นับวันการค้าระหว่างเหอฉีกับิเริ่มขยายตัวมากขึ้นบัดนี้ชาวเมืองทั้งสองสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างอิสระแคว้นเหอฉีได้กลับมาเป็ศูนย์กลางทางการค้าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ภัยาครั้งก่อนทำให้การค้าซบเซาไปนาน
เป็เวลาเดียวกับที่รัชทายาทได้มีคำสั่งให้เฟยฉีเสนาบดีกรมกลาโหม จัดการปรับปรุงกองทัพขึ้นมาใหม่ ความสงบใน่ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาทำให้กองทัพถูกละเลยไป บัดนี้การเกณฑ์ทหารถูกนำมาใช้อีกครั้ง เพียงเวลาไม่นาน แคว้นเหอฉีสามารถสร้างกองทัพที่เข้มแข็งทัดเทียมกับเมืองหลวงแล้ว
การพบกับหวังหย่งในครั้งนั้นทำให้รัชทายาทได้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า บัดนี้ พระองค์มัวแต่หลงคำของคนรอบข้างคิดการใหญ่โดยไม่ได้ประเมินตัวเองเสียก่อน
เมื่อทบทวนทุกสิ่งอย่างถี่ถ้วนแล้วทำให้รัชทายาทเข้าใจอะไรได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นจากนั้นมาพระองค์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านตำรับตำรา เสาะหาผู้รู้มาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนทำให้คนรอบข้างพากันแปลกใจ บัดนี้รัชทายาทได้กลายเป็คนละคนกับรัชทายาทคนเดิมที่เคยผ่านมา
นอกจาการจัดการกิจการภายในแล้วในเวลานี้รัชทายาทได้สานความสัมพันธ์กับอูซุน ผู้นำของชาวิ พวกเขาทั้งสองสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว เพียงเวลาไม่นานพวกเขาก็กลายเป็มหามิตรที่ได้รับความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ความสัมพันธ์ของทั้งสองเมืองย่อมอยู่ในสายตาของเมืองหลวงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็ความสัมพันธ์ที่สามารถสั่นคลอนความมั่นคงของเมืองหลวงได้ เพราะเช่นนี้จึงมีหนังสือถูกส่งมาจากเมืองหลวงหลายฉบับที่สอบถามถึงท่าที่ของเหอฉีในครั้งนี้ หวังหย่งในฐานะเ้าหน้าของกรมพิธีการที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการเกี่ยวกับเมืองหลวงจึงต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์มันเลวร้ายมากไปกว่านี้
“ไหนเ้าเคยบอกว่าเมืองหลวงไม่ได้ใส่ใจกับเื่นี้ แต่ทำไมพวกเขาถึงได้ส่งหนังสือท้วงติงมาครั้งแล้วครั้งเล่าข้าเองก็ไว้ใจเ้ามาตลอด ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกิจการของเ้า แต่ครั้งนี้เห็นทีข้าจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้เสียแล้ว” หวังเหล่ยเ้ากรมพิธีการเรียกหวังหย่งไปสอบถามถึงจำนวนจดหมายที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงที่นับวันจะเพิ่มมากข้น
หวังหย่งรู้ดีว่าการสอบถามครั้งนี้ไม่ได้หวัง้าคำตอบจากเขาเพียงแต่หวังเหล่ยอยากจะตำหนิที่เขาคาดการณ์ผิดก็เท่านั้นเพื่อหวังเหล่ยจะได้นำไปกราบทูลเอาความดีความชอบ แต่คนอย่างหวังหย่งไม่เคยคาดการณ์อะไรผิดพลาด เพียงแต่ว่าเขาไม่จำเป็ต้องบอกความจริงกับขุนนางไร้ความสามารถผู้นี้
“ใต้เท้าจะตำหนิข้าก็ได้ ข้าเชื่อว่าข้าคาดการณ์ไม่ผิดมันเป็หน้าที่ของพวกเขาอยู่แล้วที่จะสอบถามมา และข้าก็ตอบกลับไปตามปกติใต้เท้าไม่ต้องเป็ห่วงหรอก เื่นี้ข้ารับมือได้”
“รับมือได้อย่างนั้นรึถ้าเื่นี้เดือดร้อนมาถึงข้าละก็ ข้าไม่สนว่าเ้าเป็ใคร ข้าไม่ไว้เ้าแน่” หวังเหล่ยโกรธควันออกหูเขาไม่เคยถูกลูกน้องทำแบบนี้มาก่อน
หวังหย่งทำหน้าตาเลิกลั่กเหมือนจะกลัวคำขู่แต่ลึกๆ เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย กลับกลายเป็หวังเหล่ยเองที่ดูจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เขารู้ดีว่าคนอย่างเขาคงยากจะควบคุมหวังหย่งได้อาศัยแต่อำนาจที่มีในมือ ก็ใช่ว่าปราบหวังหย่งได้ลง ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปสักวันลูกน้องในกรมราชพิธี คงจะเอาเป็เยี่ยงอย่างแน่
“ต่อไปนี้เ้าจะต้องรายงานความคืบหน้ากับข้าทุกวัน เข้าใจมั้ย” หวังเหล่ยออกคำสั่ง
“ได้ขอรับนายท่าน แต่บางทีถ้าท่านอยากให้เื่มันจบเร็วๆ ข้าอาจจำเป็จะต้องเดินทางไปเมืองหลวงด้วยตัวเอง ใต้เท้าจะอนุญาตหรือไม่” หวังหย่งลองเชิง
“เ้าจะทำอะไรก็รีบทำ ข้ากลัวรัชทายาทจะถามเื่นี้ขึ้นมาข้าไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร”
“เช่นนั้น ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
หวังหย่งรีบออกมาจากสำนักพิธีการด้วยความลิงโลดดีใจเพราะั้แ่เขาเข้าพบรัชทายาทในวันนั้น ตัวเขาเองรู้สึกได้ว่าทุกฝีเก้ามีคนของรัชทายาทคอยติดตามเขาตลอดแม้เขาจะได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจกับเมืองหลวง แต่นับั้แ่ได้รับแต่งตั้งเขาไม่เคยมีโอกาสได้เดินทางไปเมืองหลวงเลยหลายครั้งที่เขาขออนุญาตก็ได้รับการปฏิเสธหรือไม่ก็ถูกคนของรัชทายาทติดตามไปด้วยเขาจึงได้แต่เก็บตัวอยู่แต่ในจวนอย่างไม่มีทางเลือก
ที่เขาเดินทางไปเมืองหลวงในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดเลย แต่เขาอยากกลับไปสำนักไฉ่หงที่นั่นมีบางอย่างที่เขาอยากรู้
นับั้แ่ที่เหอฉีสานสัมพันธ์กับิหวังหย่งพบว่า การไปมาของประชาชนทั้งสองพื้นที่มีมากผิดปกติ ในตอนนี้ภายในเมืองเหอฉีเต็มไปด้วยคนแปลกหน้า เขาอยากให้ศิษย์สำนักไฉ่หงที่กระจายอยู่ทั่วช่วยสืบเื่นี้ให้หน่อย
หวังหย่งรีบเก็บของมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทันทีเขารู้ดีหวังเหล่ยคงไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะมีแผนการซ่อนอยู่คนอย่างหวังเหล่ยห่วงแต่ตัวเอง เช่นนั้นหวังหย่งต้องรีบออกไปโดยด่วน ก่อนที่เขาจะไม่มีโอกาส
...........................................................
การประชุมในเช้านี้รัชทายาทออกว่าราชกิจตามปกติ โดยมีประเด็นหลักเป็เื่ของการเสริมกำลังทหารที่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเป็เื่ที่รัชทายาทจะให้ความสำคัญเป็พิเศษ
ดูเหมือนว่าในตอนนี้รัชทายาทจะมั่นใจแล้วว่าพระองค์มีความสามารถพอที่จะต่อกรกับทุกคนได้ และที่สำคัญ บัดนี้พระองค์มีกองทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรไม่แพ้เมืองอื่นๆแม้ทุกอย่างจะดูเหมือนว่าพร้อมสรรพ แต่รัชทายาทรู้ดีว่า พระองค์จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่หวังได้หากขาดสิ่งสำคัญ นั่นคือ ที่ปรึกษาชั้นยอด แม้รอบข้างจะมีคนห้อมล้อมอยู่มากมายแต่เมื่อมองไปแล้ว พวกเขาเ่าั้ไม่มีใครเลยสักคนที่มีคุณสมบัติที่ดีพอเขาจึงเสาะหาไปทั่วดินแดนเพื่อหาคนๆ เดียว แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ส่วนคนที่มีคุณบัติครบถ้วนกลับกลายเป็หวังหย่ง แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะร่วมงานกับพระองค์ หากไร้ซึ่งกุนซือชั้นยอดแล้วแน่นอนเขาก็ยากที่จะทำภารกิจให้สำเร็จได้
อีกเื่ที่น่าสนใจก็คือการที่รัชทายาทประกาศจะเสด็จไปเยือนเมืองิอย่างเป็ทางการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าโดยพระองค์หวังจะให้การเสด็จครั้งนี้เป็โอกาสในการชักชวนผู้นำของิให้ร่วมมือกับพระองค์
การประชุมมาถึงในตอนสุดท้าย เมื่อรัชทายาทมองไปยังบรรดาขุนนางก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
“เช้านี้ข้าไม่เห็นหวังหย่งเลย”พระองค์ตรัสถามในที่ประชุม ขุนนางทั้งหลายได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“ทูลรัชทายาท” หวังเหล่ยก้าวออกมา “เป็หม่อมฉันเองที่อนุญาตให้เขาเดินทางไปเจรจาราชการที่เมืองหลวงพะยะค่ะ”
ได้ฟังดังนั้น รัชทายาทสีหน้าถอดสีไปในทันที พระองค์โกรธจนเก็บสีหน้าไม่อยู่ ก่อนจะตรัสเพียงสั้นๆ “เ้ารู้มั้ย เ้าทำอะไรลงไป” พระองค์รีบปิดประชุมก่อนเดินออกจากห้องโถงไปอย่างรวดเร็ว
รัชทายาทกลับมาถึงห้องเขาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ขว้างปาสิ่งของในห้องจนแตกกระจายเฟยหรงได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ อย่างหวาดวิตก
ใต้เท้าลี่ถังรีบตามมาจากที่ประชุมโดยทันทีเขารู้ดีว่าต้องมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นแน่ไม่เช่นนั้นรัชทายาทคงไม่รีบออกจากที่ประชุมมาแบบนี้เป็แน่
ใต้เท้าลี่ถังเข้ามาในห้องพร้อมกับแจกันใบโตเฉี่ยวหน้าเขาไปนิดเดียว
“พระองค์ใจเย็นๆ ก่อนมีเื่อะไรบอกกระหม่อมได้ เราจะช่วยกันจัดการให้” ลี่ถังรีบบอกออกไป
“ใต้เท้ารู้มั้ยว่าหวังหย่งมันไปเมืองหลวงทำไม”
“หม่อมฉันไม่รู้คงเป็เพราะเื่งานราชกิจ” ลี่ถังยังไม่เข้าใจ
“มันกำลังสืบเื่ของพวกเราอยู่” รัชทายาทเฉลยออกมา
“เป็ไปได้อย่างไรที่ผ่านมาเราก็ส่งคนของเราไปเฝ้าจับตามองทุกฝีเก้า มันไม่ได้ติดต่อกับภายนอกเลยวันๆ เก็บตัวอยู่แต่ในจวน จะไปรู้เื่ของพวกเราได้อย่างไร”
“เพราะมันรู้ว่าคนของเราเฝ้าจับตาอยู่ตลอดทำให้มันไม่สามารถติดต่อกับศิษย์สำนักไฉ่หงที่คอยช่วยเหลือมันได้ มันเลยถือโอกาสที่เมืองหลวงส่งหนังสือมาสอบถามเื่เมืองิ ใช้โอกาสนี้เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อหลบหลีกสายตาของพวกเรายังไงละ” รัชทายาทยังไม่คลายกังวล
“เราจะทำอย่างไรกันดี”
“ข้าบอกใต้เท้าแล้วว่าทำอะไรอย่าให้ผู้คนแตกตื่นค่อยเป็ค่อยไป แต่ใต้เท้าไม่เคยเชื่อข้าเห็นทีตอนนี้เราคงจะต้องหยุดเคลื่อนไหวสักพัก รอให้มันกลับมาจากเมืองหลวงก่อนดูสิว่ามันได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง ที่ผ่านมาเป็เราที่เคลื่อนไหวก่อนแล้วถูกมันดักทางได้ตลอด ตอนนี้เราคงต้องรอให้มันเคลื่อนไหวก่อน ดูสิว่า เวลาโดนสวนกลับไปบ้างมันจะเป็อย่างไร”
..............................................
“กลับมาครั้งนี้ดูเ้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ ไม่นึกเลยว่างานในกรมราชพิธีของเ้าจะหนักหนาถึงขั้นทำให้คนอย่างเ้าดูเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้”จางหย่งเอ่ยทักทายลูกศิษย์คนโปรดอย่างห่วงใย หลายเดือนมานี้เขาแทบจะไม่ได้รับข่าวคราวจากหวังหย่งเลยแม้ศิษย์สำนักไฉ่หงจะมีอยู่ทุกที่ แต่กลับไม่มีใครทราบข่าวของหวังหย่งเลยแม้แต่คนเดียว
“เป็ข้าเองที่ทำให้อาจารย์ต้องเป็กังวล”หวังหย่งเอ่ยปาก “ตอนนี้ข้าถูกรัชทายาทเฝ้าจับตาทุกฝีเก้าจึงไม่สะดวกที่จะติดต่อกับคนของเรา”
“ข้ารู้ดีจึงได้สั่งให้คนของเราถอนตัวออกมา ก่อนที่พวกเขาจะไหวตัวทัน”
“ข้าต้องขอบคุณท่านอาจารย์ที่ให้คนของเราทำหนังสือจากเมืองหลวงส่งไปวันแล้ววันเล่าจนข้าใช้เป็ข้ออ้างในการออกมาครั้งนี้ได้”
“ถึงกระนั้นอาจารย์ทราบมาว่าฮ่องเต้เองก็ทรงเป็ห่วงกับสถานการณ์ของพวกเ้าอยู่ เ้าก็น่าจะรู้ หากพวกเขาร่วมมือกันได้ย่อมบั่นทอนเสถียรภาพของเมืองหลวงไม่ใช่น้อย”
“ข้อนั้นศิษย์รู้ดี และได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลกับฝ่าาเรียบร้อยแล้วเชื่อว่าพระองค์จะเข้าใจ” หวังหย่งอธิบายแผนการของเขาให้อาจารย์ฟังอย่างตั้งใจ
“เช่นนั้นเ้ายังมีสิ่งใดไม่สบายใจอยู่อีก” จางหย่งรู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้หวังหย่งกลัดกลุ้มนั้น หาใช่เื่ของเมืองหลวงไม่
หวังหย่งได้แต่ถอนหายใจก่อนจะเปิดปากพูด “หลายเดือนมานี้การค้าระหว่างเหอฉีกับิได้ขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว นั่นย่อมเป็ผลดีกับทุกฝ่ายแต่ข้าอดสงสัยไม่ได้ นั่นก็คือ บัดนี้ชาวิจำนวนมากได้อพยพเข้ามาอยู่ตามแนวชายของเรา ยิ่งนับวันคนพวกนั้นยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ข้าเกรงว่า จะไม่ส่งผลดีต่ออนาคตแต่ที่ข้าแปลกใจก็คือ ผู้อพยพเหล่านี้ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อรัชทายาทเป็แน่แต่พระองค์กลับไม่ได้มีความกังวลแม้แต่น้อย กลับกันตอนที่ข้านำเื่นี้ขึ้นหารือในที่ประชุมขุนนาง กลับถูกใต้เท้าลี่ถังคัดค้านพวกเขามองเป็เื่ไม่สำคัญ ทั้งๆ ที่มันจะกลายเป็ภัยคุกคามในอนาคตหากพวกเขาเป็ไส้ศึก แม้แต่เพียงคนเดียว ก็ย่อมเป็ภัยอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้นับร้อยนับพันที่มาอาศัยอยู่ ยากแก่การควบคุมยิ่งนัก พวกเขากลับไม่รู้สึกเป็กังวลเลย”
“เว้นแต่พวกเขาจะเป็คนพามาเอง”จางหย่งตั้งข้อสังเกต
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ว่าแต่พวกเขาจำไปเพื่ออะไร”
“ข้าจะให้คนของเราไปสืบเื่นี้มาให้แน่ชัดเ้าไม่ต้องเป็ห่วง”
“กลับไปครั้งนี้ข้าคงถูกจับตามองมากขึ้นไปอีก เกรงว่า เราคงจะติดต่อกันลำบากอาจารย์จะให้เซียวจ้านไปหาข้าแบบเมื่อก่อนคงไม่ได้แล้ว”
“ไม่ต้องห่วงตราบใดที่เหอผิงยังทำการค้ากับเมืองหลวงอยู่ เราคงไม่ขาดการติดต่อกันง่ายๆหรอก”
ได้ฟังเช่นนั้นหวังหย่งก็สบายใจขึ้นอีกมากแม้เขาจะรู้ดีว่า ศิษย์สำนักไฉ่หง มีอยู่ทั่วทุกที่ ขอเพียงอาจารย์ออกปากทุกคนพร้อมจะปฏิบัติอย่างไม่กลัวตายแต่เขาก็อดเป็ห่วงไม่ได้ที่จะให้ศิษย์ร่วมสำนักต้องมารับผลกระทบจากสิ่งที่เขาทำอยู่
ก่อนหน้านี้เขาติดตามอาจารย์ไปตามหัวเมืองต่างๆ ทำให้ทราบว่า สำนักไฉ่หงสร้างเครือข่ายไว้ทุกที่ทุกเื่ราวที่เกิดขึ้นบนหน้าแผ่นดิน ไม่มีรอดพ้นสายตาของศิษยสำนักไฉ่หงไปได้เพราะเป็เช่นนี้แม้แต่ราชสำนักยังหวาดเกรง แต่แทนที่เ้าสำนักจะเรียกหาผลประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้เขาเลือกที่จะคอยอยู่เื้ัเกื้อหนุนราชสำนักเสมอมา