บทที่ 11-2 โลภมาก ลาภจะหาย
ั้แ่ที่ครอบครัวของหวังิเยว่เดินเข้ามาในห้องโถงทำพิธีท่านยายของพี่เฟยจูและท่านป้าสะใภ้รองมู่เลี่ยงลี่มองเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ครอบครัวของิเยว่สวมใส่ด้วยความอิจฉาแลเมื่อพิธีการได้ผ่านพ้นไปจนกระทั่งถึงเวลาที่ครอบครัวของิเยว่มอบของขวัญให้แก่พี่เฟยจูทุกคนได้ยินเสียงท่านยายของพี่เฟยจูกล่าวเสียงดังขึ้นว่า
“ข้าได้ยินมาว่าอาหรูมอบของขวัญเป็ปิ่นปักผมทองแก่แม่ของตนเอง วันนี้ย่อมต้องให้ของขวัญมีราคากับหลานสาวตนเองอย่างแน่นอน”
“ใช่เ้าค่ะ ครอบครัวอาหรูมีกิจการร้านค้า มีบ้านใหญ่โตย่อมต้องไม่ตระหนี่ถี่เหนียวกับหลานสาวของตนเองหรอกเ้าค่ะ”ท่านป้าสะใภ้รองรีบกล่าวรับคำแม่ของตัวเอง
“เยว่เอ๋อร์ สวมใส่เครื่องประดับมีราคาหลายชิ้นท่านอาย่อมต้องซื้อให้ข้าเช่นกันอยู่แล้วเ้าค่ะ” เป็เสียงของพี่เฟยจู
ิเยว่คิดในใจว่า ‘ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่แต่ที่แน่ ๆ ต้องดูให้ถึงยายเ้าค่ะ’
หวังิเยว่เป็คนถือของขวัญอยู่ในมือ นางก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเ้าของพิธีปักปิ่นแล้วกล่าวว่า
“ต่างหู และกิ๊บติดผม นี่เป็ของขวัญให้พี่เฟยจูเ้าค่ะ”
จากนั้นหวังิเยว่จึงหันหน้าไปหาเหอเฟยเจิน แล้วบอกว่า
“ส่วนนี่คือปิ่นปักผม ที่ท่านแม่มอบให้เป็ของขวัญย้อนหลังในวันปักปิ่นของพี่เฟยเจินหลานสาวของท่านแม่เช่นกันเ้าค่ะ”
‘เื่นี้สอนให้รู้ว่า โลภมากลาภจะหายเ้าค่ะ’
หลังจากวันครบรอบวันเกิดพี่เฟยจูนานสามวันบ้านพักคนงานจึงแล้วเสร็จ ท่านพ่อได้ตรวจรับบ้านและจ่ายเงินให้นายช่างหลวน จากนั้นหวังิเยว่ได้ขอให้นายช่างหลวนสร้างบ้านหลังเล็กเพิ่มอีกสองหลังสร้างด้วยอิฐเช่นกัน โดยแต่ละหลังมีหนึ่งห้องนอนและหนึ่งห้องน้ำสร้างบริเวณที่ดินห้าสิบหมู่ที่ซื้อใหม่

หวังิเยว่คิดว่าต้องจ้างคนงานมาเฝ้ายามจึงสร้างบ้านไว้รอบนอกของที่ดิน เพื่อป้องกันคนเข้ามาขโมยของนายช่างหลวนคิดราคาหนึ่งร้อยตำลึงใช้เวลาก่อสร้างไม่เกินสิบวัน แลในวันรุ่งขึ้นครอบครัวของชงไฉ่และน้าหลิงย้ายเข้าบ้านพักคนงานหลังใหม่หวังิเยว่จึงมาดูแลพวกเขาย้ายเข้าบ้านใหม่ และดูว่ายังขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่
เต้าเจี้ยวหนึ่งร้อยไหได้ขายหมดแล้วแต่เต้าเจี้ยวรุ่นที่สองต้องรออีกราวยี่สิบสี่วันหลงจู๊ภัตตาคารเจี้ยนคังสั่งจองไว้ล่วงหน้ายี่สิบไหและที่ร้านอาหารอีกสิบไห โดยลูกปลาหนึ่งพันตัวที่ได้เลี้ยงไว้ตอนนี้ตัวโตและยังออกลูกอีกมากมาย หวังิเยว่ให้ทยอยจับปลาตัวโตวันละหนึ่งร้อยตัวไปขายในตำบลและแน่นอนว่าลูกค้ารายใหญ่คือ ร้านอาหาร ภัตตาคารเจี้ยนคัง และบ้านท่านเศรษฐีเฟิ่ง
วันแรกของการขายปลาได้เงินมาสิบห้าตำลึงเมื่อเด็กทั้งสามคนที่ทำหน้าที่ให้อาหารปลารวมถึงเพ่ยเฟินที่ร่วมด้วยในภายหลังรู้สึกปลื้มใจยิ่งนักที่ขายปลาได้เงินมากถึงเพียงนี้ หวังิเยว่ซื้อขนมและลูกกวาดจำนวนมากให้เด็ก ๆนำไปแจกจ่ายสหายได้ร่วมกินด้วย
“เพ่ยเฟิน เ้ายังไม่เคยกินขนมที่พี่สามของข้าทำ มันอร่อยมากจริงๆ” หวังิซินเอ่ยบอกเพ่ยเฟิน
“ข้าเห็นว่าคุณหนูิเยว่เก่งมากเลยเ้าค่ะ ทำได้หลายอย่างและยังใจดีด้วยเ้าค่ะ”
“ใช่ พี่สามของข้าเก่งมาก ข้าอยากเป็เหมือนนางคอยดูนะเมื่อโตขึ้น ข้าจะฝันทุกวันเลย”
“___”
เมื่อถึงวันที่ผักกาดขาวรุ่นที่สองและผักบุ้งรุ่นที่สี่สามารถเก็บได้แล้ว หวังิเยว่ขอให้ท่านพ่อและชงไฉ่นำผักบุ้งเข้าไปขายในตำบลส่วนผักกาดขาวรุ่นนี้นางจะทำผักดองเพื่อเก็บไว้กินและขายใน่ฤดูหนาวโดยผักดองที่ทำจะคล้าย ๆกับกิมจิแต่มีการประยุกต์ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะกับวัตถุดิบในยุคนี้ให้สมกับชาติที่แล้วที่นางเคยทำงานเป็นักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมาก่อนที่นี่ไม่มีพริกเกาหลี หวังิเยว่จึงใส่พริกของที่นี่แทน โดยใส่ในปริมาณน้อยเพื่อไม่ให้เผ็ดจนเกินไป
หวังิเยว่จะดองผักสองแบบคือ แบบใส่พริกและไม่ใส่พริกผักกาดขาวที่เก็บได้ในวันนี้คือหกสิบจิน วันนี้จะดองแบบใส่พริกก่อนโดยการผ่าแบ่งครึ่งผักกาดขาวล้างน้ำให้สะอาดแล้วใส่ในไหใหญ่ ใส่น้ำและเกลือลงไปคนให้เข้ากันแล้วพักตั้งไว้ราวหนึ่งชั่วยามสองเค่อจากนั้นนำผักมาล้างน้ำให้สะอาดบีบเอาน้ำออก แล้วจึงพักไว้ในตะกร้า
นำแป้งผสมน้ำ ตั้งไฟคนตลอดเวลาเมื่อแป้งเริ่มเหนียวจึงใส่น้ำตาลลงไปคนให้เข้ากัน แล้วพักไว้ให้เย็นจากนั้นจึงหั่นกระเทียม ขิง หัวหอม และสาลี่ ผสมกับแป้งที่เย็นแล้ว ใส่หัวไชเท้าต้นหอม ใบกุยช่าย และพริก แล้วนำไปผสมกับผักที่พักไว้ในตะกร้าให้เข้ากันแล้วใส่ในไหหมักทิ้งไว้สองเดือน
ครั้งนี้พวกของิเยว่ใช้เวลานานหกวันในการเก็บผักได้ผักกาดขาวทั้งหมดสองพันหนึ่งร้อยจิน นางจึงแบ่งดองผักแบบไม่ใส่พริกหนึ่งพันห้าร้อยจินและใส่พริกหกร้อยจิน ส่วนผักบุ้งครานี้ขายได้เงินหนึ่งร้อยตำลึงจากนั้นจึงลงมือปลูกผักกาดขาวรุ่นที่สามและผักบุ้งรุ่นที่ห้า
นายช่างหลวนแจ้งว่าบ้านพักคนงานสองหลังสร้างเสร็จแล้ว หวังิเยว่จึงขอให้ท่านพ่อพี่ใหญ่ และชงไฉ่ช่วยกันทำรั้วล้อมบริเวณที่ดินห้าสิบหมู่ไว้ส่วนที่ดินเดิมที่ปลูกบ้านหลังใหม่นั้นมีกำแพงแข็งแรงล้อมรอบอยู่แล้ว ใน่ตอนเย็นท่านพ่อได้ไปถามพี่เจียจิ้งลูกป้าจางข้างบ้านว่าอยากทำงานเฝ้ายามรึไม่พี่เจียจิ้งตอบรับทันที โดยจะเป็คนเดินตรวจตราใน่กลางวัน เพราะตอนกลางคืนเขาต้องกลับมาอยู่กับท่านป้าจางท่านพ่อให้พี่เจียจิ้งเริ่มงานพรุ่งนี้โดยให้เขาไปช่วยล้อมรั้วก่อน
จากนั้นท่านพ่อเดินไปหาผู้ใหญ่บ้านขอให้ช่วยประกาศรับคนงานชายเฝ้ายามจำนวนสามคนเพราะที่ดินมีขนาดใหญ่ถึงห้าสิบหมู่ ซึ่งสองคนจะเฝ้ายามในตอนกลางคืนและอีกหนึ่งคนเฝ้ายามในตอนกลางวันคู่กับพี่เจียจิ้งโดยมีบ้านพักคนงานให้อยู่ห้องละสองคน รึว่าจะกลับไปพักที่บ้านของตัวเองก็ย่อมได้พวกของท่านพ่อใช้เวลาล้อมรั้วเป็เวลาสามวัน