ตอนที่12 คุณลุงมีเกณฑ์จะสูญเสียบุตร
ฉินเลี่ยดึงมือกลับมาแล้วพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย: “ไว้ค่อยว่ากันเถอะ”
หลังจากพูดจบเขาก็ก้าวเท้าเดินไปด้านใน
เขาไม่เชื่อว่าบนโลกใบนี้จะมีเื่น่าเหลือเชื่อขนาดนี้เกิดขึ้นได้
โจวโจวมุ่ยปากหนูน้อยเดินตามต้อย ๆ ไปอย่างไม่ท้อถอย มองไปรอบตัวอย่างอยากรู้อยากเห็นและในไม่ช้า สายตาของเธอก็ถูกดึงดูดไปที่จุดหนึ่ง
มองตามทางที่หนูน้อยมองไปฉินเลี่ยก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ซึ่งจุดที่หนูน้อยมองไปนั้นคือบริเวณทานอาหารแบบบุฟเฟ่ต์บริเวณนั้นเต็มไปด้วยอาหารพร้อมพรั่ง
เมื่อนึกถึงปริมาณการกินของเธอเขาก็ตระหนักได้ว่าหนูน้อยเป็นักกินตัวยง ฉินเลี่ยจึงหันไปส่งสายตาให้ผู้ช่วย
ผู้ช่วยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแล้วเดินเข้าไปพูดกับหนูน้อย “คุณหนูเดี๋ยวผมจะพาคุณหนูไปหาอะไรกินก่อน ตอนนี้เป็เวลาอาหารเย็นพอดี”
พูดจบขณะที่เขากำลังจะเดินไปจับมือหนูน้อย ใครจะไปคิดว่าหนูน้อยกลับเอี้ยวตัวหลบเขาเธอวิ่งไปกอดขาของฉินเลี่ยแล้วพูดด้วยท่าทีจริงจังว่า “ไม่หนูจะอยู่ปกป้องพ่อ ! ”
เธอไม่วางใจ
ได้ยินแบบนั้นฉินเลี่ยจึงชำเลืองมองหนูน้อยที่รู้ทั้งรู้ว่าตนเองอยากกินจนน้ำลายไหลแต่ก็ยังยืนกรานที่จะปฏิเสธคิ้วของเขาก็ขมวดขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “ไม่ต้อง”
พูดจบเขาก็ดันตัวเธอให้ผู้ช่วย ส่วนตนเองก็ชิงเดินไปทางอื่นก่อน
โจวโจวอยากจะวิ่งตามไปแต่ก็ถูกผู้ช่วยรั้งเอาไว้ “คุณหนูไปหาอะไรกินกันเถอะครับ ที่นี่มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ทุกมุมไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับประธานฉินแน่นอน”
แต่มีบางสิ่งที่พวกเขาไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าได้
โจวโจวถอนหายใจออกมาแต่เมื่อนึกได้ว่าเธอได้ให้ยันต์กับพ่อไว้แล้ว เธอจึงไม่ดื้อดึงอีก
และเมื่อหนูน้อยเดินเข้ามาในโซนบุฟเฟ่ต์ความสนใจของเธอก็ถูกดึงดูดไปจนหมดสิ้นมองดูเมนูอาหารที่วางเรียงรายอย่างละลานตาแบบนี้หนูน้อยไม่รู้จะเริ่มกินเมนูไหนก่อนดี
ผู้ช่วยที่เห็นท่าทีของหนูน้อยก็รู้สึกหลงรักในความน่ารักน่าเอ็นดูของเธอเขาจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “คุณหนูสามารถกินได้หมดทุกอย่างเลย”
“จริงหรือ? ” โจวโจวมองเขาอย่างเหลือเชื่อ หนูน้อยกล่าวถามย้ำด้วยความลังเลว่า “กินทุกอย่างก็ได้ใช่ไหม? ”
เมื่อรู้ปริมาณการกินของเธอผู้ช่วยจึงพยักหน้ารับ “ที่นี่คือโรงแรมในเครือของประธานฉินคุณหนูอยากกินเท่าไหร่กินได้เต็มที่เลย ต่อให้กินหมดก็ไม่เป็ไรเดี๋ยวเราค่อยให้เชฟทำใหม่ได้”
อีกอย่างงานเลี้ยงในวันนี้จัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนมาเจรจาเื่ธุรกิจคนที่มาเพื่อกินจึงมีอยู่น้อยมากอาหารที่วางอยู่โซนนี้ส่วนใหญ่ล้วนวางประดับไว้อย่างนั้นเหลือทิ้งไปคงน่าเสียดายแย่ ไม่สู้ให้คุณหนูได้กินดีกว่า
โรงแรมของพ่อหรือ?
โจวโจวร้อง“ว้าว” ออกมา หนูน้อยอ้าปากค้างเป็รูป ‘o’ “ของพ่อหมดเลยหรือ ? ”
ผู้ช่วยผงกหัว“ครับ”
พ่อเก่งจังเลย!
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นผู้ช่วยก็เห็นเงาร่างหนึ่งที่คุ้นเคย เขารีบกำชับไม่ให้โจวโจววิ่งวุ่นจากนั้นก็เรียกให้พนักงานต้อนรับมาดูแลหนูน้อย ส่วนตัวเองรีบเดินไปกระซิบฉินเลี่ย “ประธานฉินประธานเหลียวมาแล้วครับ”
จุดประสงค์ของการออกงานในครั้งนี้ก็เพื่อเจรจาความร่วมมือทางธุรกิจกับเหลียวกรุ๊ป
แต่น่าเสียดายที่เหลียวเจียงเป็คนสันโดษและเขามักจะปฏิเสธการนัดหมายครั้งก่อน ๆ หลายครั้งครั้งนี้พวกเขามาเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำในวันนี้
ฉินเลี่ยเห็นเขาแล้วเช่นกันเขาพยักหน้าให้ผู้ช่วย แล้วเดินถือแก้วไวน์แดงไปทางเขา
อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะเดินไปถึงตัวอีกฝ่าย เขาก็เห็นชายคนหนึ่งรีบเดินจ้ำเข้ามาและพูดอะไรบางอย่างกับเหลียวเจียงสีหน้าของเหลียวเจียงเปลี่ยนไป และเขาก็หันหลังกลับเดินจากไปทันที
ฉินเลี่ยชะงักกึกเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและถอยห่างออกมา เขาไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดอย่างชัดเจนได้ยินเพียงเสียงคลุมเครือว่า “หายตัวไป”
“พ่อ” โจวโจวเดินมาพร้อมกับเค้กหนูน้อยเขย่งยกจานขึ้นตรงหน้าเขา “พ่อกินสิอันนี้อร่อยมากเลย”
ขณะที่พูดเธอมองเขาด้วยดวงตาที่สดใส อยากจะแบ่งปันของที่เธอคิดว่ามันอร่อยให้เขาได้กิน
ฉินเลี่ยเหลือบมองเธอแล้วรีบมองไปทางอื่น“กินเถอะ”
ระหว่างที่พูดเขาเห็นว่าเหลียวเจียงเดินออกไปทางไหน เขาจึงเดินตามไป
โจวโจวอุทาน“เอ๊ะ” ขาเล็ก ๆ ของหนูน้อยรีบจ้ำตามเขาไปเช่นกัน
ที่ทางเข้าโรงแรมเหลียวเจียงยืนคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเป็กังวล
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเสี่ยวอวี่ถึงหายตัวไปได้ ? แล้วคนดูแลเขาล่ะ? ”
“ไม่ต้องพูดเื่พวกนี้กับฉันตอนนี้รีบส่งคนไปตามหาลูกชายฉันเดี๋ยวนี้ ฉันต้องพบตัวเขา !”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธกล้ามเนื้อทั้งหมดในร่างกายของเขาตึงเกร็งขึ้นมา
โจวโจวกำลังยืนน้ำลายไหลมองเค้กในขณะที่เธอกำลังคิดจะเก็บเค้กชิ้นนี้ไว้ให้พ่อ เธอก็ถูกเสียงะโของเขาดึงความสนใจเข้าแล้ว
ซึ่งบังเอิญกับที่เหลียวเจียงหันมาพอดี
โจวโจวแค่เห็นหน้าเขาก็โพล่งออกมา“คุณลุงคนนี้มีเกณฑ์จะสูญเสียบุตรไป”
บังเอิญเหลือเกินที่ว่าตอนนี้ภายในล็อบบี้กำลังเงียบและประโยคนี้ก็ได้ยินไปถึงหูของเหลียวเจียงด้วย
เหลียวเจียงหันขวับมาทางเสียงนั้นแววตาของเขาดูคม เขาขมวดคิ้วมองไปยังโจวโจวแล้วก้าวเท้าฉับ ๆเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่เป็มิตร
ฉินเลี่ยเองก็ขมวดคิ้วเช่นกันเขาเดินก้าวไปตรงหน้าหนูน้อยแล้วดึงตัวโจวโจวมาไว้ข้างหลังเขาโดยไม่พูดไม่จาอะไรแต่หนูน้อยก็ไม่ดูสถานการณ์เลย มือข้างหนึ่งของเธอถือจานใส่เค้กเอาไว้ส่วนมืออีกข้างก็กอดขาฉินเลี่ยไว้แน่น หัวเล็ก ๆ ของเธอโผล่ออกมาจากด้านหลังเขาจ้องมองตรงไปที่เหลียวเจียง
เหลียวเจียงจ้องเธอเขาพยายามระงับอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเอง ไม่ได้ะเิความโกรธใส่หนูน้อยแต่กลับถามด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมแทน “เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ? ”
โจวโจวมองเขาอย่างไม่กลัวเกรงแล้วพูดอีกครั้งว่า “คุณลุงใบหน้าของคุณลุงมีไอชั่วร้ายปกคลุมอยู่ ใต้ตาลึก ไม่มีราศีนี่คือโหงวเฮ้งของคนที่มีเกณฑ์จะสูญเสียบุตร”
เสียงเด็กดังขึ้นและทั้งห้องโถงก็เงียบสนิท
ทุกคนอ้าปากค้างและมองไปที่โจวโจวด้วยความเหลือเชื่อ
เด็กคนนี้บ้าหรือเปล่า
กล้ามาแช่งลูกชายของประธานเหลียวได้ยังไง
แต่โจวโจวกลับไม่ได้ตระหนักเลยว่าตนเองพูดอะไรที่น่ากลัวออกไปหนูน้อยโยนแผ่นทองแดงลงพื้น ดูรูปสัญลักษณ์ปากว้าที่อยู่บนนั้นแล้วพูดต่ออีกว่า “ยังมีเวลาอีก2 ชั่วโมง หากไม่รีบไปช่วยพี่ชายตัวน้อยล่ะก็ พี่เขาอาจจะไม่รอดแล้ว”
“โจวโจวอย่าพูดจาเหลวไหล” เมื่อเห็นสีหน้าถมึงทึงของเหลียวเจียง ฉินเลี่ยจึงเอ่ยเตือนหนูน้อย
“พ่อคะหนูไม่ได้พูดจาเหลวไหลนะ” โจวโจวส่ายหน้าหัวเหม่งของหนูน้อยส่องประกายอยู่ใต้แสงไฟ เป็จุดสนใจอย่างมากแต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากกว่าคือคำพูดของเธอ
เธอพูดขึ้นว่า“คุณลุง พี่ชายเกิดปีหยิ่มอิ๊ง เดือนอู้เจี่ย ยามติงซ่ายใช่ไหม ?”
เหลียวเจียงดูมึนงงเพราะไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร
ฉินเลี่ยชำเลืองมองโจวโจวที่ทำสีหน้าจริงจังในใจเกิดความสงสัย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอธิบายว่า “ที่เธอหมายถึงคือปีขาล วันที่ 15 กรกฎาคม ตามปฏิทินจันทรคติ ่เวลาตกฟากห้าทุ่มถึงตีหนึ่ง”
ได้ยินแบบนั้นหนูน้อยโจวโจวก็เงยหน้าไปยิ้มให้เขา
“ใช่แล้วเหมือนอย่างที่พ่อหนูพูดนั่นแหละ”
ได้ยินหนูน้อยพูดแบบนี้ฉินเลี่ยเม้มปากเล็กน้อยแล้วหันไปมองทางอื่น
เหลียวเจียงเหมือนจะนึกบางอย่างได้แล้ว“เสี่ยวอวี่เกิดวันนั้นจริงด้วย !”
เขามองที่ปลายนิ้วของทั้งสองคนอย่างสงสัยไม่รู้ว่านี่เป็การเล่นตลกร้ายที่พวกเขาแอบเจรจากันมาก่อนหรือเปล่าแต่พอนึกถึงคำพูดของโจวโจว เขากลับรู้สึกตื่นตระหนกอย่างบอกไม่ถูก
โจวโจวยังคงพูดต่อ“พี่ชายเกิดในวันสารทจีน ตอนเด็ก ๆ ชอบร้องไห้งอแงเป็ประจำและสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก”
“อืมใช่แล้ว” เหลียวเจียงยังคงลังเลเล็กน้อย เพราะถึงอย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้สามารถให้คนไปสืบได้
แต่ใครจะไปคิดว่าประโยคถัดไปของโจวโจวจะทำให้เขาขนลุกไปทั้งตัว
“คนที่ลักพาตัวพี่ชายตัวน้อยไปเป็คนที่คุณลุงรู้จักเช่นกันอืม……” โจวโจวนับนิ้วคำนวณ แล้วกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า “คนร้ายรูปร่างไม่สูงค่อนข้างอ้วน ปกติเป็คนยิ้มเก่ง แต่ลับหลังเป็คนนิสัยไม่ดีเคยตีพี่ชายตัวน้อยด้วย ก่อนหน้านี้น่าจะเคยอยู่ที่บ้านของคุณลุงมาประมาณ 2-3 ปีแล้ว และเพิ่งไปจากบ้านของคุณลุงใน่นี้”
“อ้อแล้วคนนั้นน่าจะเป็คนที่ััน้ำเป็ประจำ พี่ชายเป็คนธาตุไฟจะตกอยู่ในมือของคนแบบนี้ได้ง่ายที่สุด”
ทันทีที่หนูน้อยพูดจบในหัวของเหลียวเจียงก็ปรากฏภาพของใครบางคนขึ้นมาทันที
ในขณะนี้เองโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น เขากดรับสายทันทีและเสียงจากปลายสายก็ดังขึ้นมาอย่างรีบร้อน
“ที่รักตอนนี้สืบหาตัวคนที่ลักพาตัวเสี่ยวอวี่ไปได้แล้ว คนร้ายคือฟางเหม่ยหลันเธอเป็คนพาตัวเสี่ยวอวี่ไปคุณว่าที่เธอทำไปเพราะ้าแก้แค้นที่พวกเราไล่เธอออกหรือเปล่าแต่เธอมักจะชอบรังแกเสี่ยวอวี่ตอนที่เราไม่อยู่ครั้งนี้เธอยังคิดจะทำอะไรกับเสี่ยวอวี่อีก……”
ภรรยาของเขาถามอย่างกระวนกระวายทว่าเหลียวเจียงกลับตกตะลึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฟางเหม่ยหลันที่เธอพูดถึงคืออดีตพี่เลี้ยงเด็กที่พวกเขาจ้างมาเลี้ยงเสี่ยวอวี่
ซึ่งตรงกับลักษณะที่โจวโจวบอกมาพอดี! ?