‘ทำไมข้าไม่เป็อะไรเลยล่ะ ?’
‘ชุดที่เ้าสวมอยู่นั้นคือเกราะเวทย์ !” เสี่ยวจิ้งเอ่ยเสียงเนือย เพราะรู้ว่านางสวมเกราะไว้ ที่ผ่านมาเสี่ยวจิ้งจึงวางใจให้นางลองสู้กับัได้ “ แม้มันสามารถป้องกันพลังโจมตีที่ระดับต่ำกว่าระดับมหายุทธ์ได้ห้าครั้ง แต่มันป้องกันการโจมตีระดับราชันย์ได้หนึ่งครั้งเท่านั้น ตอนนี้มันกลายเป็เสื้อผ้าธรรมดาชุดหนึ่งไปแล้ว…เ้าก็ระวังตัวด้วยล่ะ” น้ำเสียงัน้อยเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นบ้าง
นับแต่ได้รับกำไลมิติมา มู่เชียนก็มักสวมเพียงชุดที่เสี่ยวจิ้งเตรียมไว้ให้อยู่ตลอด ไม่เพียงเพราะเนื้อผ้าที่เรียบลื่นและเย็นสบาย แต่ยังเพื่อมิให้เป็การเสียน้ำใจแก่ผู้ที่มอบให้นางอีกด้วย…ที่ผ่านมามู่เชียนไม่เคยรู้ถึงคุณสมบัติข้ออื่นของมันมาก่อนเลย
‘มิน่าล่ะ … ขอบคุณมากนะเสี่ยวจิ้ง’
‘ขอบคุณเทพบิดาเถิด ของด้านในล้วนเป็สิ่งที่ท่านเตรียมไว้ให้เ้า’
“อืมม !! ” มู่เชียนพยักหน้ารับคำพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง ...โชคดีที่บรรพบุรุษท่านนั้นไม่ได้ลอยแพนางซะทีเดียว
ัพฤกษาดวงตาแดงฉาน มันเพ่งมองเป้าหมายที่ไม่บุบสลายตรงหน้า แล้วยิ่งรู้สึกคับแค้นใจ วันนี้ไม่ใช่วันของมันจริงๆ โจมตีไปมากมาย เหตุใดไม่อาจทำอันตรายมดแมลงเหล่านี้ได้สักครั้ง
ความโกรธทำให้มันตัดสินใจรวบรวมพลังงานจากต้นไม้รอบด้าน คิดจะปล่อยกระบวนท่าสังหารนั้นอีกครั้ง และคราวนี้มันตั้งใจโจมตีร่างของมู่เชียนให้แหลกในครั้งเดียว…!!
“แม่นางหลบไป !” กลุ่มบุรุษชุดเทาส่งเสียงเตือนดังเซ็งแซ่ พร้อมกับพยายามโคจรปราณอันน้อยนิดที่เหลือของตน คิดจะเข้าไปแทรกกลางระหว่างนางและัพฤกษา เด็กคนนั้นแม้ไม่รู้จักกันแต่กลับมีน้ำใจช่วยเหลือ พวกเขาไม่อาจปล่อยให้นางตายไปง่ายๆเช่นนี้….
....ไม่คิดว่ากลับถูกเด็กสาวยกมือห้ามไว้ !!
ดวงตาสีน้ำตาลจับจ้องปราณลูกั์ที่เปล่งประกายเรืองรองอยู่ที่เขาขนาดั์ สีหน้าของมู่เชียนพลันปรากฏแววตัดสินใจพาดผ่าน ….‘ไม่มีทางเลือกแล้วสินะ !’
ท่วงท่าของเด็กสาวร่างบาง ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าัั์นั้นเต็มไปด้วยความองอาจและสง่างาม กระโปรงยาวสีเขียวพลิ้วไหวราวกับนางคือวีรสตรีในตำนานเล่าขาน เหล่าบุรุษได้แต่เฝ้ามองตาค้างยามที่นางเอ่ยกับัพฤกษาตนนั้นว่า
“แอ้กกกก .!!”
‘………?!! ’
เอ๋ ….
สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองไปที่มู่เชียนเป็ตาเดียว มือของเด็กสาวถือสิ่งหนึ่งยื่นไปข้างหน้า สัตว์เลื้อยคลานตัวเล็กสีแดง ถูกนางนำมาใช้เป็อาวุธอย่างน่าประหลาดใจ
‘ขอโทษนะเสี่ยวจิ้ง..!! ข้าบีบแรงเกินไป..!!’ เด็กสาวลนลานเอ่ยกับเทพอสูรในมืออย่างรู้สึกผิด
เมื่อครู่ยามนำเขาออกมา นางคงเผลอกำร่างของเทพอสูรน้อยแน่นเกินไป ัน้อยที่ถูกบีบท้องโดยไม่ทันตั้งตัว จึงส่งเสียงแปลกประหลาดเช่นนั้นออกมา…และนั่นก็ทำให้เทพอสูรัเพลิงเสียหน้ายิ่งนัก
‘มู่เชียน…!!!!’ เสียงเกรี้ยวกราดดังลั่นในสมองของนาง… เด็กสาวย่นคอให้กับเสียงนี้พลางหลับตาปี๋อย่างรู้สึกผิด
‘ข้าขอโทษษษษ…..!!!’
เมื่อร่างสีแดงขนาดเล็กปรากฏขึ้นตรงหน้า เ้าัพฤกษาพลันหยุดการโจมตีอย่างฉับพลัน…กลิ่นอายอันน่าหวาดหวั่นนี้มันยังจดจำได้... นี่คือปราณของท่านผู้นั้น เทพอสูรลำดับหกาาของพวกมัน เทพัเพลิงต๋าเหอหงลิ่วจิ้ง !!!
เ้าัตัวั์เกือบจะก้มหัวลงคารวะอยู่แล้ว ทว่าเสี่ยวจิ้งรีบห้ามไว้ได้ทัน …เขาไม่้าให้ผู้ใดสงสัยถึงสถานะของตนและมู่เชียน
กลุ่มชายชุดเทาที่ยามนี้กระจายตัวคุ้มกันอยู่รอบกายผู้เป็นาย ต่างก็แสดงสีหน้างุนงงออกมา
‘เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเ้าัพฤกษาที่กำลังจะปล่อยกระบวนท่าสังหารหยุดนิ่งไป ทั้งยังมีทีท่าหวาดเกรงอีกด้วย ?’
ครู่หนึ่งที่บรรพบุรุษัและหลานตัวั์ลอบส่งััจิตถึงกันเพื่อถามถึงสาเหตุของการอาละวาด ในที่สุดเสี่ยวจิ้งก็หันกลับมาเล่าให้มู่เชียนฟังถึงความเป็มา
‘เ้าหนูนี่เล่าว่า... คนพวกนี้พยายามขโมยหน่อภูติพฤกษาของมัน’ เสี่ยวจิ้งเอ่ยตอบเสียงประหลาด ท้องของเขายังรู้สึกจุกไม่หาย ทว่าเด็กสาวกลับทำท่าคล้ายลืมไปแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำว่า ‘หน่อภูติพฤกษา !’
‘ัพฤกษาจำศีลมาเกือบสามร้อยปี บุญวาสนาส่งให้กำเนิดหน่อภูติพฤกษาขึ้นข้างกาย อีกราวสองสามร้อยปีก็สามารถกลายเป็ภูติพฤกษาได้… ถึงแม้จะไม่มีประโยชน์ใดกับสัตว์อสูร ทว่าอย่างไรก็นับเป็สมบัติส่วนตัวของมัน เมื่อมีคนพยายามจะขโมย มันจึงได้โมโหน่ะสิ ’
ระหว่างที่ศึกสงบลงและพวกมู่เชียนกำลังพูดคุยกับันั้น กลุ่มบุรุษที่ถูกช่วยไว้ต่างก็แยกย้ายกันไปรักษาตัว ที่ใช้ยาก็ใช้ ที่พันแผลก็พันไป ในที่สุดก็สามารถพาร่างกะปลกกะเปลี้ยมายืนเรียงตัวกันเพื่อคารวะขอบคุณนาง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างอดไม่ได้
“ขอถามได้หรือไม่ เ้าเป็ใคร เหตุใดจึงหยุดันั่นได้ ?”
คำถามนี้มู่เชียนไม่รู้จะตอบเช่นไร ในเมื่อผู้ที่หยุดัไว้คือเสี่ยวจิ้งต่างหาก... เด็กสาวยิ้มพลางชี้นิ้วไปที่เทพอสูรตัวน้อยบนบ่า “นี่คือเสี่ยวจิ้งสัตว์อสูรของข้า พวกเขา…เป็ญาติกันน่ะ”
ต๋าเหอหงลิ่วจิ้ง…เทพอสูรัเพลิงพยายามยืดลำตัวของตนขึ้นเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของตนออกมา
‘ข้าเป็บรรพบุรุษของเ้านั่นเชียวนะ !’
ทว่าชายชุดเทาทั้งหลายกลับมองไม่เห็นความน่าเกรงขามของัเสี่ยวจิ้ง ดวงตาหกคู่มองสัตว์เลื้อยคลานตัวเล็กบนบ่าของมู่เชียนสลับกับัั์ ด้วยสายตาแปลกๆ
‘ไม่รู้เ้าัหน้ามืดตนใด ให้กำเนิดลูกครึ่งจิ้งเหลนครึ่งันี่มา ?!’
แต่ในเมื่อไม่มีคำอธิบายที่ดีกว่า.. พวกเขาก็ได้แต่ยินยอมเชื่อว่า เ้าตัวเล็กสีแดงนั่น มีเชื้อสายัจริงๆ
เสี่ยวจิ้งผู้ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกนินทา มองออกว่ามู่เชียนสนใจภูติพฤกษาเป็พิเศษ จึงรู้สึกอยากจะนำมาให้นางได้ศึกษา ถึงจะทิ้งไว้ให้เ้าัน้อยนี่ มันก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่ดี อีกทั้งไม่แน่ว่าหากนำกลับไปที่สำนัก คงได้ค่าตอบแทนมากกว่าว่านอสรพิษหลายเท่า.… พวกเขาอาจไม่ต้องกังวลเื่ค่าเช่าบ้านไปจนถึงตอนมู่เชียนเรียนจบเลยด้วยซ้ำ คิดดังนี้ัเทพจึงเอ่ยปากขอกับหลานนอกไส้ไปตรงๆ
“เ้ายกให้ข้าได้หรือไม่ ?”
“ด้วยความยินดียิ่งขอรับ ” เสียงแหบห้าวตอบรับทันทีด้วยความดีใจ หางใหญ่โตของมันส่ายไปมาอย่างที่คิดไปเองว่า...ตัวมันน่าเอ็นดูอย่างมาก
‘เทพอสูรัเพลิง ้าสมบัติของข้า !’ ัวัยเยาว์รู้สึกราวได้รับความโปรดปรานอย่างกะทัน ร่างั์แทบอยากจะหมอบคลาน เพื่อเอาหน่อภูติพฤกษามาวางแทบเท้าท่านเทพอสูรยิ่งนัก ทว่ายังไม่ทันได้ทำเช่นนั้นกลับถูกห้ามเสียก่อน สุดท้ายหน่อภูติพฤกษาก็ลอยละล่องมาหยุดอยู่ตรงหน้ามู่เชียนแทน
มู่เชียนหมุนก้อนพืชกลมๆตรงหน้า หน่อภูติพฤกษาก้อนนี้ลักษณะคล้ายหัวเผือกขนาดเล็ก เพียงแต่มีสีเขียวอ่อนใสกลมเกลี้ยง ดูธรรมดาจนไม่รู้เลยว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่มีค่าระดับสมบัติของแว่นแคว้น
ชายชุดดำผู้เป็หัวหน้าขมวดคิ้วอย่างรู้สึกยุ่งยากในใจ ดวงตาสีเทาหลุบต่ำลง ในขณะที่ผู้ติดตามของเขาทุกคนตาเบิกโพลง เมื่อเห็นสิ่งที่พยายามแลกมาด้วยชีวิตยังไม่อาจได้มา กลับถูกเ้าสัตว์อสูรตัวน้อยนี้เอ่ยปากขอไปอย่างง่ายดาย
เป็ญาติแล้ววิเศษนักหรือ ? โลกใบนี้มีความยุติธรรมอยู่หรือไม่ ?
“นายท่าน… แล้วพวกเรา …!!?? ” พวกเขาเอ่ยปากประท้วงขึ้นอย่างร้อนใจ ทว่าผู้เป็นายกลับยกมือขึ้นห้ามไว้ มิให้พวกเขาเอ่ยคำใด ดวงตาคมยังคงจ้องมองเ้าัพฤกษาสื่อสารภาษาักับเ้าตัวเล็กสีแดงนั่นด้วยสายตาพิจารณา
เมื่อาแของเ้าัพฤกษาหายดีแล้ว บรรพบุรุษเทพอสูรของมันก็สั่งให้ไปจำศีลต่อได้ มู่เชียนโบกมือส่งมันจนลับสายตาพร้อมด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงก้มลงพิจารณาสมบัติล้ำค่าในมือด้วยความสนใจ
“แม่นาง พวกเรา้าสิ่งนี้ โปรดขายให้พวกเราได้หรือไม่ ?” ชายชุดเทาผู้หนึ่ง ผมสีน้ำตาลรวบสูงดูแล้วอ่อนวัยที่สุดในกลุ่ม ตัดสินใจเอ่ยขึ้นโดยไม่รอคำสั่ง
พวกเขาได้ข่าวว่ามีหน่อภูติพฤกษากำเนิดในต้าหนาน รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องทนกับภาวะถูกกดปราณ แต่พวกเขาก็ยังดั้นด้นเดินทางมา ไหนเลยจะคาดเพียงแตะต้องหน่อภูติต้นนั้น... ัั์ระดับราชันย์พลันปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า
พวกเขาเดินทางมาไกลทั้งเสี่ยงตายทั้งถูกทำร้ายก็เพื่อมัน จะให้ทนมองเด็กสาวกับจิ้งเหลนตัวน้อยบนบ่าเอาไปง่ายๆได้อย่างไร ?
“แม่นาง..พวกข้ายินดีแลกทุกอย่าง ไม่ว่าเ้า้าสิ่งใดโปรดเสนอมาได้ !!” เมื่อมีคนนำก็มีคนตาม ชายร่างสูงใหญ่สวมที่คาดหน้าผากก็เอ่ยขึ้น
“แม่นาง…” เสียงระโหยของชายที่เกือบถูกัพฤกษาเหยียบตายดังขึ้น
“สาวน้อย…” ชายกลางคนที่ถือดาบใหญ่เอ่ยบ้าง
ขณะที่พวกเขาหลายคนก้าวมาข้างหน้าและแย่งกันเจรจา ร่างสูงในชุดสีดำทางกลับไม่เอ่ยสิ่งใด ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวจากอาการาเ็ ทว่าดวงตาเย็นเยียบยังคงจับจ้องเด็กสาวและสัตว์อสูรตัวเล็กโดยไม่คลาดสายตา
ผู้ติดตามอีกสองคนยืนนิ่งอยู่ข้างๆ คนหนึ่งร่างผอมสูง ผมสีน้ำตาลแดง กิริยาสูงส่งลักษณะดูคล้ายบัณฑิต อีกคนเป็ชายวัยกลางคน ผมสีน้ำเงินสั้นเกือบติดศีรษะ ในมือถือทวนยาวสีฟ้าดูคล้ายจะเป็อาวุธระดับสูง
ทันทีที่ัพฤกษาจากไป ทั้งสองก็เกร็งร่างเฝ้ารอคำสั่งสังหารและแย่งชิงจากผู้เป็นาย ทว่ารออยู่นานกลับไม่ได้ยินคำใด มีเพียงคิ้วคมที่ขมวดมุ่นขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากท่าทางรบเร้าน่ารำคาญของชายทั้งสี่กำลังทำให้เด็กสาวเผยสีหน้าลำบากใจ
บุรุษผมสั้นเห็นความไม่พอใจของผู้เป็นายจึงตวาดเสียงกร้าว “พวกเ้า… กลับมาเดี๋ยวนี้ !”
ชายชุดเทาทั้งสี่สะดุ้งเฮือก รู้สึกตัวว่าเสียมารยาทจึงเดินหงอยๆกลับมายืนด้านหลังผู้เป็นายเช่นกัน ทว่าดวงตาสี่คู่นั้นยังคงมองมาที่มู่เชียนอย่างเว้าวอนขอความเห็นใจ
“เอ่อ..พวกท่านเป็ใคร มาจากที่ใดกันหรือ ?” เสียงใสเอ่ยถามฉันท์มิตร
“เ้าไม่จำเป็ต้องรู้ รู้เพียงพวกเรา้ามันอย่างมาก หากเ้ามอบสิ่งนี้ให้พวกเรา ก็จะสามารถช่วยคนได้นับแสนนับล้าน ” ชายผมสั้นเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง ดวงตาทุกคู่ฉายประกายแรงกล้า ยามมองมายังหน่อภูติในมือหญิงสาว … คล้ายกับว่าชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับมัน
‘เหอะ.. ยังจะเก็บความลับอันใดกัน !’ เสี่ยวจิ้งบ่นพึมพำกับมู่เชียนอยู่ในใจ ดวงตาเทพัมองไปที่ร่างสูงด้านหลัง ความหวาดหวั่นก็วูบขึ้นในใจอีกครั้ง ‘ระวังด้วย…เ้าพวกนั้นมาจากแคว้นต้าเยว่ ดินแดนแห่งธาตุมืด โดยเฉพาะเ้าคนด้านหลังนั่นมีพลังธาตุมืดสูงมาก กระทั่งใกล้เคียงกับข้าในอดีต ข้า…มีเหตุบางอย่างให้ไม่อาจเข้าใกล้เขา คงไม่อาจปกป้องเ้าได้ !! ’
‘แคว้นต้าเยว่ ดินแดนทวีปใต้ที่แสนแห้งแล้งนั่นน่ะหรือ ?’
‘ใช่ … แคว้นต้าเยว่คือดินแดนที่ต้องรับผลกระทบจากกระจกรัตติกาลมากที่สุด แม้จะร่ำรวยและแข็งแกร่ง แต่กลับแห้งแล้งจนประชาชนธรรมดาแทบจะอดตาย นี่คงเป็เหตุให้พวกเขามาตามหาภูติพฤกษาที่นี่’
ทุกคนรู้ดีว่าภูติพฤกษาสามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ แคว้นใดมีภูติพฤกษาแคว้นนั้นย่อมประสบความสำเร็จในการเพาะปลูก มู่เชียนพลันเข้าใจถึงเหตุผลของการเสี่ยงตายของพวกเขาขึ้นมาได้
‘ที่แท้พวกเขาเสี่ยงชีวิตเช่นนี้ ก็เพื่อช่วยเหลือประชาชนสินะ’
‘นี่เป็เพียงหน่อภูติเท่านั้น ไม่อาจรับรองได้ว่าจะเกิดประโยชน์เช่นที่พวกเขา้าหรอก’
เด็กสาวนึกถึงภาพประเทศที่อดอยากประชาชนที่หิวโหยจากโลกที่นางจากมาแล้วก็พอจะจินตนาการได้ว่าประชากรในแคว้นต้าเยว่ที่ทุรกันดารนั้นน่าเวทนาเพียงใด นางก้มลงมองหน่อภูติเล็กในมือนี้ รู้ดีถึงมูลค่าของมัน…บางทีมันอาจจะมีค่ามากกว่าที่นางคาดเอาไว้ด้วยซ้ำ อีกทั้งหากมอบให้พวกเขาไปก็ไม่แน่ว่าจะก่อประโยชน์ใดๆ
ทว่า....
‘แม้หน่อภูติไม่แน่ว่าจะเติบโตได้หรือไม่ แต่ก็คงพอช่วยจุดประกายความหวังให้แก่ดินแดนแห่งนั้นได้บ้างไม่ใช่หรือ ?’ ภารกิจของนางคือช่วยเหลือมิติแห่งนี้ จะเป็ใครมาจากไหนขอเพียงนางช่วยได้ก็ควรช่วยสิ
เสี่ยวจิ้งพยักหน้ายอมรับอย่างไม่เต็มใจ..เขาเกลียดชังกลิ่นเืของเ้าหมอนั่นก็จริง แต่ประชาชนในแคว้นต้าเยว่ก็มิได้ทำผิดอะไร
‘เรากำลังจะทิ้งเงินก้อนโตนะ..’ เสี่ยวจิ้งท้วงอย่างไม่หนักแน่นนัก เขาทราบนิสัยของนาง อีกทั้งการตัดสินใจครั้งนี้เขาก็เห็นด้วยเช่นกัน
‘แค่เงินทองเท่านั้น มีวิธีอีกมากมายในการหาเงิน... ทว่าหน่อภูติพฤกษาสำหรับพวกเขาแล้วอาจไม่มีชิ้นที่สอง’
นางวางหน่อภูติพฤกษาหัวนั้นลงกับพื้นเบาๆ เสียงใสเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“ก็แค่หัวเผือกธรรมดาก้อนหนึ่ง ข้าไม่้าหรอก หากพวกท่านอยากได้ก็รับไปเถิด”
การกระทำอันเรียบง่ายนี้ ทำให้กลุ่มชายชุดเทาตื่นตะลึง แววตาพวกเขาฉาบไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ จนแทบจะร้องไห้ พวกเขารู้สึกราวเทพแห่งโชคหล่นลงมาทับ
เด็กสาวคนนี้ไม่รู้จักภูติพฤกษา !!! นี่มันแก้ปัญหาของพวกเขาไปได้มาก พวกเขาเกือบจะเอ่ยปากขอบคุณแล้ว ทว่าเสียงทุ้มเย็นเยียบพลันดังขึ้น
“มันคือหน่อภูติพฤกษา มีค่ามาก” บุรุษชุดดำผู้นั้นมองตานาง เขาไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่า สัตว์อสูรร้ายกาจจนสามารถสยบั จะเอ่ยปากร้องขอสิ่งที่คิดว่าเป็เพียงพืชไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
และเมื่อมองสำรวจในดวงตากลมโตคู่นั้น ก็พบเพียงแววตาสีน้ำตาลที่วูบไหว ไร้ซึ่งร่องรอยของความตกตะลึงหรือตื่นเต้น…นางรู้จักสิ่งนี้แน่นอนแล้ว !
“ของสิ่งนี้เป็ของเ้า นำกลับไปเสีย” เสียงทุ้มเอ่ยนิ่ง ราวกับของที่กองตรงหน้าไม่ใช่สิ่งสลักสำคัญอันใด คนเช่นเขาไม่้าความเห็นใจ หรือการให้ทานจากผู้ใด หาก้าจริงเขาย่อมมีความสามารถ่ชิงมาเองได้... น่าเสียดายที่เมื่อครู่นางช่วยเขาไว้
มู่เชียนไม่คิดว่าเขาจะตรงไปตรงมาเพียงนี้ ทั้งที่ยอมเดินทางมาไกลแสนไกล ทนกับภาวะที่ถูกกดพลัง เข้าต่อสู้เสี่ยงชีวิตกับัระดับราชันย์อสูร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อมันมิใช่หรือ ?
เขายอมทิ้งโอกาสภูติพฤกษาไปง่ายๆ เพียงเพราะไม่้าเอาเปรียบนาง ความทระนงของเขาทำให้นางชื่นชมมากขึ้นไปอีก…
คนผู้นี้สมบูรณ์แบบเกินไปแล้ว !!
เด็กสาวส่งยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ รอยยิ้มสดใสทำให้ใบหน้าจืดชืดดูน่ามองขึ้นหลายส่วน เสียงหวานเอ่ยอีกครั้ง แต่คราวนี้เต็มไปด้วยกระแสแห่งความอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด
“ ข้าไม่้าจริงๆ พวกท่านรับไปเถอะ”
แลกหน่อภูติพฤกษาที่ได้มาเมื่อครู่กับโอกาสได้พบและพูดคุยกับบุคคลที่แสนจะน่ายกย่อง แถมยังได้ช่วยเหลือคนในแคว้นต้าเยว่ที่กำลังเดือดร้อน…นางถือว่าการแลกเปลี่ยนครั้งนี้คุ้มราคายิ่ง
“ข้าขอตัวนะ ” กล่าวจบร่างเล็กก็ประสานมือคารวะชายชุดดำทีหนึ่งด้วยความนับถือจากใจ ก่อนจะหันไปทำเช่นเดียวกันกับกลุ่มคนชุดเทาอีกครั้ง แล้วหันหลังจากไปทันที
แม้จะชื่นชมทว่าไม่มีความคิดจะผูกสัมพันธ์ นี่คือความรู้สึกของมู่เชียน ด้วยรูปลักษณ์ อายุ และระดับปราณที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน เด็กสาวจึงไม่ได้รู้สึกอื่นใดกับบุรุษผู้นี้นอกจากความนับถือเท่านั้น
“ฝ่าา !!” องครักษ์ผู้หนึ่งหยิบหน่อภูติพฤกษาบนพื้นขึ้นมายื่นให้ ‘เยว่เทียนหง’อย่างนอบน้อม ทว่าร่างสูงของผู้เป็นายกลับยืนนิ่งอึ้งอยู่ครู่ใหญ่
เสียงหวานใสเมื่อครู่แฝงปราณอันแปลกประหลาด...พาให้หัวใจที่เย็นเยียบมานับสิบปีกระเพื่อมไหว ระลอกคลื่นความอบอุ่นที่แทรกเข้ามาในใจครั้งนี้ชัดเจนอย่างมาก !!
นี่มันเื่อะไรกัน ?
“สืบเื่นางมา” เสียงทุ้มเรียบออกคำสั่งด้วยไม่อาจละวางปฏิกิริยาแปลกๆที่เกิดขึ้นกับตนลงได้
ที่สำคัญ..ราชสกุลเยว่ของเขาก็มิเคยติดค้างผู้ใด !!