เซียนอินเปิดปากเอ่ย “พ่อครัวจางปลีกตัวไปทำธุระเสียนาน พอกลับมาก็ไม่รอรีช่วยข้าจัดผลไม้ทันที ช่างมากน้ำใจยิ่งนัก”
ใบหน้าเด็กสาวฉายแววซาบซึ้งใจอย่างไร้ข้อกังขา ราวกับนางรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
แต่ทุกคนต่างไม่ใช่เด็กแปดขวบ มีหรือจะไม่เข้าใจความหมายโดยนัยที่แฝงมานี้ หัวหน้ากองคาราวานและคนอื่นๆ พลันสีหน้ามืดครึ้มลง
“นั่นสิขอรับพ่อครัวจาง น้ำใจท่านกว้างใหญ่ดุจมหาสมุทรนักเชียว” เสียงหวังฉวี่ตงที่ตามหลังเซียนอินมาติดๆ กันแย้มยิ้มเอ่ย
เขาเห็นเด็กสาวทำอาหารจนหัวหมุนมากับตาตนเอง พ่อครัวจางทำเช่นนี้ก็ออกจะหน้าไม่อายไปหน่อยแล้ว แม้ยามปกติพ่อครัวจางจะชอบทำอะไรเอาหน้ากับเถ้าแก่หลี่อยู่เสมอ แต่ไม่มีเื่ใดที่ทำเขารู้สึกเหม็นขี้หน้าเท่าเื่นี้
พ่อครัวจางฮึดฮัด “หัวบุกนั่นก็เป็ข้าที่ต้มไว้ เป็ผลงานนางคนเดียวเสียที่ไหน!”
“นั่นสิเ้าคะพ่อครัวจาง โชคดีที่ท่านต้มหัวบุกทิ้งเอาไว้ ข้าจึงสามารถนำมาทำอาหารได้ทันท่วงที ไหนเลยจะเป็ผลงานข้าคนเดียวได้” ดรุณีน้อยเอ่ยอย่างเห็นด้วย
พ่อครัวจางหน้าดำเป็ก้นหม้อ มิใช่ยิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่ได้เป็คนทำอาหารนี้หรืออย่างไร
เถ้าแก่หลี่มีสีหน้าไม่ดีดุจเดียวกัน แต่ก็ปรับสีหน้าให้กลับมายิ้มแย้มได้ในเวลาไม่นาน เอ่ยแก้สถานการณ์กับแขกว่า
“ทั้งสองเป็แม่ครัวและพ่อครัวของโรงเตี๊ยมเรา ต่อจากนี้จะเป็พวกเขาที่ดูแลอาหารการกินของพวกท่าน หากขาดตกบกพร่องหรือมีความ้าอันใดสามารถบอกพวกเขาได้โดยตรง...เอาล่ะ พวกเ้าสองคนอย่ามัวแต่รบกวนแขกต่อไปเลย กลับครัวไปเถอะ”
ดรุณีน้อยยิ้มรับคำบอกกล่าวแกมปรามนั้นของเถ้าแก่หลี่ ก่อนจะเดินกลับครัวไปอย่างว่าง่าย ส่วนพ่อครัวจางหลังกลับถึงครัวก็ฮึดฮัดเดินออกไปทางหลังร้านทันที ทิ้งงานไปเสียดื้อๆ
*************************
[่พิเศษ : ก่อนข้ามมิติเวลา]
เซี่ยงไฮ้ ปี 2012 ภายในร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ ย่านซินเทียนตี้
จื่อลั่วทำงานที่ร้านอาหารจีนแห่งนี้มาร่วมเดือนได้แล้ว ชีวิตในแต่ละวันของเธอวนเวียนอยู่กับการไปเข้าคลาสเรียนที่มหาวิทยาลัย A และกลับออกมาทำงานที่ร้านอาหารนี้ในเวลาตอนเย็นไปจนถึงเที่ยงคืน
ฝีมือการทำอาหารของเธอเป็ที่ถูกใจของเถ้าแก่เนี้ยหลินเป็อย่างมาก เธอจึงกลายเป็เชฟครัวร้อนหญิงเพียงคนเดียวของร้านอย่างหาได้ยาก
ควรรู้ว่าในหมู่วงการเชฟจะค่อนข้างมีค่านิยมชายเป็ใหญ่ ยากนักที่จะเกิดการยอมรับให้ผู้หญิงมาเป็ตำแหน่งเชฟในครัวได้ มากที่สุดก็เป็เพียงผู้ช่วยเขียงหนึ่งเขียงสองเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การทำงานตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาจื่อลั่วเองก็ใช่จะราบรื่นไปเสียหมด แต่มีสิ่งหนึ่งที่สะกิดใจจื่อลั่วมาตลอด
ก็คือเื่ปริมาณวัตถุดิบ
เื่การสั่งซื้อและรับวัตถุดิบเป็หน้าที่ของเชฟเฉินโดยตรง เขาคือคนที่ค่อนแคะเธอั้แ่แรกเข้าทำงานนั่นเอง หลายวันก่อนจื่อลั่วบังเอิญไปเห็นใบรายการรับอาหารและกองวัตถุดิบที่ยังไม่ได้รับการแยกเก็บ แล้วพบว่าปริมาณในใบรับวัตถุดิบ กับวัตถุดิบที่ได้รับจริงนั้นแตกต่างกัน
ด้วยประสบการณ์ทำครัวของจื่อลั่วที่มีมาหลายปี เพียงแค่มองวัตถุดิบด้วยสายตาก็สามารถกะปริมาณได้แล้วว่าหนักราวกี่กรัม กี่กิโลกรัม ป้ายบ่งปริมาณที่ติดมากับถุงวัตถุดิบนั้นมีปัญหาแน่นอน
เดิมทีจื่อลั่วคิดว่าคงเป็ปัญหาที่ทางผู้ขายว่าอาจจะโกงตาชั่ง แต่พอจื่อลั่วลองเปรยว่าหมูในตู้เย็นครั้งนี้ดูน้อยผิดจากปกติ เชฟเฉินกลับดูโมโหโดยไร้มูลเหตุ ทั้งยังเหน็บแนมจื่อลั่วสารพัดว่าคิดไปเอง เด็กสาวจึงค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าเชฟเฉินมีเอี่ยวเื่นี้แน่นอน เธอรวบรวมหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็รูปถ่ายใบรับของ รูปถ่ายวัตถุดิบ และวัตถุดิบซึ่งวัดกับตาชั่งจริงแล้วมีปริมาณแตกต่างกับป้าย ทำเป็เล่มรายงานเล่มหนึ่งส่งให้เถ้าแก่เนี้ยหลิน
หลังจากเถ้าแก่เนี้ยรู้เข้าก็โกรธมาก บอกจื่อลั่วว่าอย่าเพิ่งกระโตกกระตาก เธอจะสืบดูอีกหน่อยแล้วจัดการทีเดียว
ผลสุดท้ายเชฟเฉินจึงถูกไล่ออกในเวลาต่อมา
เถ้าแก่เนี้ยหลินสืบได้ความมาว่าเชฟเฉินมีการตกลงกันกับคนส่งอาหารอย่างลับๆ โกงค่าส่วนต่างของวัตถุดิบแล้วนำมาแบ่งกันคนละครึ่ง ที่สำคัญก็คือ พวกเขาสองคนถึงกับทำเช่นนี้มาเป็ปีแล้ว! แต่เถ้าแก่เนี้ยหลินไม่อยากไปขึ้นโรงขึ้นศาลให้มากความ จึงเพียงไล่เขาออกไปอย่างเคืองขุ่น
เชฟเฉินแทบไม่ต้องเดาก็รู้ในทันทีว่าใครเป็คนปากสว่าง คนอื่นๆ ที่ทำงานร้านนี้มานานมีหรือจะไม่รู้ความผิดปกตินี้ แต่ล้วนแล้วไม่อยากหาเื่ใส่ตัว จึงเงียบปากไม่พูดไม่กล่าว ส่วนเด็กสาวคนนี้เพิ่งเข้ามาไม่นานแถมยังเคยเปรยเื่วัตถุดิบอีก ไม่ใช่เธอแล้วยังเป็ใครได้
หลังจื่อลั่วเลิกงานก็เดินทางกลับที่พักตอนเที่ยงคืนด้วยสภาพเหงื่อท่วมหัว เรือนผมสีดำถูกรัดเป็หางม้ายาวถึงกลางหลัง ร่างบางในชุดเชฟสีขาวทะมัดทะแมงก้าวเดินไม่ช้าไม่เร็ว ที่พักของเธออยู่ไกลออกไปยี่สิบนาที ขณะนี้ดึกมากแล้วจึงไม่มีรถโดยสารขับไปมาให้เห็น บรรยากาศเงียบงันสงัดวังเวง
ทว่าพลันนั้นเธอกลับพบคนคุ้นหน้าคุ้นตาเข้า เป็อดีตเชฟเฉินและพรรคพวกอีกสามคนกำลังรอคอยเธออยู่ที่ระหว่างทางตรงตรอกร้างไร้ผู้คน…