ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 69 ท่าร่าง มังกรเคลื่อนสมุทร

            “ดาบเดียวอีกแล้ว!! มันเอาชนะด้วยดาบเดียวอีกครั้ง”

            “รอบสามสิบคนมันก็เอาชนะคนชื่อโจวเหิงด้วยดาบเดียว!”

            “สำนักดาบเหล็กนี่คือสำนักอะไร เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน!”

             

            เสียงโวยวายจากอัฒจันทร์ดังก้องไปทั้งสนาม คนดูรอบข้างผมต่างพากันพูดถึงคิมบีโฮกันจนขรม

            ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ หมอนั่นยังไม่เผยอะไรออกมาแบบเต็มกำลังเลยด้วยซ้ำ คู่ต่อสู้แต่ละคนถูกฟันร่วงเหมือนต้นข้าว

            ทั้งหมดจบลงด้วยแค่ดาบเดียวจากไอ้คนคางบุ๋มคนนั้นทุกครั้ง

            มันไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วหรือพลังดิบ แต่มันคือการฟันที่แม่นราวกับฝึกมาเป็นพันครั้งในท่วงท่าเดียว

            แล้วแม้การประลองจะจบไปแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้ทำให้ผมลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว ราวกับการทำแบบนั้นจะทำให้เข้าใจทุกอย่างได้

             

            ทุกการเคลื่อนไหวของหมอนั่นชัดเจนในสายตาผม..

            ทั้งเร็วและแรง ราวกับเอาความโฉ่งฉ่างของโหวหวังมายัดรวมกับความปราดเปรียวแบบที่ผมเองยังต้องตั้งใจมอง

            แถมจิตสังหารที่แผ่ออกมาของมันในตอนชักดาบ ยังทำให้จางลี่ชิวถึงกับหวาดกลัวชะงักไปครึ่งจังหวะจนเผลอลืมเกร็งแรงต้านยัน

            จิตสังหารนั้นมันชัดเจนเสียจนผมนึกถึงพ่อบุญธรรมของผม

            เป็นจิตสังหารที่มีความเข้มข้นมันใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด

             

            “พอเก็บดาบ..

            จิตสังหารก็หายไปราวกับไม่มี..

            เจ้าคน ๆ นี้ต้องมียอดฝีมืออยู่เบื้องหลังแน่..”

            ผมพูดออกไปในตอนนั้นแบบลืมตัว

            มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ๆ ผมกล้าฟันธงว่าเจ้าคนนี้ต้องมีใครสักคนที่อยู่เบื้องหลังการฝึกอย่างแน่นอน

            อีกอย่างนะ..

            ที่ผมจับได้ไม่ใช่แค่เรื่องจิตสังหาร แต่ดาบที่คิมบีโฮฟันใส่จางลี่ชิวเมื่อครู่นั้นยังคงใช้สันดาบเหมือนเดิม

            แรงกระแทกมีเต็ม แต่ไม่มีปราณศาสตราเจือปนเข้าไปเลยแม้แต่น้อย เหมือนเจ้าตัวตั้งใจไม่ให้เกิดบาดแผล ใช้แค่แรงอัดจนผลักเธอตกเวทีไปอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่การประลองจะอนุญาตให้ทำได้

             

            ผมรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่หันไปเจอสายตาของท่านผู้เฒ่าวานรที่จ้องมาทางผม

            สีหน้าแกเหมือนคนที่พอเดาได้ว่าเด็กเมื่อวานซืนตรงหน้าต้องจับแก่นอะไรบางอย่างได้

            “เอ็งสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของพ่อหนุ่มบีโฮคนนั้นได้ด้วยรึ..

            พ่อเจี้ยน..”

            แกถามขึ้นมาเสียงนิ่ง แต่แววตาเหมือนคนที่เพิ่งแน่ใจในสิ่งที่คิด

             

            “ใช่แล้วขอรับท่านผู้เฒ่าวานร..

            พ่อบุญธรรมเป็นคนสอนข้าในเรื่องนี้”

             

            “อืม.. ไม่แปลก..

            ในบรรดาหกกระบี่ฯ อ้ายคนนั้นเป็นคนที่มีพลังสถิตระดับต่ำเตี้ยที่สุด

            แต่กลับมีฝีมือรั้งอันดับสามของกลุ่มเพราะความสามารถที่หลากหลายของมัน..”

            ผู้เฒ่าวานรผงกหัวก่อนแล้วจึงแลมองไปที่คิมบีโฮ

            “ซึ่งจิตสังหารที่พ่อหนุ่มบีโฮปลดปล่อยออกมา ดั่งกับมีความเคียดแค้นแน่นสุมอยู่ในจิตใจมากราวกับตัวมันคือขุนเขาที่เต็มไปด้วยความชิงชัง

            จึงทำให้ฉันคิดว่าอ้ายคนนี้น่าจักใช้ชื่อและสกุลปลอมในการลงแข่งขันประลอง”

             

            “ชื่อแซ่ปลอม? เหตุใด?”

             

            ท่านซุนต้าหลี่ส่ายหัวไปมาน้อย ๆ

            “มิอาจหยั่งถึงได้..

            ฉันเพียงแค่เดาจากการที่อ้ายคนนี้สวมใส่ถุงมือปกปิดตราประทับปราณของมันเท่านั้น..

            ไม่แน่..

            พลังสถิตของมันผู้นี้จักต้องเป็นอะไรที่..”

            ท่านผู้เฒ่าวานรเก็บคำพูดของเขาลงไปแล้วไม่ได้กล่าวอะไรต่อ

             

            ผมพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างเข้าใจทันที

            การใส่ถุงมือดูเหมือนจะดี มันช่วยให้จับกระบี่มั่นคงขึ้น ลดแรงปะทะตอนดาบชนกับอะไรบางอย่างได้บ้าง และกันรอยถลอกพอสมควร

            แต่สำหรับพวกเราที่ถือกระบี่ราวกับเป็นแขนอีกข้างของชีวิต สัมผัสที่ผิดแปลกไปก็ไม่ต่างกับการใช้นิ้วเพียงสี่นิ้วในการถือจับอาวุธ

            ข้อเสียมันชัดจนหลอกตัวเองไม่ได้

            เพราะความรู้สึกที่นิ้วสัมผัสเนื้อโลหะโดยตรง การสะท้อนกลับของแรงสั่นตอนปะทะ และแม้กระทั่งแรงต้านเบา ๆ เวลาแหวกอากาศ ทั้งหมดนั้นคือภาษาที่กระบี่พูดกับเรา และเราต้องฟังมันให้รู้เรื่องด้วยสัญชาตญาณ

            ถุงมือคือกำแพงที่แยกนักกระบี่ออกจากกระบี่ของเขาเอง ผมเลยไม่เคยใส่มันเลยนับตั้งแต่วันที่อาจารย์ให้ลองครั้งแรก

            ซึ่งดาบเองก็ไม่ต่าง..

             

            “เช่นนั้นท่านผู้เฒ่าวานร..

            ท่านพอจะทราบถึงวิชาดาบที่อีกฝ่ายใช้หรือไม่?”

            ผมเอ่ยถามอย่างอดใจไม่ไหว

            “คนอย่างมันที่ชนะได้ด้วยดาบเดียวถึงสามครั้งซ้อน แถมยังควบคุมจิตสังหารแบบนั้นได้..

            ผมว่าอย่างน้อยต้องมีใครสักคนอยู่เบื้องหลังแน่นอน”

             

            ท่านซุนต้าหลี่ส่ายหัวเบา ๆ สีหน้าดูเหมือนยังไม่อยากด่วนฟันธง แต่แววตานั่นก็แอบแฝงอะไรบางอย่างอยู่

            “ไม่ค่อยรู้แน่ชัด..”

            แกพูดพลางเหลือบมองคิมบีโฮที่กำลังเดินลงเวที..

            สายตานั้นไม่ใช่แค่มองเล่น ๆ แต่จ้องเหมือนคนที่กำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างอยู่ในใจ

            “ฉันว่าปีนี้มีสิทธิ์ที่ถ้วยรางวัลจะเปลี่ยนสกุล..”

            ผมไม่พูดอะไรออกไป แต่ใจมันก็เผลอคิดคล้อยตามอยู่หน่อย ๆ

            ถ้าคิมบีโฮยังเก็บไม้ตายเอาไว้อยู่ล่ะก็..

            ใครหน้าไหนก็คงยากจะต้านมันจริง ๆ

             

            รอบนี้สนามประลองไม่ต้องซ่อมอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว สะอาดเสียจนเหมือนไม่เคยมีใครเหยียบมาก่อน

            ผมอดคิดไม่ได้ว่าในการประลองรอบลึกแบบนี้..

            นอกจากคิมบีโฮจะมีใครอื่นที่ทำได้อีก

             

            พอรู้ตัวอีกที การประลองคู่ที่เจ็ดก็เริ่มขึ้นแล้ว

            เป็นการเจอกันระหว่างจิ้นหมินกับเฟิงป๋ายหยุน

            ซึ่งดูไปดูมาก็จบเร็วกว่าที่คิด เพราะเฟิงป๋ายหยุนคนนั้นมีพลังถึงระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นกลาง เล่นเอาจิ้นหมินแทบตั้งตัวไม่ทัน

            ไม่ทันจะได้พักหายใจดี การประลองในคู่สุดท้ายของวันก็ใกล้เข้ามา และใช่ มันเป็นคู่ที่ทำให้ผมหันไปจ้องแบบไม่กะพริบตา

            ฮั่วพั่วแห่งสำนักอัคคีปราบมาร ปะทะ ตงเสวี่ยซานแห่งตระกูลตง

            คู่ที่ใครต่อใครต่างก็จับตามอง และผมเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

            เพราะนี่คือครั้งแรกที่ตัวแทนจากตระกูลตงจะได้โชว์ฝีมือบนสนามประลองจริง ๆ เสียที

            แล้วในเมื่อเป้าหมายของการประลองนี้ของผมคือมัน..

            ผมก็จำเป็นจะต้องศึกษาดูฝีมือของตงเสวี่ยซานให้มาก ๆ

             

            “ข้าให้เวลาพวกเจ้าเตรียมความพร้อมหกสิบชั่วลมหายใจเข้าออก..”

            ฮูจินประกาศแบบเดิมเป๊ะ ไม่ตกหล่นสักพยางค์

            จนผมเริ่มจะจำได้หมดแล้วด้วยซ้ำว่าเขาจะเว้นจังหวะตรงไหนบ้าง

             

            “ฮั่วพั่วแห่งสำนักอัคคีปราบมาร ขอได้โปรดนายน้อยตงเมตตาและออมแรงบ้าง”

            เสียงของฮั่วพั่วฟังดูนอบน้อมเหมือนนักพรตแก่ที่กำลังขอข้าวกินมากกว่าจะขึ้นมาประลองอะไรสักอย่าง

            แต่ไอ้ที่สะดุดตากว่าคือตงเสวี่ยซาน ที่ไม่ได้สนใจฟังคำพูดนั้นเลยด้วยซ้ำ

            หมอนั่นยืนเฉย ๆ สายตาไม่แม้แต่จะแลไปทางคู่ต่อสู้

            กลับกัน..

            มันจ้องมาทางผม เหมือนกับบอกให้ผมจับตาดูมันไว้ให้ดี

            รอยยิ้มของเจ้าตัวก็ชัดเจนเสียจนผมอยากลุกไปปัดให้หายอวดดี

            มันทั้งเย้ยหยัน หยิงยโส และพูดได้เต็มปากว่า ชวนหาเรื่องชะมัด

             

            “หลานเจี้ยน..

            ดูท่าร่างที่พ่อตงเสวี่ยซานใช้ให้ดี

            หลานจักต้องหาวิธีรับมือกับท่าร่างนั้นให้ได้”

            ท่านเจ้าเมืองซุนพูดขึ้น ผมจึงหันไปสบตาท่านนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ

             

            แล้วก็ไม่รอช้า ผมเรียกเนตรทองออกมาในทันที ม่านตาเปลี่ยนสี กลายเป็นทองแหลมเข้มที่คมเสียจนเหมือนจะทะลุอะไรได้ทุกอย่าง

            ในเมื่อท่านเจ้าเมืองซุนพูดถึงขนาดนั้น ไหนจะตงเสวี่ยซานยังเชื้อเชิญขนาดนี้

            ผมก็จำเป็นที่จะต้องสังเกตศึกษาเอาไว้ให้ดี

            โดยเฉพาะท่าร่างของมัน..

            และผมเองก็รู้ดีว่าถ้าอยากชนะมันในศึกปัญจมิตร..

            ต้องเริ่มสังเกตมันตั้งแต่ตอนนี้

             

            “การประลองรอบแบ่งสายรอบสุดท้าย.. เริ่มได้!”

            เสียงของฮูจินดังขึ้นพอดี พร้อมกับที่ร่างสองร่างบนสนามเริ่มขยับ

             

            ฮั่วพั่วที่ยืนรอจนแทบจะทิ้งรากกลางสนาม พอได้สัญญาณเริ่มก็รีบระเบิดพลังทันที

            ผมเห็นมันเร่งปราณอัคคีออกมาคลุมทั้งดาบจนลุกวาบเหมือนแผ่นเหล็กตีตราทาส

            แล้วเท้าซ้ายขวาก็เริ่มสับยิกเข้าหาตงเสวี่ยซานแบบไม่ลังเล

            ดูจากสีหน้าและจังหวะวิ่ง มันคงหวังจะปิดเกมให้เร็วที่สุด

            คงคิดว่าถ้าเล่นให้อีกฝ่ายบาดเจ็บก่อน อาจมีสิทธิ์พลิกผลได้บ้าง

            ผมเห็นเปลวไฟสามสายถูกฟาดออกจากดาบรัวติด ๆ กันจนเหมือนคนพ่นไฟใส่เวที

            ทั้งที่วิ่งอยู่..!

            ฮั่วพั่วก็ยังสบตาคู่ต่อสู้อย่างไม่ลดละ แสดงชัดว่าหวังจะบีบให้ไม่มีช่องหลบหลีกใด ๆ เหลืออยู่เลย

            ตู้ม..! ตู้ม..! ตู้ม..!

            เสียงระเบิดปราณอัคคีดังก้องจนคนดูรอบสนามสะดุ้ง..!

            เศษควันหนาทึบพวยพุ่งกลบจุดที่ตงเสวี่ยซานยืนอยู่จนไม่เห็นอะไรเลย

            แต่ที่ทำให้ผมต้องชะงักจนมือบีบจับที่เท้าแขนบนเก้าอี้ไว้แน่นคือนาทีที่ฮั่วพั่ววิ่งฝ่าเข้าไปในควันนั้นแบบไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

            ไม่มีการชะลอ ไม่มีแม้แต่แววตาระแวดระวัง มันคงเชื่อเต็มร้อยว่าอีกฝ่ายโดนปิดเกมไปแล้ว

            จากนั้น..

            เสียงสุดท้ายที่ได้ยินใต้ม่านควันคือ ตู้ม..! หนึ่งครั้ง แล้วทั้งสนามก็เงียบกริบ ราวกับถูกปิดเสียงพร้อมกันทั้งอัฒจันทร์

            ไม่มีแม้แต่เสียงโลหะกระทบหรือเสียงร้องโอดโอย มีเพียงควันไฟลอยหนาตาอยู่กลางเวที เหมือนทุกอย่างถูกกลืนหายไปกับมันหมดแล้ว

             

            ในตอนที่ควันจางลงในไม่กี่ลมหายใจ ผมจ้องตาแทบไม่กะพริบ แล้วก็เห็นภาพที่ทำให้ต้องขมวดคิ้วแน่นอยู่ดี

            ตงเสวี่ยซานยังคงยืนอยู่ตรงจุดเดิม..

            ไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว..!

            ส่วนฮั่วพั่วน่ะเหรอ?

            นอนกองอยู่กับพื้นแทบจะหมดสภาพ ร่างเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะแน่นทั่วตัว แถมจุดที่ไม่ถูกแช่แข็งก็ดูไหม้เกรียมอย่างน่าสะพรึง คล้ายถูกน้ำแข็งกัดจนผิวแตกร้าวไปทั่ว

            ผมนี่ถึงกับถอนหายใจเบา ๆ เพราะรู้ได้ทันทีว่าหมอนั่นไม่ใช่แค่แพ้ธรรมดา แต่มันคือ 'แพ้แบบไม่มีสิทธิ์สู้ด้วยซ้ำ'

             

            “ผู้ผ่านเข้าไปยังสายบนได้แก่...ก่

            ตงเสวี่ยซานแห่งบ้านตระกูลปีกมังกร! ส่วนผู้แพ้เช่นฮั่วพั่วนั้นได้ลงไปยังสายล่างเพื่อแข่งขันแก้ตัวอีกครั้งหนึ่ง!”

            เสียงประกาศของฮูจินดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าหน้าที่แพทย์สนามจะวิ่งกรูเข้าไปตามสัญญาณทันที

            แค่เห็นสภาพฮั่วพั่วก็พอจะรู้แล้วว่าคงต้องใช้โอสถมากกว่าสามขนานในการเยียวยา

             

            ผมถึงลุกยืนขึ้นอีกครั้ง..!

            เกิดความเงียบไปกับคนทั้งสนาม บรรยากาศเหมือนทุกคนโดนคำสาปให้หยุดหายใจอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งเสียงปรบมือแรกดังขึ้น

            จากนั้นเสียงชื่นชมก็พุ่งมาราวกับฝนกระหน่ำบนหลังคาไม้เก่า ๆ

            เสียงเหล่านั้นไหลไปหาตงเสวี่ยซานเหมือนมีแรงดูด

            บางคนลุกขึ้นยืน บางคนโห่ บางคนยกมือไหว้

            ก็แหงล่ะ..

            ไม่มีใครเห็นการโจมตีของมันชัด ๆ เลย ควันบังไว้หมด แต่ผลลัพธ์มันไม่โกหก

            อีกฝ่ายนอนแช่แข็งอยู่กับพื้น ส่วนเจ้าตัวก็ยืนอยู่จุดเดิม เหมือนไม่ได้ก้าวเท้าแม้แต่ก้าวเดียว

            ส่วนผมเหรอ?

            ตาก็จ้อง เนตรทองก็เปิด แต่ยังต้องกะพริบตาอยู่ดีเพราะความเร็วของมันเล่นเอาปลายสายตามนิดเดียวก็อาจพลาดได้แล้ว

             

            “อย่างไร.. เห็นได้ชัดแจ้งฤๅไม่?”

            ท่านเจ้าเมืองนพบุรีหันมาถามด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่แฝงแววทดสอบ

            ผมรู้ทันทีว่าเขารู้อยู่แล้วว่าผมเห็นอะไร และเขาคงอยากฟังคำตอบจากปากผมเท่านั้น

             

            ผมผงกหัวตอบเบา ๆ และเริ่มอธิบายอย่างชัดเจนในแบบที่ดวงเนตรพิเศษของผมสามารถมองได้เห็น

            ตอนที่เปลวไฟชุดแรกพุ่งเข้าใส่..

            ฝ่าเท้าของตงเสวี่ยซานมีแสงบางอย่างแวบขึ้นมาเหมือนระเบิดแรงดีด ผมเห็นมันเบี่ยงตัวออกจากแนวการโจมตีได้ทันในชั่วพริบตาเดียว เหมือนร่างหายไปจากที่หนึ่งแล้วไปโผล่อีกจุดโดยไม่ต้องเตือนล่วงหน้า

            ผมหยุดหายใจอยู่ครู่หนึ่งขณะนึกภาพตาม

            แล้วพอฮั่วพั่ววิ่งฝ่าควันเข้าไปโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเบี่ยงตัวออกไปแล้ว เขาก็โดนสวนกลับด้วยฝ่ามือเดียวเต็มแรง

            ซึ่งฝ่ามือนั้นก็ได้อุ้มโอบพลังปราณวารีจนกลายเป็นน้ำแข็ง

            จากนั้นตงเสวี่ยซานก็ใช้ท่าร่างนั้นอีกครั้ง กลับไปยืนจุดเดิม แต่ก่อนจะหยุด..

            มันได้วาดฝ่ามือระเบิดปราณน้ำแข็งใส่ตัวของฮั่วพั่ว ทำให้เกิดเสียงตูมสุดท้ายนั่นขึ้นมา

            ผมหันกลับไปมองสนามอีกครั้งก่อนคิดกับตัวเองเบา ๆ ในใจ

            ทุกอย่างมันเร็วมาก.. เร็วขนาดที่แม้แต่เนตรทองยังแทบจับตามไม่ทัน

            มันเป็นความเร็วแบบเดียวกับตอนที่คิมบีโฮจัดการจางลี่ชิวเลยจริง ๆ

             

            “ท่านเจ้าเมือง..

            ท่าร่างนั่นมันเร็วมาก!

            มิใช่ว่าเร็วกว่าอาชาเคลื่อนวายุหมอบของคนตระกูลหม่าหรอกหรือ”

             

            “แน่นอนว่าในอาณาจักรปัญจมิตร..

            อาชาเคลื่อนวายุหมอบของคนสกุลอาชาสวรรค์นั้นเป็นหนึ่ง”

            ท่านซุนต้าชิงกล่าว

            “ส่วนที่หลานเห็นนั้นคือท่าร่างมังกรเคลื่อนสมุทรของคนตระกูลปีกมังกร

            หากเทียบกันแล้ว..

            ท่าร่างมังกรเคลื่อนสมุทรจะกว่าเร็วในช่วงแรกเท่านั้น ดั่งปะทุความเร็วออกมาในระยะสั้น

            ซึ่งหากวัดกันที่ตรงนั้น..

            มังกรเคลื่อนสมุทรของสกุลปีกมังกรย่อมเด่นล้ำกว่า แต่หากวัดกันด้วยระยะเวลาการใช้งานอย่างต่อเนื่อง

            อาชาเคลื่อนวายุหมอบของสกุลอาชาสวรรค์ย่อมเป็นเลิศเหนือสุด

            และเอ็งคงมองออก..

            ระหว่างท่าร่างที่เพิ่มความเร็วที่เป็นหนึ่งในอาณาจักรกับท่าร่างที่เพิ่มความเร็วในชั่วพริบตา..

            อย่างไหนน่ากลัวและรับมือยากกว่า..”

             

            ผมพยักหน้ารับช้า ๆ ในใจนี่คือเข้าใจแบบรู้ซึ้งเลยล่ะ

            ท่าร่างที่เร็วก็เหมือนดาบที่คม

            ยิ่งคม ยิ่งน่ากลัว และท่าร่างทั้งสองที่พูดถึง มันก็น่ากลัวกันคนละแบบจริง ๆ

            แต่มังกรเคลื่อนสมุทรของคนตระกูลตงนี่มันร้ายในแบบที่รับมือยากสุด ๆ เพราะมันไม่ใช่แค่เร็ว

            แต่มัน 'ระเบิดความเร็ว' ได้ในพริบตา

            ชั่ววินาทีที่พลาดนั่นแหละคือจุดจบ

            ส่วนอาชาเคลื่อนวายุหมอบของคนตระกูลหม่า แม้จะเร็วในช่วงปลาย แต่ก็ยังพอคาดจังหวะได้อยู่บ้าง

            เหมือนที่หวังเซียนเถาสามารถต่อสู้กับหม่าเฟยได้อย่างสูสี

            สรุปรวมแล้ว..

            หากเอาท่าร่างและวิชาฝ่ามือของตระกูลตงมาใช้ร่วมกัน

            ยิ่งน่ากลัวและรับมือยาก..

            โดยเฉพาะที่ตงเสวี่ยซานมันดูไม่ได้ปวกเปียกเท่าน้องชายของมัน

             

            “นั่นแล..

            ระวังตนไว้ให้ดี.. หากเกิดได้พบกับพ่อตงเสวี่ยซานในการประลองจริง ๆ”

            ท่านเจ้าเมืองซุนชิงเอ่ยพลางเหลือบตามองไปทางเจ้าคนหน้าหยกนั่นอย่างมีนัย

             

            ผมได้แต่พยักหน้ารับเบา ๆ ไม่ได้ตอบอะไรออกไป

             

            “แล้วฉันไม่อยากจะตัดกำลังใจของหลานหรอกหนา..

            พ่อเจี้ยน”

            ท่านพูดต่อในจังหวะที่หันกลับมา

            “แต่ฉันสามารถยืนยันได้ว่าพ่อตงเสวี่ยซานดูคล้ายจะเหนือกว่าพ่อตงหลี่เทียนและพ่อตงกวนเทียนที่เป็นผู้คว้าชัยจากศึกนี้ทั้งสองคนอีกในตอนที่อายุเท่ากันอยู่หลายช่วงตัว”

            ประโยคที่แกพูดปิดท้ายนี่แบบ..

            ทำให้มีกำลังใจขึ้นมากเลยทีเดียว..

            ขอบคุณนะครับ.. ทีหลังไม่ต้อง..

             

            หลังจากแข่งขันจนครบทุกคู่ ฮูจินก็ไม่เสียเวลาให้สนามเงียบเกินจำเป็น เขาได้ประกาศตารางของวันรุ่งขึ้นออกมาทันที แบ่งชัดเจนเป็นสายบนกับสายล่าง

            สายบนแข่งช่วงเช้า สายล่างช่วงบ่าย—สี่คู่ถ้วนในแต่ละรอบ ผมได้ยินก็ได้แต่พยักหน้าในใจ พร้อมหันมองไปทางเจ้าเพื่อนหน้าขนที่จะต้องเจอกันในวันพรุ่งนี้

            .

            .

            อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด (ในส่วนที่เหลือนี้เป็นการบรรยายแบบมุมมองบุคคลที่ 3)

            ภายในค่ำคืนนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมชื่อหลาย ๆ ชื่อต่างขจรไปไกลทั่วอาณาจักร และมีแอบลามไปถึงดินแดนใกล้เคียงหลาย ๆ ดินแดนด้วย

             

            “หืม..

            แซ่หลิว..

            แถมยังเป็นศิษย์สำนักสี่ขุนเขารึ..”

            เป็นเสียงของอิสตรีนางหนึ่งกล่าวกับตนเองเบา ๆ เมื่อได้ยินสิ่งที่คนเขาพูดคุยกัน

            ใบหน้าของสตรีนางนี้มีอายุราว ๆ สิบเก้ายี่สิบปี นางนั้นงดงามหมดจด ผิวพรรณสีขาวผุดผ่องอมชมพู ดวงตาสีแดงทับทิมสุกสดใสของนางนั้นงดงามยิ่ง

            คิ้วคู่หนาแต่สั้นเล็กช่างกอปรเข้ากับดวงตากลมโตนั้นได้อย่างน่าเอ็นดู ยิ่งจมูกยาวของนางที่ไม่โด่งมากแต่ปีกจมูกกับสวยงามยิ่งทำให้ปากที่จับเป็นกระจับบองนางนั้นน่าดึงดูดมีเสน่ห์

            เมื่อนำทุกอย่างมาประกบลงบนใบหน้ารูปไข่ที่ขาวผ่องนั้นแล้ว

            นางนับเป็นสตรีที่มีความงดงามเป็นเลิศยิ่ง

            และตอนนี้สตรีนางนี้กำลังเดินเล่นอยู่ในเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งทางใต้ของเมืองศฤคาล

            “ดูเหมือนข้าจักต้องไปชมการประลองนั้นดูสักหน..”

            


    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน