ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    เล่มที่ 5 บทที่ 121 จินตนาการถึงการไปเยี่ยมญาติ

            ผู้เฒ่าหวังที่เดินผ่านหน้าต่างมาได้ยินเข้าพอดีพลันตกตะลึง เอ่ยถามเสียงดังว่า “ชิงชิง เจ้าจะไปเยี่ยมหวังเฮ่าที่ค่ายทหารเมื่อไร?”

            “ท่านพ่อ ข้าตั้งใจจะไปตอนปีใหม่เดินทางวันแรกของปี กลับมาก่อนวันที่สิบห้า ท่านจะไปด้วยกันหรือไม่เจ้าคะ?”

            “ข้าจะไป เจ้าพาข้าไปด้วยข้าอยากไปเยี่ยมหวังเฮ่า” ผู้เฒ่าหวังคิดในใจว่า ในที่สุดก็สามารถไปเยี่ยมบุตรชายคนโตแท้ๆของข้าที่ค่ายได้แล้ว

            เขาตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดโลดเต้น วิ่งไปมาราวกับคนหนุ่มยามปกติเขาจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปในห้องนอนของหลี่ชิงชิง ทว่าครั้งนี้ดีใจมากเกินไปจนลืมเรื่องนี้ไปหมดสิ้น

            หลิวซื่อมองสามีที่ดีใจก็หัวเราะตามไปด้วย “หูของเจ้าดีจริงๆได้ยินบทสนทนาของพวกข้าด้วย”

            ผู้เฒ่าหวังมีแววตาเฝ้ารอ “ยายเฒ่า เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”

            “ไปแน่นอน” หลิวซื่อเริ่มจินตนาการต่างๆ นานา “ปีใหม่ไม่มีเรื่องใดบ้านเราไปได้ทุกที่ บ้านเรามีเกวียนวัว ด้านในสามารถนั่งได้”

            ผู้เฒ่าหวังกลอกตาแล้วเอ่ย “หวังจื้อกับจางซื่อไม่ต้องไปเพราะชงเยวี่ยยังเด็กเกินไป ไม่อาจเดินทางไกลได้” พลางเอ่ยในใจว่าครอบครัวหวังจื้อมีกันหกคน หากไปกันมากขนาดนี้ก็ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายมากขึ้น?

            หลิวซื่อกลับไม่ได้คิดเรื่องค่าใช้จ่าย เอ่ยว่า “เจ้าพูดถูกต้องหวังจื้อกับจางซื่อให้อยู่บ้านเลี้ยงลูก โดยเฉพาะบ่อน้ำของบ้านเรา จะต้องดูให้ดี!”

            หนึ่งครอบครัวกินขนมและผลไม้แห้งของเซียงเยวี่ยไจอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ผู้เฒ่าหวังบอกว่าจะไปเยี่ยมหวังเฮ่าที่ค่ายทหารในช่วงปีใหม่ ทำเอาหวังเลี่ยงดีใจจนฉกเอาเกาลัดหนึ่งกำมือวิ่งไปที่ลานบ้านพลางตะโกนว่า “ข้าจะไปสอบถามพี่ใหญ่เจิ้งหยวนว่าไปค่ายอย่างไรขอรับ”

            “ดีเหลือเกินข้าอยากไปเยี่ยมพี่สามที่ค่ายเจ้าค่ะ” หวังจวี๋ก็ตื่นเต้นเช่นกันครั้งที่แล้วนางกับหลี่ชิงชิงออกเดินทางจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมญาติเที่ยวเล่นอย่างมีความสุขยิ่ง ยังได้รู้จักสหายที่ดีอย่างเฝิงซื่อสี่ได้เห็นและเรียนรู้มากมายแน่นอนว่าสิ่งที่มีความสุขที่สุดในการเดินทางไกลครั้งนี้ก็คือการได้ไปเยี่ยมหวังเฮ่า

            ตอนเด็กๆ ที่หวังจวี๋ป่วยล้วนเป็นหวังเฮ่าที่ไปซื้อยาที่ตำบลมาให้นาง หวังเฮ่ายังแบกนางขึ้นหลังไปเที่ยวเล่นในภูเขาบ่อยๆเก็บผลไม้ป่าให้นางกิน สอนให้นางรู้อักษรและคิดเลข

            หลิวซื่อมองบุตรสาวคนโต หัวเราะพลางเอ่ย “หวังเยวี่ยเจ้าอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ เจ้าก็ตามไปด้วย”

            นิสัยของหวังเยวี่ยค่อนข้างเปิดเผยชอบไปมาหาสู่ระหว่างญาติมิตร นางกับหวังเฮ่าเป็นพี่น้องที่รักใคร่สนิทสนมกันมีความสุขยิ้มจนตาหยี “ตกลงเจ้าค่ะ”

            “ท่านย่า ข้าอยากไปเยี่ยมท่านอาสาม”หวังพั่นตี้อายุหกขวบกอดแขนของหลิวซื่ออย่างออดอ้อน “พาข้าไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

            หวังเจาตี้วิ่งเข้ามา เอ่ยว่า “ข้าอยากไป”

            หวังฉิวตี้ก็เอ่ยตาม “ข้าจะไปด้วย”

            ผู้เฒ่าหวังส่ายหน้า เอ่ยว่า “ระยะทางสองร้อยลี้นั่งเกวียนวัวจนก้นเปื่อยก็ยังไปไม่ถึง พวกเจ้ายังจะตามไปอีกหรือ?”

            สองมือน้อยๆ ของหวังฉิวตี้จับไปที่ก้นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “ไปด้วยเจ้าค่ะ”

            “ท่านย่า!” หวังพั่นตี้ร้องขอหลิวซื่อเสร็จก็ไปขอหลี่ชิงชิงอีกคน “อาสะใภ้สามพาข้าไปด้วยเถิด ข้าไม่ดื้อข้าจะเชื่อฟังเจ้าค่ะ”

            หลี่ชิงชิงยิ้มตาหยีแล้วเอ่ยถาม “พั่นตี้เจ้าโตขนาดนี้ไกลที่สุดที่เจ้าเคยไปคือที่ใด?”

            หวังพั่นตี้เงยหน้าเล็กๆ ขึ้นแววตามีความคาดหวัง “บ้านท่านตาท่านยาย”

            หลี่ชิงชิงนึกถึงเด็กอายุหกขวบในชาติที่แล้ว แม้จะเกิดในครอบครัวธรรมดาที่สุดแต่ก็เคยไปดูสวนสัตว์ในเมือง แม้แต่เด็กในชนบทก็ได้ดูโทรทัศน์ สัมผัสโทรศัพท์สามารถเข้าใจโลกภายนอกได้

            แต่หวังพั่นตี้ไม่เคยไปแม้แต่อําเภอเหอ

            “ข้าเคยถามกับหวังเฮ่า พวกเราไปค่ายทหารครานี้ระหว่างทางจะผ่านเมืองเซียง ยังมีอีกหลายอำเภอข้าตั้งใจจะพักเที่ยวเล่นที่เมืองเซียงหนึ่งวัน ข้าเห็นว่าพั่นตี้และน้องๆ ไม่เคยไปแม้แต่อําเภอเหอครานี้สามารถไปเปิดหูเปิดตากับพวกเราได้ ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้พวกท่านคิดเห็นอย่างไรเจ้าคะ?”

            หลิวซื่อเอ่ยถามอย่างแปลกใจว่า “จะได้ไปเมืองเซียงด้วยหรือ? ทั้งชีวิตนี้ข้าไม่เคยไปเมืองเซียงมาก่อนเลย”

            ครั้นผู้เฒ่าหวังเห็นลูกสะใภ้แท้ๆอย่างหลี่ชิงชิงเอ่ยปากพูดแทนหวังพั่นตี้สามพี่น้องเขาจึงได้แต่พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ชิงชิง ข้าฟังเจ้ากับแม่เจ้า”

            “ของขาดทุนอย่างพวกเจ้าสามคนยังมีเรื่องดีๆอย่างสามารถไปเมืองเซียงได้ อาสะใภ้ของพวกเจ้ารักพวกเจ้าเกินไปแล้วยังไม่รีบขอบคุณอาสะใภ้อีก” จางซื่อได้สติเร็วกว่าหวังจื้อมากรีบให้บุตรสาวทั้งสามคนเอ่ยขอบคุณหลี่ชิงชิง

            หลิวซื่อมองหลานสาวทั้งสามที่มีความสุขจนยิ้มไม่หุบในใจรู้สึกขอบคุณหลี่ชิงชิง นางหัวเราะพลางเอ่ย “ต้าหวงแรงเยอะเด็กน้อยเช่นพวกนางสามคน ขึ้นมานั่งเบียดกับพวกเราในเกวียนได้อยู่แล้ว ตกลงตามนั้นฟังชิงชิง พาพวกนางทั้งสามไปด้วย”

            หวังจื้อเองไร้ความสามารถที่จะพาบุตรสาวไปเมืองเซียงย่อมต้องขอบคุณหลี่ชิงชิงแน่นอน จึงตั้งใจกําชับบุตรสาวว่า “พวกเจ้าสามคนต้องเชื่อฟังอย่าวิ่งเล่นไปทั่ว ได้ยินหรือไม่”

            “ข้า ท่านพ่อเจ้า และน้องสาวเจ้าจะดูพวกนางสามคนอย่างดีเจ้าวางใจเถิด” หลิวซื่อรับหน้าที่ดูแลหลานสาวเมื่อต้องเดินทางไกล เด็กทั้งสามคนได้ติดตามท่านปู่ท่านย่าและท่านอาออกไปข้างนอก ไม่สมควรให้หลี่ชิงชิงอาสะใภ้ที่เป็นคนจ่ายเงินมารับผิดชอบหน้าที่ดูแลพวกนาง

            หลี่ชิงชิงเพียงเสนอเท่านั้น ในเวลาไม่นานหลิวซื่อกับผู้เฒ่าหวังก็ตัดสินใจว่าช่วงปีใหม่นอกจากหวังจื้อสามีภรรยาและหวังชงเยวี่ยแล้ว คนอื่นๆล้วนไปเยี่ยมหวังเฮ่าที่ค่ายทหารซึ่งอยู่ห่างออกไปสองร้อยลี้ และถือโอกาสท่องเที่ยวที่เมืองเซียงหนึ่งวัน

            เมื่อครู่หวังเยวี่ยอยู่ในห้องครัว นางเห็นแป้งที่หมักไว้เพียงครึ่งถังเท่านั้นจึงเอ่ยถาม “ชิงชิง พรุ่งนี้ยังจะขายซาลาเปาหรือไม่?”

            “วันนี้ทุกคนเหนื่อยแล้ว พรุ่งนี้จึงขายซาลาเปาของหอเพียวเซียงที่เดียวเจ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงคิดในใจว่า ตราบใดที่ลงนามสัญญากับผู้อื่นก็มิอาจผิดสัญญาได้บ้านเราขายซาลาเปาให้หอเพียวเซียง แม้แต่วันเดียวก็ขาดไม่ได้ต่อให้สถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใดก็จำเป็นต้องส่งสินค้า ข้อนี้นับว่าเป็นข้อเสียของการทำการค้า

            หวังเยวี่ยปวดใจที่หลี่ชิงชิงทํางานหนักเกินไป “พรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องทำแล้วเจ้าพักผ่อนให้ดีเถิด ข้าทำคนเดียวได้”

            ผู้เฒ่าหวังเอ่ยทันทีว่า “ใช่ ชิงชิงเจ้าฟังหวังเยวี่ยเถิด ไปพักผ่อนให้ดีๆ”

            เดิมทีช่วงกลางวันมีชาวบ้านถูกพิษกลุ่มหนึ่งมาที่บ้านทำเอาคนตระกูลหวังหนักใจเป็นอย่างยิ่งตอนนี้รู้ว่าปีใหม่จะได้ไปเยี่ยมหวังเฮ่าที่ค่ายทหารที่อยู่ห่างออกไปสองร้อยลี้ และยังจะได้ไปเที่ยวที่เมืองเซียงอีกหนึ่งวันอารมณ์ก็พลันดีขึ้นมาทันที

            หลิวซื่อเห็นว่าในบ้านสนิทสนมกลมเกลียว ในใจก็ยิ่งมีความสุขครอบครัวรักใคร่ปรองดอง ทุกสิ่งเจริญรุ่งเรือง ยามนี้ฐานะทางบ้านดีขึ้นกว่าเดิมมากล้วนมีกำลังสามารถไปเยี่ยมหวังเฮ่าที่ค่ายทหารที่อยู่ห่างออกไปสองร้อยลี้ในช่วงปีใหม่ครอบครัวของพวกนางกำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ

            ยามที่เฟิ่งซื่อและข้ารับใช้กลับถึงเมืองเซียงก็เป็นเวลากลางคืนแล้วหม่าเฟิ่งเลี่ยง่วงนอนจนลืมตาไม่ขึ้น ทว่าก็ยังไม่ยอมนอนจิตใจของเด็กค่อนข้างเปราะบาง ถูกเหตุการณ์ที่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านหูได้รับยาพิษ ทำเขาเอาหวาดกลัวจนนอนไม่หลับ

            หม่าชิงยุ่งอยู่กับการค้าขายจึงกลับมาช้ากว่าเฟิ่งซื่อหม่าชิงสวมชุดคลุมสีฟ้าทั้งตัว สีหน้ามีเลือดฝาด เต็มไปด้วยความเบิกบานใจเล็กน้อย

            เฟิ่งซื่อที่งีบหลับอยู่ในห้องนอนได้สักพักแล้วตื่นขึ้นมาอาศัยแสงไฟเห็นท่าทางของหม่าชิงที่ดีอกดีใจราวกับต้องการระบายความในใจ ก็เอ่ยถามเสียงนุ่มว่า“วันนี้ท่านเจอเรื่องดีๆ อันใดมาอย่างนั้นหรือ?”

            “ใช่แต่ก็ไม่ใช่”

            “ท่านพูดจาแปลกๆ เกิดเรื่องใดขึ้น?”

            หม่าชิงอดหัวเราะไม่ได้ให้ข้ารับใช้ถอดเสื้อคลุมด้านนอกออก ก่อนจะยกน้ำชาร้อนๆ ขึ้นมาดื่มสองจิบให้ท้องอบอุ่น

            อากาศหนาวแล้ว แม้ว่าในห้องจะมีถ่านช่วยให้ความอบอุ่นตอนกลางคืนแต่ก็ยังคงหนาวอยู่เล็กน้อย เฟิ่งซื่อสวมเสื้อคลุมไหล่แล้วลุกขึ้นนั่ง

    คล้ายกับเรื่องข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ] ที่คุณอ่าน