บทที่ 23
เบี้ยเลี้ยงรายเดือน
หลังจากที่ยืนรอรับเบี้ยเลี้ยงอยู่สักพักใหญ่ๆในที่สุดคนด้านหน้าก็ขานเรียกชื่อจากที่แต่งกายด้วยชุดของลูกศิษย์ของสำนักรีบสาวเท้าเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว
เข้าไปหยุดยืนอยู่ด้านหน้าพร้อมกับยื่นมือของตนเองไปรับเบี้ยเลี้ยงรายเดือนของสำนัก
แน่นอนว่าคนที่เป็คนเฝ้าทางขึ้นของูเาคงจะไม่ได้รับพวกยาฝึกฝนจางอี้ก็ไม่ได้คาดหวังกับพวกมันขอเพียงแค่ได้เงินทองให้ตนเองนั้นมีใช้ก็เพียงพอแล้ว
เพราะในตอนนี้โอสถฝึกฝนมันไม่ค่อยจำเป็กับตัวของเขาถึงคราวรับเงินคนที่ดูสมุดบัญชีแล้วเป็คนจัดการเบี้ยเลี้ยงก็โยนถุงถุงนึงเข้ามาภายในถาดของจางอี้
จางอี้เผยยิ้มออกมายังเบิกบาน ก่อนที่จะพยักหน้ากล่าวขอบคุณผู้ที่อยู่ด้านหน้าและเดินออกมาจากจุดนั้น
เมื่อเดินออกมาก็โยนถุงเงินที่ตนเองได้รับแล้วลองเปิดดูใช้ดวงตามองเข้าไป ‘ สมกับเป็สำนักกระบี่์ที่มั่งคั่ง ’
‘ ขนาดว่าเป็เพียงแค่ลูกศิษย์ที่เฝ้าทางขึ้นของูเาอย่างได้เบี้ยเลี้ยงขนาดนี้’
‘ ด้านไหนนี้น่าจะบรรจุอยู่สักประมาณ 40เหรียญทองได้ ’
‘ ด้วยเงินขนาดนี้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างหรูหราไปทั้งเดือนเลยทีเดียว’จางอี้ยกมือขึ้นมาลูบปากมีเงินทองมากขนาดนี้ตนเองไม่ต้องกลัวว่าจะใช้ชีวิตอย่างอดอยาก
อันที่จริงแล้วการเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้จางอี้เองก็ได้รับเงินมาอีกไม่น้อยทั้งเื่ที่ตนเองนั้นได้ช่วยคุณหนูหลิวเอาไว้
ในตอนนั้นนางมอบเงินจำนวนประมาณ 20 เหรียญทองให้เป็ค่าจ้างในการสังหารพวกมือสังหารพวกนั้น
หลังจากที่สังหารได้เรียบร้อยแล้วนำพานางไปถึงเมืองหลังจากนั้นนางเองก็มอบค่าจ้างให้อีก 40 เหรียญทอง
รวมแล้วในตอนนี้มีในกระเป๋าอยู่ 60 เหรียญทองผนวกกับเบี้ยเลี้ยงที่พึ่งได้รับมาถึง 40 เหรียญทองเป็ 100เหรียญทอง
เงินจำนวนนี้ถ้าเกิดว่าเป็คนธรรมดาทั่วไปเป็ครอบครัวขนาดกลางคงสามารถอยู่ได้ถึง10 ปี
แต่จะทำอย่างไรได้สำหรับคนที่อยากจะบ่มเพาะแน่นอนว่ามีเหตุผลที่ต้องใช้เงินมากมาย เงิน 100เหรียญทองนี่คงจะไม่เพียงพอกับการซื้อโอสถระดับสูงสักเม็ดด้วยซ้ำ
จางอี้เดินออกมาจากจุดนั้นรีบเก็บเงินของตนเองเข้าในเสื้อแต่หลังชุดที่ตนเองนั้นเดินออกมาเล็กน้อยบนทางเดินออกห่างมาจากอารามจัดการเพียงแค่ไม่กี่สิบเมตร
อยู่ๆมันเองก็มีลูกศิษย์สามคนของสำนักกระบี่์ร่างกายใหญ่โตเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังจางอี้ขมวดคิ้วสงสัยใช้ดวงตากวาดสายตามองพวกมันที่ล้อมร่างกายของตนเองอยู่
“ พวกท่านมาเดินล้อมหน้าล้อมหลังข้าอย่างนี้้าอันใดอย่างนั้นหรือ” จางอี้เอ่ยถาม
ผู้จัดท่าทีของพวกมันแล้วดูเหมือนว่าจะเป็เพียงแค่ลูกศิษย์ระดับหนึ่งของสำนักอย่างที่รู้กันดีภายในสำนักกระบี่์ถูกแบ่งแยกออกเป็ชั้นของลูกศิษย์
โดยระดับชั้นของลูกศิษย์จะไม่ได้คำนึงถึงความาุโที่เข้ามาก่อนหลังของสำนักพวกมันนั้นใช่ถูกคำนึงโดยระดับฝีมือและความสามารถ
ระดับของลูกศิษย์ของสำนักกระบี่์จะไล่ั้แ่ระดับล่างสุดก็คือระดับหนึ่งจนขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดก็คือระดับ5 เหนือกว่าระดับ 5 ก็เป็ระดับอาจารย์ของสำนักเหนือกว่าอาจารย์ของสำนักก็เป็เหล่าผู้าุโที่มีเพียงแค่ 4 คนของสำนัก
สิ่งที่สามารถยืนยันระดับของลูกศิษย์ผู้นั้นได้ก็สามารถยืนยันได้จากป้ายที่ห้อยอยู่ที่เอวเป็ป้ายยืนยันฐานะของลูกศิษย์ของสำนักแถมมันยังมีระดับที่ถูกเขียนเอาไว้
จางอี้มองดูก็เห็นว่าพวกมันนั้นอยู่ในระดับหนึ่งแต่ท่าทางดูเหมือนว่าไม่น่าจะใช่คนที่เพิ่งเข้าสำนัก
ดูเหมือนว่าจะเป็ศิษย์พี่ที่ยังคงย่ำอยู่กับที่และยังคงอยู่เพียงแค่ระดับหนึ่งของสำนักกระบี่์
พวกมันที่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังย่อมมีเจตนาบางอย่างหนึ่งในคนทั้ง 3 ที่กำลังล้อมจางอี้อยู่มันพูดขึ้น“ พวกข้าเื่อยากจะสนทนากับเ้าหน่อยนะศิษย์น้อง ”
“ เอาเป็ว่าพวกเราไปหาที่เงียบๆสนทนากันดีกว่า”
ได้ยินคำพูดที่กล่าวออกมาเช่นนั้นจางอี้แสยะยิ้มที่มุมปากเผยใบหน้าอันชั่วร้ายออกมา“ ได้สิขอรับเราไปหาที่เงียบๆสนทนากันดีกว่า ”.
เดินถัดออกมาเพียงเล็กน้อยเหล่าลูกศิษย์ทั้ง 3 ของสำนักกระบี่์พวกนั้นนำพาจางอี้เดินทางมายังมุมมืดแห่งหนึ่งที่เงียบสงัดด้านหลังอารามเล็กๆ
ภายในสำนักกระบี่์แห่งนี้แต่ละเขาล้วนแล้วมีโครงสร้างซับซ้อนพวกมันนั้นใหญ่โตราวกับพระราชวังเขาแบบนั้นจึงมีอารามที่ตั้งอยู่มากมาย
ในขณะเดียวกันก็มีอารามที่ไม่ได้ใช้งานอยู่ไม่น้อยดูเหมือนว่าอารามแห่งนี้ก็เป็หนึ่งในอารามที่ไม่ได้ใช้งานมันเป็อารามเล็กๆที่ไม่ค่อยมีคนเดินทางผ่านเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้สักเท่าไหร่
เดินทางเข้ามาถึงจางอี้โดนพวกมันผลักเข้าไปติดกำแพงจางอี้มองไปที่พวกลูกศิษย์ของสำนักกระบี่์พวกนั้น
ตาของจางอี้ประเมินความสามารถพวกมันออกมาในทันที ‘ ทั้งสามคนอยู่ในระดับขอบเขตปราณขั้นกลาง ’
หนึ่งในพวกมันก้าวออกมาด้านหน้าแขยงยิ้มอย่างชั่วร้าย “ศิษย์น้องวันนี้เป็วันรับเบี้ยเลี้ยงรายเดือน เ้าได้เบี้ยเลี้ยงมาเท่าไหร่ ”
“ 40 เหรียญทอง ” จางอี้ตอบกลับไปยังไม่ลังเล
ในใจของจางอี้รู้อยู่แล้วว่าความปรารถนาของคนพวกนี้มันคืออะไรอันที่จริงแล้วผ่านโลกมามากมายพบเจอคนไม่น้อย
เพียงแค่เห็นคนพวกนี้ก็รู้ได้ในทันทีว่าพวกมันนั้นกำลังหวังเบี้ยเลี้ยงของเขาอยู่แม้ว่าในสำนักก็แจกเบี้ยเลี้ยงรายเดือนจากการประเมินความสามารถของเหล่าลูกศิษย์
แต่ว่ามันเองก็ไม่มีกฎข้อห้ามใดที่จะห้ามพวกลูกศิษย์ให้ห้ามขูดรีดเบี้ยเลี้ยงของลูกศิษย์คนอื่นภายในสำนัก
เพราะแบบนั้นในตอนนี้จึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจางอี้ได้รับการเตือนจากตาเฒ่าเกาที่อยู่ด้านล่างว่ามันมักจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไม่คิดว่าตนเองจะโดนกับตนเอง
ถ้าเกิดว่าเป็คุณชายหลัวผู้นั้นคงจะไม่มีผู้ใดกล้าขูดรีดมันอย่างแน่นอนแต่เป็เพราะว่าเขานั้นมีระดับการฝึกฝนที่อยู่ในระดับเพียงแค่รากฐานขั้นปลายพวกนี้เลยกล้าเข้ามาขูดรีด
ถ้าพวกมันจะขูดรีดแน่นอนว่าพวกมันนั้นต้องมองหาคนที่อ่อนแอกว่าตนเองซึ่งเขาเองก็คงจะกลายเป็เหยื่อ
“ ในเมื่อได้มาขนาดนั้นถ้าแบบนั้นไม่แบ่งให้ศิษย์พี่คนนี้ใช้สักหน่อยเล่า” มันยื่นมือของตนเองมาด้านหน้าร้องขอเบี้ยเลี้ยงที่อยู่ภายในเสื้อของจางอี้
จางอี้ล้วงมือเข้าไปภายในเสื้อก่อนที่จะหยิบมันออกมาคนพวกนั้นก็แสยะยิ้มออกมาคิดว่าอย่างไรเสียแผนการของตนเองก็ต้องสำเร็จแล้ว
ทว่าผู้ใดจะคาดคิดในขณะที่พวกมันนั้นกำลังละเมอเพ้อฝันยามนั้นจางอี้โยนถุงเงินที่ใส่เงิน 40 เหรียญทองขึ้นไปบนต้นไม้ที่อยู่ด้านข้าง
พวกมันหันไปมองเป็ตาเดียวอ้างกับอุทานขึ้น ” บัดซบ!!! ”
ในขณะที่พวกมันนั้นหันไปมองถุงเงินที่ถูกโยนขึ้นไปจางอี้ที่อยู่ด้านหน้าโถมกายของตนเองไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
ในขณะนั้นกว่าพวกมันจะหันมาก็พบว่าร่างของเด็กหนุ่มที่พวกมันกำลังขูดรีดหายไปแล้ว“ หายไปไหน ”
เมื่อพวกมันรู้สึกตัวอีกทีััว่ามีวัตถุบางอย่างกำลังพุ่งลงมาจาก้าหนึ่งในพวกมันเงยหน้าขึ้นแต่ก็โดนฝ่าเท้ากระแทกลงมาเต็มใบหน้าล้มหมดสติในครั้งเดียว
“ เรียบร้อยเป็หนึ่ง เหลืออีกสอง ”
จางอี้สะบัดมือเตรียมพร้อมจะต่อสู้พวกที่อยู่ด้านหน้าใบหน้านั้นแดงกรัมเต็มไปด้วยความโกรธเปลวเพลิงในใจนั้นกำลังแผดเผาดวงตาของมันมองตรงมายังจางอี้ที่เล่นงานสหาย
พร้อมกับพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ” ตายซะ!!! ”
มันพุ่งตรงเข้ามาจากที่ที่ยืนอยู่ไม่สะทกสะท้านใบหน้าเรียบเฉยในตอนนี้เห็นการโจมตีพวกนั้นพุ่งตรงเข้ามาหาตนกลับแสดงรอยยิ้ม
จบบท