บทที่ 1 เืหยดลงแผ่นกระดาษา ปลุกิญญาจักรพรรดิเทพ
ยามราตรีมืดมิดดุจน้ำหมึกสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนผืนฟ้า เมฆดำทะมึนก่อตัวหนาแน่นบดบังแสงจันทร์และดวงดาวจนสิ้น หยาดฝนเม็ดเขื่องร่วงหล่นลงมากระทบผืนดินอย่างบ้าคลั่ง เสียงอสุนีบาตฟาดเปรี้ยงดังกึกก้องราวกับ์กำลังพิโรธ สายฟ้าสีเงินแลบแปลบปลาบแหวกม่านราตรี เผยให้เห็นเงาร่างสายหนึ่งที่กำลังพุ่งทะยานฝ่าพายุฝนอย่างทุลักทุเล
"แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก..."
เสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงดังประสานกับเสียงฝน ชายหนุ่มอายุราวสิบห้าปี ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมและคราบเื ร่างกายผอมบางสวมชุดผ้าหยาบที่ฉีกขาดรุ่งริ่ง เขากำลังวิ่งหนีสุดชีวิต สองเท้าเหยียบย่ำลงบนแอ่งน้ำขุ่นมัวจนสาดกระเซ็น
เด็กหนุ่มผู้นี้มีนามว่า 'ซูหลงอวิ๋น' เขาเป็เพียงเด็กกำพร้าไร้หัวนอนปลายเท้า อาศัยบิณฑบาตเศษอาหารประทังชีวิตอยู่ในเมืองหลินสุ่ยอันห่างไกล โลกใบนี้คือโลกแห่งผู้ฝึกยุทธ์
ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ ผู้มีพลังปราณยุทธ์สามารถเหาะเหินเดินอากาศ พลิกูเาคว่ำมหาสมุทร ส่วนปุถุชนธรรมดาเช่นเขามีค่าไม่ต่างจากมดปลวกที่ถูกเหยียบย่ำได้ทุกเมื่อ
มือซ้ายของซูหลงอวิ๋นกุมาแฉกรรจ์ที่หน้าอก เืสีแดงฉานไหลซึมผ่านง่ามนิ้ว ผสมปนเปไปกับน้ำฝนจนแยกไม่ออก มือขวาของเขากอดรัดบางสิ่งไว้แนบอกอย่างแ่า
สิ่งนั้นคือหนังสือเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่ง หน้าปกขาดวิ่น กระดาษเป็สีเหลืองซีดราวกับใบไม้แห้ง ไม่มีแม้แต่ชื่อคัมภีร์หรือตัวอักษรใดๆ ปรากฏให้เห็น
นี่คือสิ่งที่เขากระเสือกกระสนขุดพบในซากวิหารร้างท้ายเมือง หวังเพียงจะนำไปแลกหมั่นโถวประทังความหิวโหย ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก นายน้อยแห่งตระกูลหลิน 'หลินควง' ผู้ซึ่งเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขต 'รวบรวมปราณขั้นที่สาม' บังเอิญผ่านมาเห็นเข้า
ด้วยนิสัยโอหังและมักมาก หลินควงเข้าใจผิดคิดว่าซูหลงอวิ๋นซุกซ่อนสมบัติวิเศษ จึงสั่งให้บ่าวรับใช้ลงมือเข่นฆ่าเพื่อแย่งชิง
"ไอ้สวะ! ยอมจำนนเสียเถิด ขาของเ้าวิ่งหนีคมดาบของตระกูลหลินมิพ้นหรอก!"
เสียงตวาดกร้าวระคนเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังแว่วมาจากเื้ั ซูหลงอวิ๋นกัดฟันกรอด ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเืฝอยเบิกกว้างด้วยความเคียดแค้น เขาหันขวับไปมองด้านหลัง ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ปรากฏร่างของชายฉกรรจ์ห้าคนสวมชุดคลุมสีเทากำลังไล่ตามมาติดๆ ทุกคนล้วนแผ่กลิ่นอายของพลังปราณจางๆ ออกมา นี่คือผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมปราณขั้นต้น!
"หลินควง! ข้าเพียงแค่เก็บหนังสือขาดๆ เล่มหนึ่งมาได้ มันมิใช่สมบัติวิเศษอันใด เหตุใดพวกเ้าต้องตามล่าข้าถึงเพียงนี้!" ซูหลงอวิ๋นะโฝ่าเสียงฝน น้ำเสียงเจือไปด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวัง
"ฮ่าฮ่าฮ่า! สมบัติวิเศษหรือไม่ นายน้อยย่อมเป็ผู้ตัดสินใจเอง ส่วนตัวขยะเช่นเ้า มีสิทธิ์อันใดมาเอ่ยปากถาม? สังหารมันซะ! อย่าให้เหลือซาก!" หนึ่งในบ่าวรับใช้ะโสั่งการ ดาบเหล็กกล้าในมือทอประกายเย็นเยียบสะท้อนแสงสายฟ้า
ซูหลงอวิ๋นรู้ดีว่าคำอธิบายใดๆ ล้วนไร้ความหมาย ในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ ชีวิตของปุถุชนก็เหมือนหญ้าคาที่ริมทาง จะตัดทิ้งเมื่อใดก็ได้ เขากัดริมฝีปากจนห้อเื เค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า ทว่าทิศทางที่เขาวิ่งไปนั้น กลับเป็เส้นทางที่นำไปสู่ 'หุบเหวอวสานิญญา'
หุบเหวอวสานิญญาคือสถานที่ต้องห้ามของเมืองหลินสุ่ย ว่ากันว่าลึกจนหยั่งไม่ถึง ด้านล่างมีหมอกพิษและกระแสลมปราณปั่นป่วน แม้แต่ยอดฝีมือระดับ 'สร้างรากฐาน' หากตกลงไปก็มีเพียงความตายที่รออยู่
เสียงฝีเท้าเื้ัใกล้เข้ามาทุกขณะ ซูหลงอวิ๋นรู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่พุ่งเป้ามาที่แผ่นหลังของเขา พละกำลังของปุถุชนย่อมไม่อาจเทียบเคียงผู้ใช้พลังปราณได้เลย ในที่สุด ฝีเท้าของเขาก็ต้องหยุดชะงักลง
เบื้องหน้าของเขาคือความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด สายลมกรรโชกแรงพัดพากลิ่นอายแห่งความตายพวยพุ่งขึ้นมาจากก้นเหว หินผาสูงชันตั้งตระหง่านราวกับกำแพงขวางกั้นความหวังทั้งมวล ซูหลงอวิ๋นหมดหนทางหนีแล้ว เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ตามล่า
"หมดทางหนีแล้วสินะ ไอ้สวะชั้นต่ำ" บ่าวรับใช้ร่างั์ผู้หนึ่งเดินก้าวออกมา ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ส่งของวิเศษมาแต่โดยดี แล้วข้าจะเมตตาสับหัวเ้าให้ขาดในดาบเดียว จะได้มิต้องทรมาน"
ซูหลงอวิ๋นยืนหอบหายใจ ร่างกายของเขาโอนเอนไปมาตามแรงลมพายุ เืจากาแที่หน้าอกยังคงไหลรินไม่หยุด ทว่าแววตาของเขากลับปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงความดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดอยู่ภายใน
"ตระกูลหลินของพวกเ้า รังแกผู้อ่อนแอ เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เยี่ยงผักปลา สักวันหนึ่ง ์จะต้องลงทัณฑ์พวกเ้า!" ซูหลงอวิ๋นชี้หน้าด่าทอด้วยเสียงอันดัง
"์งั้นรึ? ฮ่าฮ่าฮ่า! ในโลกแห่งนี้ พลังอำนาจคือ์! พวกข้ามีพลัง พวกข้าย่อมเป็์ของเ้า!" บ่าวรับใช้หัวเราะร่วน ดาบในมือถูกเงื้อขึ้นสูง เปล่งประกายปราณสีจางๆ อาบไล้ตัวใบดาบ
ซูหลงอวิ๋นมองดูคมดาบที่กำลังจะฟาดฟันลงมา เขาก้มลงมองหนังสือเก่าในอ้อมอก สิ่งไร้ค่าที่นำพาความตายมาสู่ตน เขาหลับตาลงน้อมรับชะตากรรม... มิใช่! เขาจะไม่ยอมตายด้วยคมดาบของพวกสุนัขรับใช้เหล่านี้เด็ดขาด!
"หาก์ไร้ตา ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล ข้าซูหลงอวิ๋น ขอสาบานด้วยิญญา! หากข้ามีโอกาสรอดชีวิตไปได้ ข้าจะเหยียบย่ำ์จอมปลอมนี้ให้จมดิน ข้าจะล้างบางตระกูลหลินมิให้เหลือแม้แต่สุนัขสักตัวเดียว!"
สิ้นคำสบถสาบานที่ดังกึกก้องกังวานฝ่าสายฝน ซูหลงอวิ๋นไม่รอให้คมดาบฟาดฟันลงมา เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ถีบตัวพุ่งถอยหลัง ร่างกายผอมบางร่วงหล่นลงสู่หุบเหวอวสานิญญาอันมืดมิด ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าบ่าวรับใช้
"บัดซบ! มันะโลงไปแล้ว!"
"หุบเหวนั้นลึกสุดหยั่ง ทั้งยังมีหมอกพิษกลืนกินกระดูก ปุถุชนเช่นมันตกลงไป ร่างกายย่อมแหลกเหลวเป็ชิ้นๆ ไม่มีทางรอดแน่นอน กลับไปรายงานนายน้อยเถิด"
เสียงของพวกมันค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับร่างของซูหลงอวิ๋นที่ดำดิ่งลงสู่ความเวิ้งว้าง
สายลมกรีดร้องบาดหูราวกับเสียงภูตผีโหยหวน ซูหลงอวิ๋นรู้สึกถึงแรงโน้มถ่วงที่กระชากร่างของเขาลงสู่เบื้องล่างอย่างรุนแรง ความมืดมิดโอบล้อมรอบกาย สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง าแที่หน้าอกฉีกขาดกว้างขึ้นจากการเสียดสีกับกระแสลมหยาบกระด้าง เืสีสดพุ่งกระฉูดออกมา
ในห้วงเวลาแห่งความเป็ความตายนั้นเอง สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็บังเกิดขึ้น!
หยดเืจากขั้วหัวใจของซูหลงอวิ๋น หยดเืที่เปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้น ความไม่ยอมจำนน และเจตจำนงอันแรงกล้าที่จะมีชีวิตอยู่ ได้ซึมซาบลงสู่หน้าปกของหนังสือเก่าคร่ำคร่าที่เขาซุกซ่อนไว้แนบอก
ตึกตัก... ตึกตัก...
เสียงหัวใจที่เต้นแ่เบากำลังจะหยุดลง ทว่าในวินาทีนั้น หนังสือเก่าเล่มนั้นกลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แสงสีทองอร่ามตาที่ถูกผนึกมาเนิ่นนานนับแสนล้านปีได้ะเิทะลักออกมาจากตัวคัมภีร์ แสงนั้นเจิดจรัสยิ่งกว่าดวงตะวัน สว่างวาบขับไล่ความมืดมิดและหมอกพิษในหุบเหวอวสานิญญาจนหมดสิ้น
กระแสเวลาและมิติรอบกายของซูหลงอวิ๋นราวกับถูกหยุดนิ่ง ร่างของเขาที่กำลังร่วงหล่นถูกห่อหุ้มด้วยปราการแสงสีทอง อบอุ่นและศักดิ์สิทธิ์หาใดเปรียบ
กระดาษสีเหลืองซีดที่เคยว่างเปล่า บัดนี้ปรากฏอักขระโบราณสีทองอร่ามลอยล่องออกมา ตัวอักษรแต่ละตัวแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเป็นิรันดร์ กลิ่นอายแห่งการสรรค์สร้างและการทำลายล้าง อักขระเ่าั้ก่อตัวเป็พายุหมุน พุ่งเข้าสู่หว่างคิ้วของซูหลงอวิ๋นอย่างบ้าคลั่ง!
"อ๊ากกกก!"
ซูหลงอวิ๋นกรีดร้องด้วยความเ็ปแสนสาหัส ราวกับศีรษะกำลังจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ ทะเลิญญาของเขาซึ่งแต่เดิมแห้งผากราวกับทะเลทราย บัดนี้กำลังถูกสายธารแห่งความรู้ระดับเทวะหลั่งไหลเข้าเติมเต็ม
ในห้วงจิตสำนึกของเขา เสียงอันทรงพลังและเก่าแก่ราวกับเสียงสะท้อนจากต้นกำเนิดจักรวาลดังกึกก้องขึ้น
[ เืแห่งความมุ่งมั่น... ิญญาที่ไม่ยอมสยบต่อฟ้าดิน... ครบถ้วนตามเงื่อนไข ]
[ คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ตื่นจากการหลับใหล... เริ่มการหลอมรวม! ]
ตูม!
คลื่นความรู้มหาศาละเิออกในสมองของซูหลงอวิ๋น ภาพนิมิตนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามาดุจแม่น้ำสายใหญ่
เขาเห็นภาพชายชราผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่กลางดวงดาว สองมือควบคุมเปลวเพลิงสีเก้ากษัตริย์ หลอมรวมดวงอาทิตย์ทั้งดวงให้กลายเป็โอสถเม็ดเดียว... นี่คือ 'ศาสตร์แห่งโอสถระดับเทวะ'!
เขาเห็นภาพสตรีชุดขาวผู้งดงามราวกับเทพธิดา ตวัดพู่กันเพียงครั้งเดียว ขีดเขียนอักขระลงบนความว่างเปล่า ปิดผนึกปีศาจมารนับล้านตนไว้ในมิติลี้ลับ... นี่คือ 'ศาสตร์แห่งจารึกอาคมระดับเทวะ'!
เขาเห็นชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำ ใช้ค้อนอสนีบาตทุบตีแผ่นโลหะที่เกิดจากแก่นกลางของหลุมดำ สร้างสรรค์ศาสตราที่เพียงแค่ตวัดก็ตัดแบ่งจักรวาลออกเป็สองซีก... นี่คือ 'ศาสตร์แห่งศาสตราระดับเทวะ'!
เขาเห็นยอดฝีมือไร้นาม ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางสมรภูมิ วางค่ายกลที่ใช้ดวงดาวนับหมื่นล้านดวงเป็หมาก สังหารเหล่าเทพมารที่กล้าล่วงล้ำเข้ามา... นี่คือ 'ศาสตร์แห่งค่ายกลระดับเทวะ'!
และท้ายที่สุด เขาเห็นเงาร่างอันยิ่งใหญ่ ไร้ขอบเขต ไร้จุดสิ้นสุด เพียงแค่การถอนหายใจก็ทำให้ดวงดาวเกิดใหม่ เพียงแค่การลืมตาก็ทำให้สัจธรรมพังทลาย เงาร่างนั้นสลักเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังปราณที่ท้าทาย์ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์!
ความรู้ทั้งหมด ศาสตร์ทั้งสี่แขนง (โอสถ ค่ายกล ศาสตรา อาคม) ั้แ่ระดับพื้นฐานที่สุดไปจนถึงระดับที่พระผู้เป็เ้ายังต้องหวาดกลัว ได้ถูกสลักลึกจารึกลงในจิติญญาของซูหลงอวิ๋นอย่างไม่อาจลบเลือน
"อั้ก!" ซูหลงอวิ๋นกระอักเืสีดำคล้ำออกมา คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ไม่ได้เพียงแต่มอบความรู้ ทว่ามันกำลัง 'หลอมรวม' เป็หนึ่งเดียวกับร่างกายของเขา แสงสีทองแทรกซึมเข้าสู่ิั กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก และอวัยวะภายในทุกส่วน
กระบวนการนี้คือ 'การชำระล้างไขกระดูกผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็น' สำหรับปุถุชน มันคือความเ็ปที่เหนือล้ำกว่าการถูกม้าแยกร่างนับร้อยเท่า กระดูกของเขาถูกป่นให้ละเอียดแล้วสร้างขึ้นใหม่ เส้นชีพจรที่อุดตันมาั้แ่กำเนิดถูกพลังสีทองทะลวงเปิดออกอย่างดุดัน ของเสียและสิ่งสกปรกในร่างกายถูกขับออกมาทางรูขุมขน กลายเป็คราบเมือกสีดำส่งกลิ่นเหม็นคาว
วิกฤตแห่งความเป็ความตายผ่านพ้นไป ร่างกายของซูหลงอวิ๋นที่เคยผอมบาง บัดนี้อัดแน่นไปด้วยพละกำลัง เส้นชีพจรลมปราณทั้งเก้าสายในร่างกายเปิดกว้างและขยายใหญ่กว่าผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะทั่วไปถึงสิบเท่า! ปราณฟ้าดินที่อยู่รอบๆ หุบเหวอวสานิญญา แม้จะเต็มไปด้วยหมอกพิษ ทว่าคัมภีร์เทพยุทธ์กลับทำหน้าที่เป็เครื่องกรอง ดูดซับเฉพาะพลังบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างของเขา
จุดตันเถียนบริเวณท้องน้อยซึ่งเคยว่างเปล่า บัดนี้ก่อเกิดเป็วังวนกระแสปราณขนาดเล็ก หมุนวนอย่างต่อเนื่อง
รวบรวมปราณขั้นที่หนึ่ง!
รวบรวมปราณขั้นที่สอง!
รวบรวมปราณขั้นที่สาม!
พลังยกระดับขึ้นอย่างบ้าคลั่งจนกระทั่งหยุดลงที่ 'ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สามสูงสุด' เทียบเท่ากับนายน้อยหลินควงที่ใช้ทรัพยากรมหาศาลของตระกูลบ่มเพาะมานับสิบปี แต่ซูหลงอวิ๋นใช้เวลาเพียงแค่ชั่วจิบชาเท่านั้น!
วูบ...
แสงสีทองค่อยๆ จางหายไป คัมภีร์เก่าคร่ำคร่าได้อันตรธานหายไปจากมือของเขาแล้ว มันได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของิญญา สถิตอยู่ ณ ใจกลางทะเลความรู้ของเขาอย่างสงบเงียบ
ตุบ!
ร่างของซูหลงอวิ๋นร่วงหล่นลงสู่ก้นหุบเหว แต่ทว่าแทนที่จะกระแทกพื้นจนแหลกเหลว พลังปราณคุ้มกันที่หลงเหลือจากคัมภีร์กลับช่วยพยุงร่างของเขาให้ร่อนลงสู่พื้นหินชื้นแฉะอย่างนุ่มนวล
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ฝนเบื้องบนหยุดตกแล้ว แสงจันทร์สาดส่องลงมาตามรอยแยกของหน้าผา กระทบใบหน้าของเด็กหนุ่มที่นอนสลบไศล
แพขนตาของซูหลงอวิ๋นขยับเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกโพลงขึ้น!
ั์ตาที่เคยขุ่นมัวและหวาดกลัวของปุถุชน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็กระจ่างใส ล้ำลึก และแฝงไปด้วยประกายแห่งความเฉียบขาด ประหนึ่งกระบี่วิเศษที่ถูกชักออกจากฝัก กลิ่นอายรอบตัวของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเด็กขอทานไร้ค่า กลายเป็ผู้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกตนอย่างแท้จริง
เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง สำรวจร่างกายตนเองด้วยความตื่นตะลึง าแฉกรรจ์ที่หน้าอกสมานตัวสนิทไร้ร่องรอย ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านกลับเรียบเนียนทว่าแข็งแกร่งดุจแผ่นหิน เขากำหมัดแน่น ััได้ถึงพลังงานสายหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย พลังนี้อบอุ่นและทรงพลังยิ่งนัก
"นี่คือ... พลังปราณยุทธ์? ข้า... ข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมปราณแล้วหรือ?" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความปีติยินดี
ซูหลงอวิ๋นหลับตาลง ตรวจสอบห้วงจิตสำนึกของตนเอง ทันใดนั้น ความรู้มหาศาลก็ปรากฏขึ้นชัดเจนราวกับสลักไว้บนก้อนหิน ตำราโอสถนับล้านเล่ม รูปแบบค่ายกลนับแสน คัมภีร์อักขระและศาสตรา ล้วนจัดเรียงอยู่อย่างเป็ระเบียบ รอให้เขาหยิบยกมาใช้งาน และที่สำคัญที่สุดคือ เคล็ดวิชาบ่มเพาะหลักที่ส่องแสงสีทองเรืองรองอยู่ใจกลาง
[ เคล็ดวิชา : กลืนนภาผลาญจักรวาล (ส่วนแรก) ]
"คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์... นี่ข้าได้มรดกตกทอดจากตัวตนระดับใดกันแน่?" ซูหลงอวิ๋นพึมพำกับตนเอง แม้เขาจะไม่ทราบถึงความยิ่งใหญ่ของ 'จักรพรรดิเทพยุทธ์' ว่าอยู่ในระดับใดของสากลจักรวาล แต่เขารู้แน่ชัดว่า สิ่งที่เขาอยู่ในขณะนี้ คือสมบัติที่แม้แต่เทพเซียนบนสรวง์ยังต้องหลั่งเืเพื่อแย่งชิง!
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองหน้าผาสูงชันที่ทอดยาวขึ้นไปสู่ท้องฟ้าอันมืดมิด มุมปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มเย็นเยียบ ั์ตาทอประกายสังหารอันเยือกเย็น
"ตระกูลหลิน... หลินควง... พวกเ้าบีบคั้นข้าจนตกสู่หุบเหวแห่งความตาย หวังผลประโยชน์จากปุถุชนไร้ทางสู้ แต่์ยังเมตตา ส่งมอบวาสนาอันยิ่งใหญ่แห่งจักรวาลนี้ให้แก่ข้า!"
ซูหลงอวิ๋นลุกขึ้นยืนหยัดอย่างมั่นคง เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งปลิวไสวไปตามสายลมก้นหุบเหว ท่าทีของเขาบัดนี้มิใช่เด็กกำพร้าผู้ต่ำต้อยอีกต่อไป แต่เป็ผู้สืบทอดแห่งคัมภีร์เทวะที่จะก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งการนองเืและการก้าวข้ามขีดจำกัด
"หนี้เืในครั้งนี้ ข้าซูหลงอวิ๋น จะกลับไปทวงคืนให้สาสม! ไม่ว่าพวกเ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใดในเมืองหลินสุ่ย ข้าจะใช้ความรู้แห่งอักขระ ค่ายกล และโอสถเทวะ บดขยี้พวกเ้าให้แหลกเป็ผุยผง!"
เสียงปณิธานของเด็กหนุ่มดังก้องสะท้อนไปทั่วก้นหุบเหวอวสานิญญา จุดเริ่มต้นของตำนานบุรุษผู้ที่จะก้าวข้ามขอบเขตแห่งมนุษย์ ทะลวงมิติ สับสังหารเทพมาร และบัลลังก์ 'จักรพรรดิเทพยุทธ์' ได้เปิดม่านขึ้นแล้ว ณ บัดนี้!