ตอนที่ 15 ร้านอาวุธหลิงปิง (2)
บนท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คนและรถม้าเป็ที่ครึกครื้น เสียงร้องขายของดังมาเป็ระยะ ดูแล้วกลับทำให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองภาพหนึ่ง
เดินดูไปพลาง ใช้เวลาถึงครึ่งชั่วก้านธูปเต็มๆ กว่าอิ่งเม่ยจะเดินมาถึงฝั่งเมืองตะวันตก จะว่าไปเมืองตะวันตกนี้แม้จะไม่ใช่เขตพื้นที่เจริญรุ่งเรืองนัก แต่ก็เป็แหล่งรวมของร้านอาวุธ ร้านยาและร้านอาหาร กล่าวได้ว่าเป็แหล่งรวมของคนทุกประเภท โดยทั่วไปแล้วคนที่เพิ่งเข้าเมืองหลวงเป็ครั้งแรกล้วนแวะพักอยู่ที่เมืองตะวันตกนี้เอง
อิ่งเม่ยเดินไปตามถนนฝั่งตะวันตกของเมือง มองสำรวจทุกผู้คนบนท้องถนนอย่างละเอียด กล่าวกันว่าดูหน้าสำรวจรู้จิตใจคน คำพูดนี้นับว่าไม่หลอกลวงเลย
ตลอดทางที่เดินผ่าน ฝั่งตะวันตกของเมืองแห่งนี้มีคนที่แฝงรังสีสังหารอยู่ไม่น้อย ในสิบก้าวมีหนึ่งคน ทุกร้อยก้าวมีคนชั่วหนึ่งคน มิน่าเล่าร้านอาวุธหลิงปิงจึงเปิดกิจการอยู่ที่นี่
เพียงแต่อิ่งเม่ยสงสัยว่า ทหารที่เฝ้ารักษาเมืองเหตุใดจึงปล่อยให้คนเหล่านี้เข้าเมืองมาได้
อิ่งเม่ยแหงนหน้ามองร้านอาวุธตรงหน้า นางเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ นี่หรือคือร้านอาวุธหลิงปิงที่มีชื่อที่สุดของเมืองหลวง นี่ทรุดโทรมเกินไปหน่อยหรือเปล่า พอๆ กับเรือนที่เคยอาศัยอยู่เมื่อก่อนเลย
ยามเดินเข้ามาในร้าน ผ่านระเบียงทางเดินที่ทรุดโทรม การตกแต่งภายในกลับทำให้อิ่งเม่ยตาเป็ประกายทีเดียว
ค่ายกลดอกเหมยแปดทิศรึ
อิ่งเม่ยมองดูป่าเหมยที่ส่งกลิ่นหอมขจรออกมาตรงหน้า มุมปากกระตุกรอยยิ้มขี้เล่นออกมา ว่ากันว่าดอกเหมยต้องเหน็บหนาวจึงจะเบ่งบาน นึกไม่ถึงว่าฤดูใบไม้ผลิยังผลิบานได้น่าตื่นตาขนาดนี้
ค่ายกลแปดทิศเป็ค่ายกลที่ดัดแปลงจากแผนภาพไท่จี๋[1] จนกลายเป็ค่ายกลที่มีความสลับซับซ้อนกว่าเดิม มีคำกล่าวว่า ‘ไท่จี๋[2] ก่อเกิดเหลี่ยงอี๋[3] เหลี่ยงอี๋ก่อเกิดซื่อเซี่ยง[4] ซื่อเซี่ยงก่อเกิดปากว้า[5]’
ค่ายกลดอกเหมยแปดทิศก็คือค่ายกลที่จัดตั้งขึ้นด้วยต้นเหมย
อันที่จริงค่ายกลแปดทิศนี้เหมือนจะแปรเปลี่ยนสารพันยากคาดเดา ความจริงขอเพียงเข้าใจความหมายจำเพาะของสิบก้านฟ้า[6]ก็สามารถคลี่คลายได้แล้ว สิบก้านฟ้า ได้แก่
จย่า อี่ ปิ่ง ติง อู้ จี่ เกิง ซิน เหริน กุ่ย
จย่าหมายถึงผู้นำหรือแม่ทัพ อี่ ปิ่ง และติงคือสามพิสดาร ส่วนอู้ อี่ เกิง ซิน เหรินและกุ่ยคือหกแบบแผน
การผันแปรของค่ายกลเป็เพียงการสลับการจับคู่ของสิบก้านฟ้ากับสิบสองกิ่งดิน[7]ก็เท่านั้น
อิ่งเม่ยก้าวเท้าหนึ่งเข้าสู่ป่าเหมย ต้นเหมยในที่ห่างออกไปปรับเปลี่ยนทิศทางไปตามเท้าที่ก้าวเดินของอิ่งเม่ย สองฝ่ายผลัดกันรุกรับ ราวกับเป็หมากรุกกระดานหนึ่ง ตำแหน่งที่วางหมากแตกต่าง สถานการณ์ย่อมไม่เหมือนกัน
เดินหน้าห้าก้าว ถอยหลังครึ่งก้าว ก้าวซ้ายสิบก้าว ก้าวขวาหนึ่งก้าว อิ่งเม่ยดูเหมือนจะเดินออกไปไม่ไกลนัก แต่ร่างกายกลับคล้ายปรากฏที่กึ่งกลางป่าเหมย
อิ่งเม่ยพอมองเห็นเก้าอี้ศิลากับเก๋งน้อยปรากฏขึ้นที่กลางป่าเหมยก็ยิ้มบางๆ ออกมา นางก้าวเข้าไปภายในเก๋ง อิ่งเม่ยนั่งลงอย่างผ่อนคลาย ดวงตาจับจ้องอยู่ที่เศษซากตัวหมากรุกบนโต๊ะอย่างสนใจ
ชั่วครู่ต่อมา อิ่งเม่ยดวงตาเปล่งประกายวูบ ยื่นนิ้วเรียวยาวออกคีบจับตัวหมากสีขาว ยกไปวางรวมกับตัวหมากสีขาวที่ถูกตัวหมากสีดำล้อมกรอบไว้
พอวางตัวหมากลง ป่าเหมยบังเกิดเสียงครืนครัน ถนนเล็กๆ สายหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าอิ่งเม่ย
“สุดยอด เยี่ยมมาก” อิ่งเม่ยอุทานออกมาอย่างชื่นชม ย่างเท้าเดินเข้าไปบนเส้นทางสายเล็กนั้น
เมื่อเงาร่างของอิ่งเม่ยหายวับไป ป่าเหมยก็กลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง
ที่สุดเส้นทางปรากฏอักษรคำว่า ‘ร้านอาวุธหลิงปิง’ ลายมือราวหงส์ร่อนับินสลักอยู่บนป้ายหน้าร้านที่ทำจากไม้จันทน์ ตัวอักษรชุบทองตวัดไปมาตามใจผู้เขียน แต่ในความพยศนั้นยังแฝงด้วยประกายแห่งคมดาบ
ฮวาอิ่งเม่ยใจสั่นสะท้าน สายตาจ้องเขม็งอยู่ที่ประตูใหญ่ที่ปิดสนิทตรงหน้า นางเดินเข้าไป จับห่วงประตู เคาะกับประตูไม้เบาๆ
เสียงดัง “แอ๊ด” ประตูเปิดออกจากด้านใน ผู้เฒ่าเคราขาวโพลนปรากฏขึ้นตรงหน้าฮวาอิ่งเม่ย
ชายชราเพียงกวาดตามองนางแวบหนึ่ง จากนั้นหมุนตัวกลับเข้าไปภายในโดยไม่สนใจฮวาอิ่งเม่ยอีกเลย
ฮวาอิ่งเม่ยลูบจมูก เดินตามเข้าไปบ้าง
เชิงอรรถ
^ ตามตำราอี้จิงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง อันเป็นศาสตร์โบราณของจีน^ สภาวะถึงที่สุดจนเป็นหนึ่งเดียว^ สภาวะของการเป็นคู่ตรงข้าม หรือหยินหยาง^ หลักเปลี่ยนแปลงสี่ลักษณ์ อันได้แก่ ไท่อิน ไท่หยาง เส้าอิน เส้าหยาง^ แผนภูมิแปดทิศ เป็นตัวแทนของปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงทั้งมวลในธรรมชาติ^ อักขระโบราณที่ใช้ในการบอกลำดับ ใช้ในการนับและบอกเวลา^ ผสานกับสิบก้านฟ้า กลายเป็นปฏิทินจีนที่ใช้นับเวลาในสมัยโบราณ