"เกิดเื่ใหญ่แล้วพี่ทิว"
"เอ็งเล่ามา ไอ้นุ้ย"
ทิวไทดึงไข่นุ้ยให้ห่างจากประตูห้อง เพราะไม่อยากจะให้คนในห้องได้ยิน
"มะกี้ผมไปที่ตลาด มีคนเอารูปพี่ข้าวไปถามคนในตลาด"
"เอ็งแน่ใจนะ"
"แน่ใจ ก็ฉันยืนอยู่ตรงนั้น ตรงร้านขายหอยทอด แม่ใช้ฉันให้ไปซื้อหอยทอด เพิ่งกลับมาก็วิ่งมาหาพี่ทิวก่อนเลย"
"โอเค ถ้าอย่างนั้นก็ตามแผนเลยไอ้ไข่"
"ได้พี่ ว่าแต่พี่ข้าวเป็ไงมั่ง?"
"จะเป็อะไร ก็ะเิลงหน่ะสิ แต่ช่างเถอะ เอ็งรีบไปเอาของเถอะ"
"ได้พี่ทิว เดี๋ยวฉันมา"
ไอ้เสี่ยวิรุณนี่มันเร็วกว่าตำรวจอีก เขาคิดว่าเขาเดาไม่ผิดว่าต้องเป็พวกนายวิรุณ เพราะถ้าเป็ตำรวจ เขาต้องรับข่าวเป็คนแรกจากทะนง ทิวไทรีบเดินกลับเข้าไปในห้องนอน ในขณะที่ไข่นุ้ยนั้นรีบวิ่งตึงตังลงบ้านไป
"คุณข้าว"
หญิงสาวหันมาตามเสียงเรียก
"เราต้องไปกันแล้ว"
ทิวไทบอกเสียงเรียบๆ เขาเปิดตู้เสื้อผ้าก่อนจะยัดเสื้อผ้าของตัวเองลงในเป้สีดำขนาดใหญ่ที่เขาเตรียมไว้ แล้วเอาเป้สีกรมท่าใบขนาดกลางออกมาอีกใบ ชายหนุ่มดึงลิ้นชักที่เก็บเสื้อผ้าของข้าวขวัญแล้วโกยเสื้อผ้าของหญิงสาวที่มีอยู่ไม่กี่ชุดลงเป้จนหมด ก่อนจะไปเก็บกวาดพวกของใช้จุกจิกส่วนตัวของเธอที่โต๊ะเครื่องแป้งลงเป้ตามไปด้วย ท่าทางที่รีบร้อน มันทำให้เธอไม่ถามเขาสักคำ เพียงแต่ยังงงๆแค่นั้นเอง
"เราจะไปไหนกัน? นายทิว"
"เดี๋ยวผมจะบอก"
ทิวไทสะพายเป้ใบใหญ่ แล้วให้ข้าวขวัญสะพายเป้ใบเล็ก ชายหนุ่มกึ่งลากกึ่งจูงหญิงสาวออกมาที่ใต้ถุนบ้านด้วยความรีบร้อน ข้าวขวัญเองก็ต้องวิ่งตามแรงจูงออกมาแทบไม่ทัน ในขณะที่นายทิวเรียกหานางทองกรลั่นบ้าน แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะหยิบรองเท้าคู่ลุยน้ำลุยป่าให้ข้าวขวัญใส่
"แม่ แม่!"
นางทองกรนั่งอยู่ตรงโซฟาใต้ถุนบ้าน นางรีบลุกขึ้นยืนแล้วขานรับ
"ทิว ลูก มีอะไร?"
"ฉันจะขึ้นฝั่งแล้วนะแม่ เดี๋ยวให้ไอ้นุ้ยไปส่งที่ท่าเรือ ไอ้นุ้ยมาหรือยัง?"
"พี่ทิว ฉันมาแล้วพี่!"
ไข่นุ้ยวิ่งส่งเสียงมาจากหลังบ้าน เด็กชายนั้นสะพายเป้ใบโตอีกหนึ่งใบ
ทิวไทสวมกอดนางทองกร หญิงชรากอดลูกชายที่ก้มตัวลงมากอดนางแล้วจูบที่กระหม่อม
"ระวังตัวนะลูก พระคุ้มครอง ดูแลกันให้ดีๆนะ"
นางทองกรหันมากอดข้าวขวัญ หญิงสาวยังหน้าตาตื่นแสดงอาการว่ายังไม่รู้เื่อะไรเลยแม้แต่น้อย
"อยู่ใกล้ทิวมันไว้นะหนูข้าว อย่าห่างกัน จะได้ปลอดภัย แล้วอย่าลืมนะ ว่าถ้าไม่มีที่ไป ก็ให้กลับมาที่นี่"
นางทองกรกอดเธอแแ่ ข้าวขวัญกอดตอบ หญิงสาวรู้สึกได้ถึงความเอ็นดูและความเป็ห่วงของหญิงชราที่มีต่อตัวเอง
"ขอบคุณค่ะคุณป้า" ข้าวขวัญพนมมือกราบนางทองกรที่อก
"แล้วข้าวจะมาหาอีกนะคะ"
"แม่ ใครถามบอกว่าฉันขึ้นฝั่งนะ บอกว่าไปสปีดโบ้ทแวะนอนสมุยคืนนึง"
"ได้ ทิวรีบไปเถอะลูก"
ทิวไทดึงมือข้าวขวัญไป นางทองกรเป็ห่วงทั้งลูกตัวเองทั้งข้าวขวัญ หญิงชรายืนมองมอเตอร์ไซค์ที่พากันซ้อนสามออกไปจากบ้าน และเพียงไม่เกินห้านาที รถมอเตอร์ไซค์สองคันก็เลี้ยวเข้ามาในเขตบ้านที่ไม่มีรั้วของนางทองกร
"มีใครอยู่หรือเปล่า?"
นางทองกรเดินออกมาดูตามเสียงะโเห็นชายหนุ่มสี่คนลงมายืนอยู่หน้าบ้าน
"มาหาใครจ๊ะ?"
"มาหาไอ้ทิวครับ? ทิวอยู่หรือเปล่า?"
หนึ่งในสี่ะโถามนางทองกร
"ไอ้ทิวมันเพิ่งออกไปที่ท่าเรือเมื่อกี้นี้เอง เห็นว่าจะไปกรุงเทพ แต่จะนอนที่สมุยคืนนึงนะ เห็นว่างั้น ลองโทรหาดูสิ หรือไม่ก็ไปหาที่ท่าเรือเลย เป็เพื่อนเ้าทิวรึพ่อหนุ่ม?"
"ขอบใจจ๊ะป้า"
คนถามตอบแค่นั้นแล้วพวกมันก็รีบขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป นางทองกรกลับเข้าไปทำความสะอาดครัวแล้วขึ้นบ้านนอนตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
~~~
"มืดจัง นายทิว ไหนว่าจะไปท่าเรือ?"
ข้าวขวัญถามเขา เพราะไข่นุ้ยขี่รถมาตามทางที่ตรงข้ามกับทางไปท่าเรือ แล้วเลี้ยวเข้าทางเล็กๆคล้ายจะเข้าป่า ไข่นุ้ยจอดรถในความมืดแล้วเดินนำเธอและทิวไทไปตามทางเดินเล็กๆ มือใหญ่ของทิวไทกระชับมือเล็กไว้แน่นในระหว่างเดินขึ้นไปตามทางชัน
"ใกล้ถึงแล้วพี่ข้าว บ้านบนเขาไม่ไกลเท่าไหร่"
ไข่นุ้ยหันมาบอกในขณะที่เดินนำ เด็กชายช่วยสะพายเป้ของข้าวขวัญเอาไว้ข้างหน้าของตัวเอง แล้วเดินไปบนทางที่มืดอย่างชำนาญ อาศัยเพียงแสงจันทร์ที่พอจะทำให้เห็นทาง ทั้งไข่นุ้ยและทิวไท ต่างก็ไม่มีใครพูดอะไร ทั้งสองได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาเดิน แต่ทิวไทก็กุมมือของเธอไว้มั่น เพราะหญิงสาวนั้นไม่ค่อยจะชินทาง เดินเซบ้าง สะดุดก้อนหินบ้าง แต่เขาก็ประคองไว้ ไม่นาน ไข่นุ้ยก็นำทางมาถึงจุดหมาย
"ถึงแล้วฮะ"
ทั้งสามหยุดเดิน สิ่งก่อสร้างตรงหน้านั้นคือบ้านหนึ่งหลังที่ตั้งอยู่กลางป่า
"นำไปเลยไอ้ไข่"
"ได้ พี่ทิว"
บ้านหลังเล็กสวนทุเรียน ไม่มีไฟ แต่บ้านหลังนี้ก็เตรียมพร้อมสำหรับเธอและทิวไท เพราะเมื่อไข่นุ้ยจุดตะเกียงจนพอจะมีความสว่างแล้ว หญิงสาวจึงเห็นตัวบ้านภายใน เป็บ้านหนึ่งห้องนอนเล็กๆ แต่ก็สร้างไว้อย่างแข็งแรง มีเพียงโต๊ะไม้เล็กๆและเก้าอี้อีกสองตัวตั้งอยู่แค่นั้นเอง และมีครัวเล็กๆอยู่ถัดห้องนอนออกไปทางหลังบ้าน
"ไหนว่าจะกลับกรุงเทพฯไง นายทิว?"
"ผมเปลี่ยนแผนนิดหน่อย...ไข่นุ้ย เอ็งกลับเถอะ เดี๋ยวป้าพรจะถามหาเอา"
"จ๊ะพี่ทิว พี่ข้าว ฉันไปแล้วนะ อยู่ทางนี้พี่ข้าวระวังตัวด้วยนะครับ ไข่นุ้ยเป็ห่วง"
ไข่นุ้ยยืนตรงและยกมือขวาขึ้นอย่างรวดเร็วและแข็งแรงเพื่อวันทยาหัตถ์
'ไข่นุ้ย เดี๋ยวเอ็งโดนดีแน่' เขาคิดแล้วก็อยากจะเขกกะโหลกมันซะให้แตก มันอยากเป็ตำรวจอย่างเขาหน่ะเขารู้ดี แต่ไม่ต้องทำขนาดนี้ได้ไหม เพราะที่ข้าวขวัญรู้นั้นคือเขาเป็โจร ไม่ใช่ตำรวจ
"เป็ตำรวจหรือไงไข่นุ้ย?"
"ไข่นุ้ยอยากเป็ตำรวจครับ พี่ข้าว จะได้จับผู้ร้าย"
ข้าวขวัญถามแล้วยิ้มน้อยๆกับคำตอบ เธอขำเด็กชายที่ทำท่าเป็ตำรวจ ไม่รู้ว่าไข่นุ้ยจะรู้หรือเปล่าว่า พี่ทิวของไข่นุ้ยนั้นอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตำรวจอย่างสิ้นเชิง พี่ทิวของไข่นุ้ยเป็ถึงมือขวาของพ่อค้ายาเสพติดที่ทางการ้าตัวมากที่สุดในตอนนี้เลยนะ
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอะไร เพราะไม่ว่าเขาจะเป็ใคร แค่เธอรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับเขา เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว แล้วเขาก็จะพาเธอไปหาพ่อ และปกป้องเธอจากนายวิรุณได้ทุกครั้ง
"พี่ขอบใจไข่นุ้ยมากนะจ๊ะ ที่มาส่งถึงที่นี่"
ไข่นุ้ยกลับไปแล้ว เธอไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี นอกจากเดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ที่มีอยู่ในขณะที่ทิวไทเอาข้าวของในเป้ของไข่นุ้ยออกมาวางที่ชั้นไม้ที่วางอยู่ชิดผนัง
"คุณอาบน้ำได้เลยนะ คุณข้าว แล้วจะได้นอนเอาแรง"
"นายยังไม่ได้บอกฉันเลยว่า ทำไมเราไม่ไปสมุย ไหนว่าเราจะไปสมุยแล้วขึ้นฝั่งกัน แล้วทำไมต้องเปลี่ยนแผน"
"มีคนตามเรา พวกนั้นมาถึงที่นี่แล้ว"
"จริงเหรอ?"
ข้าวขวัญใ แล้วก็กลัว เพราะ 'พวกนั้น' ของนายทิวเธอรู้ว่าก็คือพวกนายวิรุณ
"จริง ผมจะโกหกคุณทำไม เราจะต้องอยู่ที่นี่ก่อน ซักพัก"
"นายทิว ฉันกลัว"
เธอกลัวจริงๆเพราะเธอไม่เคยคิดว่าจะมีคนที่ตามเธอเพื่อที่จะได้ตัวเธอจริงจังขนาดนี้ แค่รู้ความ้าของนายวิรุณ เธอก็กลัวจับใจ เหตุการณ์ที่นายวิรุณทำกับเธอ มันยังหลอนเธออยู่เลย
"คุณไม่ต้องกลัว คุณอย่าลืมสิ ว่าคุณมีผมนะ คุณข้าว"
"ขอบคุณนะนายทิว ที่นายไม่ทิ้งฉัน ทั้งๆที่ฉันเป็ภาระให้นายตลอดเลย ไม่ได้ช่วยอะไรสักอย่าง แถมยังหาเื่เพิ่มให้นายอีก"
"หาเื่เพิ่ม?"
"อ้าว ก็นายหนีตำรวจแล้ว แต่ก็ยังต้องพาฉันหนีนายวิรุณอีกด้วยน่ะสิ"
"ไม่เป็ไร ผมไม่ได้คิดว่าคุณเป็ภาระหรอกนะ" ชายหนุ่มพยายามปลอบใจ แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรให้ดีไปกว่านี้
"ฉันกินบุญพ่ออยู่สินะ นายคงอยากจะคืนฉันให้พ่อเร็วๆแล้วใช่มั้ย"
ข้าวขวัญพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความน้อยใจจนทิวไทพูดไม่ออก ่นี้หญิงสาวน่าจะอยู่ใน่อารมณ์อ่อนไหว ซึ่งเขาเองก็ไม่อยากจะถือสา เขาไม่อยากจะให้เธองอแงใส่เขา่นี้เลย เพราะมันทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะทำเื่สำคัญ เพราะมัวพะวงถึงความรู้สึกของข้าวขวัญ แล้วที่สำคัญ เขานั้นง้อผู้หญิงไม่เป็ อย่างอนหรือประชดประชันกันนักเลยคุณข้าว ไอ้ทิวไปไม่เป็จริงๆ
"เราเข้าไปในห้องนอนกันเถอะ ผมว่าคุณข้าวควรจะรีบอาบน้ำแล้วนอนเอาแรงไว้เยอะๆ"
ข้าวขวัญเดินเข้าไปในห้องนอน ทั้งห้องมีเพียงเตียงขนาดสามฟุตครึ่งตั้งอยู่ที่มุมห้อง ตู้เล็กข้างเตียงและตู้เสื้อผ้าหนึ่งตู้ ดีที่ยังมีห้องน้ำอยู่ในตัว ทิวไทวางตะเกียงที่ไข่นุัยจุดไว้ให้บนตู้เล็กเตี้ยๆที่ตั้งอยู่ที่หัวเตียง
"คุณนอนได้หรือเปล่า คุณข้าว?"
"ฉันนอนได้"
ทิวไทวางเป้ไว้บนพื้น แล้วเปิดตู้เสื้อผ้าที่ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง เขาหยิบผ้าห่มกับหมอนออกมา โยนลงพื้นที่ข้างเตียงแล้วนั่งลงบนพื้น
"นายจะนอนตรงพื้นเหรอ?"
"ใช่ คุณอาบน้ำแล้วก็นอนได้แล้ว ผมจะดับตะเกียงแล้วนะ"
"เอ้อ..."
"ทำไม?"
"นายมานอนด้วยกันบนเตียงก็ได้นะ เบียดกันนิดหน่อยไม่เป็ไรหรอก"
"เตียงนิดเดียว นอนสองคนไม่สบายหรอก คุณไปอาบน้ำเถอะ"
เขารอจนเธออาบน้ำเสร็จแล้วจึงดับตะเกียง จริงๆเตียงมันนอนสองคนได้แหละมันก็จะเบียดกันหน่อยๆ ถ้าเขานอนกอดเธอก็จะนอนสบายกันทั้งคู่ ซึ่งเขานั้นเต็มใจแต่ข้าวขวัญน่าจะไม่ชอบ ทิวไทถอนหายใจเบาๆแล้วหลับตานอน
ตะเกียงถูกดับ แล้วทุกอย่างก็มืดไปหมด ในป่านั้นมันมืดจนน่ากลัว ข้าวขวัญนอนพลิกไปพลิกมา หญิงสาวนอนไม่หลับเพราะมีเื่ให้คิด เธออยากจะไปหาพ่อ อยากจะให้พ่อของเธอมอบตัว แล้วก็นายทิว เธอก็เป็ห่วงเขาและอยากจะให้เขามอบตัวด้วย เพราะถ้าทั้งพ่อและนายทิวเป็อะไรไป เธอคงจะอยู่ไม่ได้แน่ๆ
"คุณข้าว คุณนอนไม่หลับหรือ? พลิกไปพลิกมาตั้งนานแล้ว"
ทิวไทถามเพราะรู้ว่าหญิงสาวยังไม่หลับ
"ฉันนอนไม่หลับหรอก สถานการณ์อย่างนี้"
"คุณต้องนอนนะ เอาแรงไว้ก่อน ส่วนที่เหลือผมจัดการเอง"
"เอาแรง นี่เราต้องหนีกันอีกใช่มั้ย? เห็นนายสั่งให้ฉันนอนเอาแรงมาหลายครั้งแล้วนะ"
ทิวไทไม่ตอบ ยิ่งข้าวขวัญร้อนใจ เขายิ่งไม่เป็สุข ชายหนุ่มก็เลยนิ่งไม่ตอบ
ข้าวขวัญเห็นว่าทิวไทเงียบไป เธอก็เลยพยายามจะข่มตาหลับ แต่ก็หลับไม่ลงเลย สาวนักเรียนนอกอย่างเธอไม่เคยนอนในป่า เสียงป่ามันน่ากลัว ทั้งมืดทั้งวังเวง เสียงสวบสาบภายนอกบ้าน เสียงลม เสียงสารพัดที่เธอไม่รู้จัก แต่ในที่สุดหญิงสาวก็หลับไปเพราะอ่อนเพลีย