ตอนที่ 21 กัวเทียนที่รนหาที่ตาย (2)
พอเปิดประตูออก มู่เจ๋ออวี่ก็เห็นว่านอกประตูรั้วเหล็กหน้าบ้านมีคนยืนอยู่หลายคน ล้วนเป็คนที่สนิทสนมกับกัวเทียนทั้งนั้น
เขารีบเดินเข้าไปถาม
“คุณลุงคุณป้า เช้าขนาดนี้มีเื่อะไรหรือเปล่าครับ”
“เสี่ยวเทียนล่ะ ทำไมเขายังนอนอยู่อีก นี่มันเกิดเื่ใหญ่แล้วนะ”
คุณป้าที่อยู่ใกล้มู่เจ๋ออวี่ที่สุดพูดด้วยสีหน้าร้อนรน
มู่เจ๋ออวี่ตาสว่างในทันที เขาถามว่า
“เกิดเื่อะไรขึ้นเหรอครับ”
คุณป้าตอบ “ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ โรงเรือนทั้งหมดของเสี่ยวเทียนก็หายไป พืชผักัักับอากาศหมดเลย จะให้เป็แบบนี้ได้ยังไง! ยังไม่ทันพ้นวันนี้ ผักก็คงเหี่ยวไปหมดแล้ว!”
“อะไรนะครับ ผมจะไปปลุกเขาเดี๋ยวนี้เลย”
พอมู่เจ๋ออวี่ได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปในฉับพลัน เขาหันหลังวิ่งเข้าบ้านพุ่งเข้าไปในห้องนอน จากนั้นก็เขย่าตัวกัวเทียนแรงๆ พูดเสียงดังว่า
“กัวเทียน กัวเทียน คุณตื่นเร็ว เกิดเื่แล้ว โรงเรือนของคุณหายไปหมดเลย ผักโผล่ออกมาหมดแล้ว”
มู่เจ๋ออวี่เรียกอยู่นาน กัวเทียนถึงมีการตอบสนอง
เขาลืมตาขึ้นเล็กน้อย สายตายังมัวอยู่บ้าง มองดูมู่เจ๋ออวี่้าที่ก้มหน้ามองเขา จู่ๆ เขาก็ยื่นมือไปลูบหัวมู่เจ๋ออวี่ครั้งหนึ่ง ท่าทางอ่อนโยนจนเหลือเชื่อ ทำให้มู่เจ๋ออวี่ที่สีหน้าร้อนใจชะงักอยู่กับที่ในทันที ชั่วขณะนั้นเขาไม่เข้าใจเลยว่าการกระทำแบบนี้ของกัวเทียนหมายความว่าอะไร
จนกระทั่งเสียงที่แหบทุ้มของกัวเทียนดังขึ้น เขาจึงได้สติกลับมา “มีเื่อะไร”
มู่เจ๋ออวี่กล่าวว่า “รีบลุกขึ้นมาเร็ว สวนผักของคุณเกิดเื่ใหญ่แล้ว”
เหมือนว่ากัวเทียนจะหายง่วงหน่อยแล้ว แต่ไม่ได้กระเด้งจากเตียงด้วยความรีบร้อนอย่างที่มู่เจ๋ออวี่คิดไว้ กลับหาวอย่างช้าๆ ก่อนเอ่ยว่า
“ไม่เป็ไร ให้ผมนอนต่ออีกหน่อย”
“จะไม่เป็ไรได้ยังไง ผักทั้งหมดของคุณจะตายอยู่แล้ว”
มู่เจ๋ออวี่ที่นิ่งเฉยอยู่เสมอตอนนี้ก็ร้อนใจไปด้วย แต่กัวเทียนกลับมีท่าทางไม่ใส่ใจ วันนี้หมอนี่เป็อะไรไปนะ
ถูกมู่เจ๋ออวี่เรียกไปหลายครั้ง กัวเทียนจึงลุกจากเตียง เขายืดตัวครั้งหนึ่ง จากนั้นมองดูมู่เจ๋ออวี่แล้วพูดขึ้น
“เอาละ ผมจะตื่นเดี๋ยวนี้แหละ”
กัวเทียนตื่นแล้ว พอออกจากบ้านก็เห็นผู้คนยืนออกันอยู่หน้าบ้าน
“เสี่ยวเทียน เธอตื่นสักที รีบไปดูสวนบ้านเธอเร็ว ไม่รู้ว่าฝีมือไอ้ชั่วคนไหน ทำโรงเรือนของบ้านเธอหายไปหมดเลย แบบนี้จะทำยังไงดี ผักพวกนั้นจะเสียหมดแล้ว”
คุณป้ายิ่งพูดก็ยิ่งเสียดาย คนอื่นๆ ก็ร้อนใจตามไปด้วย
เห็นผู้คนมากขนาดนี้เป็ห่วงเขา ในใจกัวเทียนก็รู้สึกซาบซึ้ง เขาเดินไปตรงประตูรั้ว เปิดประตูเหล็กออก ก่อนจะพูดกับคนนอกประตูว่า
“ป้าเหอ ลุงหลิน ไม่เป็ไรครับ ผมเป็คนเอาออกเอง”
คำพูดของกัวเทียนทำให้ทุกคนตรงนั้นอึ้งกันหมดในทันที พักหนึ่งจึงได้ยินลุงคนหนึ่งะโมาทางเขาว่า
“เสี่ยวเทียน เธอเป็อะไรไป ไปรื้อโรงเรือนทิ้งได้ยังไง เธอไม่รู้เหรอว่าทำแบบนี้ผักพวกนั้นจะตายหมด น้ำพักน้ำแรงครึ่งปีมานี้จะเสียเปล่าหมดนะ!”
“นั่นสิ เสี่ยวเทียน เ้าเด็กคนนี้เป็อะไรกันแน่ เจอเื่น่าเศร้าอะไรให้เธอคิดสั้นหรือเปล่า”
“ไม่ใช่ครับ ผมไม่เป็ไรจริงๆ การรื้อโรงเรือนทิ้งเป็เื่ที่ผมคิดมาดีแล้ว ผมตัดสินใจจะเริ่มปลูกผักปลอดสารพิษที่กินได้อย่างวางใจและสบายใจครับ”
กัวเทียนพูดถึงการตัดสินใจของเขาออกมา ทว่าคุณลุงคุณป้าตรงหน้าเขาต่างคิดว่าเขาใสซื่อเกินไป
“เสี่ยวเทียน ความคิดของเธอดีก็จริง แต่อย่าลืมสิว่าผักที่ปลอดสารพิษได้เงินคืนยาก ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือมีปริมาณน้อย ใช้แรงคนเยอะ แถมยังต้องใส่ใจมากกว่าตอนนี้อีก ไม่คุ้มค่าด้วยซ้ำ ถ้าเธอทำแบบนี้ในหนึ่งปีจะได้เงินได้ยังไง”
ป้าเหอพูดเกลี้ยกล่อม หวังจะปลุกให้กัวเทียนตื่น อย่าทำเื่โง่ๆ
โดยเฉพาะตอนที่พืชผักเติบโตเต็มที่แล้ว ไม่นานก็สามารถหาพ่อค้าขายส่งมารับผักไปได้แล้ว ตอนนี้รื้อโรงเรือนออก พืชผักที่โตเต็มที่จะเสียหมด ต้องขาดทุนมากขนาดไหนเนี่ย
กัวเทียนรู้ว่าคุณป้าหวังดี และรู้ว่าการตัดสินใจของตนดูโง่ในสายตาคนเหล่านี้แค่ไหน แต่เขาได้ตัดสินใจไปแล้ว
เขาเอ่ย “วันนี้ผมจะไปหาคนมารับผัก ขายผักที่โตเต็มที่แล้วทั้งหมดเพื่อลดการขาดทุนให้มากที่สุด รอผักทั้งหมดถูกรับไปแล้ว ผมก็จะเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกแล้วครับ”
ทุกคนเห็นว่ากัวเทียนยังยึดมั่นในความคิดตัวเอง ไม่ยอมฟังใคร ต่างร้อนใจจนเกือบจะอยากเปิดสมองของกัวเทียนออกมาดู ดูว่าเ้าหนุ่มนี่คิดอะไรอยู่กันแน่
“เสี่ยวเทียน เธออย่าคิดสั้นนะ!”
ป้าเหอกระวนกระวายจนใช้มือตบไหล่กัวเทียนแรงๆ เธอมองอีกฝ่ายเป็เหมือนลูกเลยนะ ตอนนี้เ้าเด็กนี่กลับจะทำเื่ผิดๆ แบบนี้ แน่นอนว่าพวกเขาต้องพยายามให้กัวเทียนเปลี่ยนความคิด
กัวเทียนมองป้าเหอด้วยความขบขันพร้อมพูดว่า
“คุณป้าครับ คิดสั้นอะไรกัน ผมไม่ได้จะไปตายสักหน่อย”
พอลุงฮว่าที่อยู่ข้างๆ ได้ยินก็ต่อว่าเขาทันที
“เ้าเด็กนี่ ทำไมยังมีเวลามาล้อเล่นอยู่อีก”
“เอาละๆ ลุงฮว่า ป้าเหอ ลุงต้าคุน ป้าจาง ทุกคนอย่ากังวลเลย ผมคิดดีก่อนที่จะทำการตัดสินใจนี้แล้วจริงๆ ตอนนี้มีผักในโรงเรือนเกลื่อนไปหมด มีคนมากมายที่อยากกินผักปลอดสารพิษแต่ไม่มีให้กิน อีกอย่าง พืชผักในโรงเรือนมีคุณค่าทางอาหารไม่เท่าพืชผักที่ผ่านแสงแดดและสายฝน มีคนจำนวนมากที่อยากกินผักแบบนี้ ยุคนี้การตลาดแข่งขันสูง ถ้าทุกคนทำเหมือนกันหมดก็คงไม่ได้เงิน มีเพียงเดินทางที่ไม่เหมือนคนอื่นจึงจะร่ำรวยได้”
คำพูดมากมายของกัวเทียนทำให้ผู้คนตรงนั้นต่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่มีคนพูดจาเป็เวลานาน
“ผมรู้ว่าพวกคุณหวังดีต่อผม ขอบคุณทุกคนที่นี่ด้วยนะครับ”
“ไม่นะ เสี่ยวเทียน เธอตัดสินใจจะทำแบบนี้จริงๆ เหรอ” ป้าเหอถาม
กัวเทียนพยักหน้า กล่าวว่า “ใช่ครับ ตัดสินใจแบบนี้จริงๆ”
“เฮ้อ...”
ป้าเหอถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนพูดขึ้น
“เธอรู้ไหมว่าแบบนี้มันเสี่ยงแค่ไหน อีกอย่างการเพาะปลูกแบบธรรมดาใช้เวลานาน แถมยังได้ต้นทุนคืนยากอีก”
“คุณป้า ผมคิดดีแล้วครับ เตรียมพร้อมไว้แล้ว”
กัวเทียนแสดงความมุ่งมั่นของตัวเองอีกครั้ง
เพราะทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายพวกเขาจึงทำได้เพียงส่ายหน้าเดินจากไป
ในสายตาพวกเขากัวเทียนกำลังรนหาที่ตายอยู่ แต่พวกเขาเกลี้ยกล่อมก็แล้ว ให้เหตุผลก็แล้ว กัวเทียนก็ยังไม่ฟังแล้วพวกเขาจะไปทำอะไรได้