้า้ามีสามี ไม่ได้้าภรรยาเข้าใจไหม!
แล้วบ่าวคนสนิทก็ถูกเขาเคาะกำปั้นไปที่หน้าผากหนึ่งทีข้อหาพูดจาไม่เข้าหูคนโสดที่อยากมีสามีเป็ตัวเป็ตน
“คุณชายสาม ท่านอ่านหนังสือเกี่ยวกับการครองเรือนเช่นนี้ ท่าน…ท่านมีคนที่ชอบแล้วหรือ”
เกอรูปหล่อหันไปมองบุรุษคนงามด้านข้างด้วยสีหน้าว่างเปล่า ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ เพื่อตอบกลับอีกฝ่ายแทนคำพูด แต่เขาก็ถูกกระตุกเสื้อจากด้านหลังด้วยฝีมือของเสี่ยวเว่ยถึงได้รู้ว่าตัวเองทำกิริยาไม่งามออกไปต่อหน้าฮ่องเต้จึงเรียบเรียงคำตอบในหัวแล้วเอ่ยออกมาแทน
“ตอนนี้ข้ายังไม่มีคนในใจพ่ะย่ะค่ะ แต่ด้วยอายุของข้าก็ถึงวัยที่เหมาะสมแก่การออกเรือนแล้ว ก็สมควรศึกษาเื่นี้เอาไว้บ้าง”
“ครอบครัวของท่านถือหรือไม่เื่ลำดับแต่งงานในครอบครัวที่บุตรคนโตต้องแต่งงานก่อนบุตรคนอื่น”
หรงเยว่ซีนิ่งคิดก่อนจะตอบไปตามที่ท่านแม่ได้บอกกับเขาก่อนหน้านี้
“ท่านแม่ของข้ากล่าวว่า หากข้ารักชอบใครและก็สามารถออกเรือนได้เลย ไม่จำเป็ต้องรอให้พี่ใหญ่แต่งฮูหยินเข้าจวนก่อน”
ใบหน้าหวานล้ำของฮ่องเต้ยกยิ้ม ลำแขนบางสลักเสลายกขึ้นมาวางบนโต๊ะก่อนจะวางคางเรียวลงไป ดวงตาอันแสนงดงามหยีลงเล็กน้อยบ่งบอกว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ดีจ้องมายังใบหน้าของเขาเงียบๆ โดยไม่กล่าวอันใด ทำให้หรงเยว่ซีรู้สึกเลิ่กลั่กขึ้นมาทันที
เขายกมือขึ้นสำรวจใบหน้าของตัวเองว่ามีอะไรผิดปกติรึเปล่า หรือจะมีเศษขนมที่เขากินเมื่อครู่ติดแก้ม แต่เมื่อตรวจสอบดูแล้วก็เจอแต่ความเรียบเนียนของใบหน้าเท่านั้น
ฮ่องเต้ผู้นี้ช่างแปลกคน มานั่งยิ้มหวานมองหน้าคนอื่นแบบนี้ นี่คงไม่ใช่การแก้แค้นแบบใหม่หรอกใช่หรือไม่ ที่จะทำเป็สนใจข้าแล้วให้ท่านแม่ทัพมาแสดงความหึงหวงน่ะ
หรงเยว่ซีหันขวับไปมองทางลานฝึกซ้อมเมื่อไม่เห็นว่าท่านแม่ทัพให้ความสนใจพวกเขาจึงได้ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เพราะเกือบจินตนาการว่าท่านแม่ทัพจะกระโจนมาทุบเขาจากทางด้านหลังเสียแล้ว ตามแบบฉบับนิยายที่พระเอกมักเข้าใจผิดนายเอกเพราะความหึงหวงบังตา
ถ้าฮ่องเต้ไม่ได้วางแผนร้ายอะไรไว้แล้วจะมาส่งยิ้มมองเขาเงียบๆ แบบนี้ทำไมกัน
“มีสิ่งใดติดบนใบหน้าของข้าหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าา”
“ใบหน้าของคุณชายสามปกติดี ข้ามองท่านก็เพราะว่าท่านหล่อเหลาน่ามองกว่าตำราที่ข้านำมาด้วยเสียอีก”
เพล้ง!
“ขอประทานอภัยเพคะ! หม่อมฉัน…หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ ฝ่าาโปรดทรงลงโทษหม่อมฉันด้วยเพคะ”
เสียงของตกแตกมาจากบ่าวของเขาที่กำลังจะถือกาน้ำชาเข้ามาในศาลาและกำลังจะวางลงบนโต๊ะ แต่คงเพราะเจอคำพูดชวนใของฮ่องเต้เข้าไปจึงได้มือไม้อ่อนทำกาน้ำชาตกแตกลงที่พื้นเสียก่อน
บ่าวหญิงที่ทำผิดพลาดก้มหมอบกราบอย่างหวาดกลัวต่ออาญาจากฮ่องเต้เนื่องจากน้ำชาจากการที่หกนั้นได้กระเซ็นไปเปื้อนฉลองพระองค์ที่ทรงประทับอยู่ข้างคุณชายสามของนาง
นางนึกขอบคุณ์ที่คุณชายของนางไม่ชื่นชอบการดื่มชาร้อนๆ ไม่เช่นนั้นนางไม่อยากจะคิดเลยว่าการที่ทำให้ฮ่องเต้าเ็โทษทัณฑ์จะร้ายแรงถึงเพียงไหน!
ยามแรกซีฉินมู่หยางนึกอารมณ์เสียที่เขากำลังจะเกี้ยวพาหรงเยว่ซีถูกขัดจังหวะด้วยบ่าวรับใช้ของอีกฝ่าย แต่เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของหรงเยว่ซีที่ห่วงใยบ่าวรับใช้แล้ว เขาก็รีบโบกมือบอกให้บ่าวของอีกฝ่ายลุกขึ้น และทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนจะมีใครมาเผลอเหยียบจนได้รับาเ็ โดยไม่ได้เอาความอะไรกับบ่าวที่ตัวสั่นเพราะกลัวได้รับโทษอย่างน่าสงสาร
หรงเยว่ซีโล่งใจที่ฝ่าาไม่ได้ขุ่นเคืองใจจนลงโทษบ่าวของเขา ท่าทางใจเย็นของอีกฝ่ายทำให้เขาให้คะแนนฮ่องเต้ผู้งดงามที่เคยเป็ศัตรูหัวใจเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้เขาลืมประโยคสุดท้ายที่ฮ่องเต้พูดไปเสียสนิท ดวงตาเรียวของเขาสังเกตเห็นว่าเนื้อผ้าบนฉลองพระองค์สีเขียวอ่อนของอีกฝ่ายถูกน้ำชากระเด็นใส่จนเปียกซึมอย่างไม่น่ามอง เขาก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ ถึงอย่างไรเขาก็ควรรับผิดชอบต่อการกระทำของบ่าวในเรือนเสียหน่อย
คนงามที่ไหนจะชอบใส่เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนบ้าง
“น้ำชากระเด็นใส่ฉลองพระองค์ของฝ่าาเช่นนี้ หากฝ่าาไม่รังเกียจ ข้ามีชุดที่ยังไม่ได้ใส่อยู่ จึงอยากเชิญฝ่าาเสด็จไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ใหม่ที่เรือนของข้าพ่ะย่ะค่ะ”
ซีฉินมู่หยางตาวาววับ ดวงตางดงามหลุบต่ำลงเผยให้เห็นแพขนตางอนยาวจนน่าอิจฉา เสียงหวานดังขึ้นจากกลีบปากสวยอย่างพยายามปกปิดความยินดีของตัวเอง
“ข้าคงต้องรบกวนคุณชายสามแล้ว”
“ไม่รบกวนเลยพ่ะย่ะค่ะ เรือนของข้าอยู่ด้านใน อาจต้องใช้เวลาเดินสักหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ตกลง ท่านนำทางข้าเถอะ”
ร่างโปร่งในชุดสีเขียวอ่อนขยับกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ทุกจังหวะย่างก้าวราวกับเดินลงบนก้อนเมฆไม่ต่างจากเซียนบน์ ซีฉินมู่หยางค้อมกายเล็กน้อยก่อนจะเดินนำฝ่าาไปยังทิศที่เรือนของเขาตั้งอยู่
ระหว่างทางพวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกันแต่ต่างฝ่ายต่างลอบมองกันโดยที่พยายามไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว
หรงเยว่ซีเหล่ตามองฮ่องเต้ที่เดินเยื้องย่างแต่ละทีชุดที่ใส่อยู่ก็ยิ่งขับเน้นเรือนร่างอันแสนอ้อนแอ้นของอีกฝ่าย แม้ความสูงจะมีพอๆ กับเขา แต่เอวของอีกฝ่ายกลับบางมาก ไหนจะสะโพกที่ตึงแน่นนั่นอีก
ท่านแม่ทัพคงต้องหลงใหลในร่างกายของคนงามมากเป็แน่ ยิ่งมองก็ยิ่งอิจฉาจริงๆ
ซีฉินมู่หยางเหลือบมองเกอที่เดินนำอยู่ด้านหน้าของเขาอย่างสำรวจ แม้ร่างกายของหรงเยว่ซีในร่างนี้จะไม่ได้สูงโปร่งดูไร้เรี่ยวแรงเพราะเ้าของไม่ชื่นชอบการออกกำลังกายเหมือนอย่างในชีวิตที่แล้ว แต่เปลี่ยนมาอยู่ในร่างกายสูงล่ำสันมีมัดกล้ามตามแขนขา เอวสอบแข็งแรงรับกับสะโพกที่ผายออกเล็กน้อยแทน แต่ก็ยังดึงดูดใจเขามากอยู่ดี
หรือควรจะบอกว่าไม่ว่าหรงเยว่ซีจะอยู่ในร่างไหน เขาก็ยังคงมีใจให้อีกฝ่าย ขอเพียงข้างในคือหรงเยว่ซีที่เขารักมาตลอดสองชีวิตก็พอแล้ว
ขอแค่เป็หรงเยว่ซีของเขา
ซีฉินมู่หยางก้าวเข้าไปในเรือนขนาดกลางของอีกฝ่าย ด้านในมีการจัดวางเครื่องใช้อย่างเป็ระเบียบและสะอาดสะอ้านน่ามอง เ้าของเรือนเดินนำเข้าไปยังส่วนที่เป็ห้องแต่งตัวและขอให้เขานั่งรออยู่บนตั่งไม้ที่วางอยู่ด้านใน ก่อนจะหายไปหลังฉากกั้นพร้อมกับบ่าวรับใช้ คงไปหาชุดที่อีกฝ่ายบอกกับเขาว่ายังไม่ได้ใส่นั่นแหละ
รอยยิ้มชั่วร้ายประดับขึ้นบนใบหน้างดงามเหนือผู้คนทั้งแคว้น มือเรียวบางขยับดึงสายคาดเอวของเขาให้หลวมขึ้นพร้อมกับดึงรั้งสาบเสื้อของตัวเองจนเผยให้เห็นไหปลาร้าและลำคอบอบบางชวนัั จากนั้นก็รวบเส้นผมยาวสลวยของตัวเองพาดมายังบ่าอีกข้าง ขยี้ผมให้ดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย ก่อนจะนั่งพิงที่วางแขนด้วยท่าทางผ่อนคลาย สาบเสื้อของชุดจึงยิ่งร่นลงมาจนเห็นแผ่นอกขาวผ่องแบบวับแวม
ในใจของซีฉินมู่หยางนึกขบขันตัวเองที่เขาต้องมาใช้แผนหญิงงามเพื่อยั่วยวนหรงเยว่ซีแบบนี้ ช่างต่างจากคุณชายฉินมู่หยางแห่งเมืองหลวงผู้แสนเคร่งขรึมและจริงจังไปกับทุกสิ่ง ไหนจะยามที่เขากลายเป็ฮ่องเต้ที่ต้องหยิบดาบฟาดฟันกับศัตรูจนเืของอีกฝ่ายสาดกระเซ็นชโลมชุดเกราะของเขาจนเป็สีแดงฉาน สร้างความครั่นคร้ามให้กับทหารฝ่ายศัตรูรวมถึงทหารในแคว้นของตัวเอง
ภาพลักษณ์ของเขาคงหมดสิ้นเป็แน่หากคนเ่าั้ได้มาเห็นเขาในเวลานี้
แต่ก็ใช่ว่าเขาจะสนใจเสียเมื่อไหร่ การแก้เผ็ดเ้าตัวแสบต่างหากที่เขาให้กำลังความสนใจเป็อันดับแรก
"ข้าไม่แน่ใจเื่ขนาดตัวเท่าไหร่ ฝ่าาทรงลองชุดนี้ดูก่อนนะพ่ะย่ะค่ะว่าพอดี...ตัว เอ่อ คือ"
หรงเยว่ซีถือชุดที่เขายังไม่เคยใส่เข้ามาในฉากกั้น แล้วนำไปแขวนไหว้ที่ตะขอ ถึงได้หันตัวมาเพื่อกล่าวกับฝ่าา แต่ไม่คิดว่าภาพที่เขาได้เห็นจะเป็ภาพที่ชวนหัวใจเต้นแรงขนาดนี้ แผ่นอกบางขาวสะท้อนแสงดึงดูสายตาของเขาเป็อย่างแรกจนต้องรีบหลุบตาต่ำมองพื้น เสียงที่กำลังพูดอยู่หยุดชะงักลงทันที
ฮ่องเต้ที่กำลังชายแผนหญิงงามมัดใจชายลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินเข้ามาหา เกอตรงหน้าทีละก้าวๆ จนเกือบประชิดตัวอีกฝ่าย น้ำเสียงหวานที่ถูกดัดให้แหบพร่าอย่างยั่วเย้าเอ่ยชิดใบหูขาวที่กำลังขึ้นสีแดงจัดชวนให้ขบกัดดูสักครั้ง แต่ก็ต้องอดใจเอาไว้
"ท่านช่วยแต่งตัวให้ข้าได้หรือไม่ ปกติข้าจะมีคนช่วยแต่งตัวให้ตลอด"
"ให้หม่อมฉันเรียกบ่าวด้านนอกมาให้จะดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะ"
หรงเยว่ซีขยับเท้าถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าวแล้วเอ่ยปฏิเสธออกมาอย่างไม่เต็มเสียงนัก
ตอนนี้ฮ่องเต้คนงามต้องน่าเขาอยู่ในสภาพที่ดูไม่เรียบร้อยและแต่กลับมีเสน่ห์ที่ดูยั่วยวนออกมาจนเขาที่เป็เกอยังต้องลอบกลืนน้ำลายและเตือนสติตัวเอง ความรู้สึกเหมือนผีเสื้อบินวนรอบท้องนี่มันคืออะไรกัน มันควรเกิดขึ้นแค่ตอนที่เขาดูผู้ชายที่หุ่นที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเหมือนแม่ทัพไป๋สิ ไม่ใช่มาเกิดขึ้นกับคนตรงหน้า
คนงามคนนี้อันตรายจริงๆแม้แต่กับเกออย่างเขาก็ยังไม่เว้นมาโปรยเสน่ห์ใส่!
Talk: พี่เต้มาเวย์นี้ ซีซีจะใจแตกเอานะ